LOGINกลิ่นหอมกรุ่นของขาหมูพะโล้เคี่ยวจนเข้าเนื้อ ผสมผสานกับกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอของผัดผักบุ้งไฟแดงและไข่เจียวทรงเครื่องร้อนๆ อบอวลไปทั่วครัวกว้าง...
ลูน่าในชุดลำลองสบายๆ กำลังหมุนตัวขวักไขว่ทำหน้าที่แม่ครัวอย่างอารมณ์ดี โดยมีป้าจินดาคอยช่วยเตรียมถ้วยชามและเป็นลูกมืออยู่ข้างกาย...
ท่ามกลางสายตาอบอุ่นของนับหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูครัว ทอดสายตามองเรือนร่างระหงของคนรักด้วยความเอ็นดูและความรักที่เปี่ยมล้นอยู่ในอก
ป้าจินดาที่เห็นอาการตกอยู่ในพะวังรักของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะแอบขยับเข้ามากระซิบกระซาบกับนับหนึ่งด้วยความเอ็นดู
“สายตาคุณนับหนึ่งนี่... หวานยิ่งกว่าน้ำพะโล้ในหม้อเสียอีกนะคะ ป้าเห็นแล้วล่ะอิจฉาคนหนุ่มสาวสมัยนี้จริงๆ”
นับหนึ่งคลี่ยิ้มเขินๆ ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ... ทว่าบรรยากาศความอบอุ่นยังไม่ทันคลายลง ‘เก่ง’ ลูกชายวัยยี่สิบของป้าจินดาที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย ก็สืบเท้าก้าวพรวดพราดเข้ามาในครัว ชายหนุ่มวัยรุ่นถึงกับยืนตาค้าง ยามได้เห็นหญิงสาวแปลกหน้าผู้มีใบหน้างดงามหมดจดกำลังง่วนอยู่หน้าเตา
“โห... แม่! แม่หาลูกสะใภ้มาให้เก่งเหรอเนี่ย? สวยขนาดนี้เดี๋ยวคุณนายกลับมาก็โดนมองแรงเอาหรอกแม่!”
คำพูดไร้เดียงสาทำเอานับหนึ่งถึงกับคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าหล่อหวานตึงขึ้นมาทันที ร่างสูงสืบเท้าตรงเข้าไปโอบรวบเอวคอดกิ่วของลูน่าเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของทันควัน ป้าจินดาเห็นท่าไม่ดีก็รีบฟาดฝ่ามือเข้าที่แขนลูกชายจอมทะเล้นดัง เพี๊ยะ!
“เอ๊ะ! เจ้าลูกคนนี้นี่! จำคุณนายไม่ได้หรือไง?! เดี๋ยวก็โดนคุณนับหนึ่งดุเอาหรอก!”
เก่งถึงกับหน้าเสีย ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความผวา รีบยกมือขึ้นไหว้นอบน้อมใส่ลูน่าและนับหนึ่งทันที
“ส... สวัสดีครับคุณนาย... เอ่อ ขอโทษทีครับพี่หนึ่ง ผมไม่รู้จริงๆ ว่านี่คือคุณนายแฟนพี่หนึ่ง ผมจำหน้าคุณนายไม่ได้ครับ”
นับหนึ่งส่ายหน้าไปมา พลางชี้หน้าคาดโทษเด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะหันกลับมามองลูน่าที่ยืนก้มหน้าหัวเราะเขาอยู่อย่างอารมณ์ดี
“หัวเราะอะไรครับ? ไม่ตลกเลยนะ... สวยจนเด็กในบ้านมาจีบแบบนี้”
ลูน่าอดยื่นมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ อย่างที่ชอบทำด้วยความเอ็นดู พร้อมรอยยิ้มหวาน
“หึงเหรอคะ?”
นับหนึ่งถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ปั้นหน้าดุก่อนจะยอมสารภาพตรงๆ
“หึงสิครับ... ทั้งหึงทั้งหวงเลย”
“อะแฮ่มๆๆ! โทษทีครับพี่ น้ำตาลติดคอ!” เก่งได้ทีแกล้งทำเป็นไอแห้งๆ แซวคู่รักตรงหน้า ทำเอาป้าจินดาต้องหยิกแขนลูกชายซ้ำอีกรอบด้วยความขบขัน
เสียงหัวเราะสดใสและบรรยากาศอันอบอุ่นดังก้องไปทั่วทั้งห้องครัว ก่อนที่ทุกคนจะช่วยกันยกสำรับอาหารไปจัดวางบนโต๊ะอาหารกินข้าวด้วยกัน... นีน่าที่กำลังนั่งเล่นกับเซมัสอยู่ใกล้ๆ ทอดสายตามองภาพนับหนึ่งและลูน่าที่ตักอาหารให้กันด้วยรอยยิ้มปิติ
บรรยากาศแห่งชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยความรัก ความนุ่มนวล และเสียงหัวเราะชวนให้หัวใจฟูฟ่องเช่นนี้... มันช่างแตกต่างจากคฤหาสน์เดสมอนด์อันเยือกเย็นและอบอวลไปด้วยไฟโลกันตร์ราวฟ้ากับดินอย่างสิ้นเชิง
มื้ออาหารยามค่ำคืนจบลงพร้อมเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน ลูน่าและนับหนึ่งช่วยกันพาเซมัสเข้าเข้านอน อ่านนิทานก่อนนอนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนเด็กชายตัวน้อยหลับปุ๋ยไปพร้อมความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน
กระทั่งทั้งสองก้าวเท้าเคียงคู่กันเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่... ทันทีที่บานประตูปิดลง ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมบรรยากาศภายในห้องทันที
ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างยืนก้มหน้า หันไปคนละทิศละทางด้วยความเขินอายที่แล่นริ้วขึ้นมาจนแก้มร้อนผ่าว อาจเป็นเพราะนี่คือคืนแรกที่พวกเขาจะได้นอนหลับเคียงข้างกันและตื่นขึ้นมาสบตากันในทุกๆ เช้า...
ภาพความฝันแสนหวานในวัยเยาว์สมัยที่ยังเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัย ความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต บัดนี้กลับวางอยู่ตรงหน้า จนต่างคนต่างทำตัวไม่ถูกด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
“เอ่อ... ลูน่าไปอาบน้ำก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวหนึ่งอาบทีหลัง”
สรรพนาม ‘หนึ่ง’ ที่เคยใช้เรียกแทนตัวเองอย่างสนิทสนมหลุดออกจากปากชายหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ นำพาความทรงจำอันแสนหวานในวันวานให้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง
ลูน่าเหลือบสายตาขึ้นมองเขา นวลแก้มใสขึ้นสีระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ แล้วรีบสืบเท้าก้าวหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยความเร่งรีบ
นับหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงนุ่ม มือหนายกขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ พยายามสะกดกักหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกให้สงบลง
“นับหนึ่งเอ๊ย... ใจเย็นๆ ไว้สิ”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่หราอยู่บนเตียงกว้าง นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องเพดานห้อง ทว่าในสมองกลับเต็มไปด้วยภาพใบหน้าหวานและรอยยิ้มของลูน่า... รอยยิ้มที่เลือนหายไปนานจนเขาเผลอยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“อยากกอดจัง...”
ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำกับความเงียบยามค่ำคืนด้วยความโหยหา อ้อมกอดที่ปราศจากฝันร้าย ไร้ซึ่งรังสีแห่งอันตราย มีเพียงความรักอันบริสุทธิ์ของคนสองคนที่เฝ้ารอคอยกันและกันมานานหลายปี...
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างระหงของลูน่าที่ก้าวออกมาในชุดนอนเนื้อนุ่ม กลิ่นหอมกรุ่นของครีมอาบน้ำละมุนลอยมาเตะจมูก นับหนึ่งผุดลุกขึ้นนั่งทันที สายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศยามที่แสงไฟสัวๆ บรรยากาศภายในห้องขับเน้นความงดงามและเสน่ห์อันอ่อนโยนของหญิงสาวให้เด่นชัดขึ้น
ลูน่าชะงักไปเล็กน้อยยามสบตากับคนรัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือความเขินอาย
“หนึ่ง... ไปอาบน้ำสิคะ”
นับหนึ่งยิ้มรับด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มสืบเท้าเดินเข้าไปหาลูน่าช้าๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ยื่นมือหนาไปจับมือเรียวของเธอมากุมไว้แน่น ก่อนจะประคองร่างบางเข้ามาสวมกอดไว้หลวมๆ ซบใบหน้าลงกับไหล่ระหงพลางสูดกลิ่นหอมหวานอันคุ้นเคยด้วยความสุขใจที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต
“ถ้าไม่ยอมไปอาบน้ำ... จะเนรเทศให้นอนข้างเตียงนะคะ”
ลูน่าแสร้งทำน้ำเสียงดุ ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับทอประกายความเอ็นดูและรักใคร่อย่างปิดไม่มิด นับหนึ่งมุดใบหน้าหล่อหวานลงกับลาดไหล่ระหงอย่างออดอ้อน ถูไถแก้มเนียนไปมาพลางส่งเสียงอู้อี้ในลำคอด้วยความออเซาะราวกับเด็กน้อยโหยหาอ้อมกอด
“อือ... ขอหนึ่งกอดต่ออีกแป๊บเดียวไม่ได้เหรอครับ?”
ลูน่าหลุดยิ้มละมุน ยื่นมือไปตีเข้าที่ท่อนแขนแกร่งเบาๆ ด้วยความรัก
“ไม่ได้ค่ะ... อย่าดื้อสิคะ เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จก็ได้กอดทั้งคืนแล้วนี่ไง... จะให้กอดจนเบื่อไปเลยดีไหมคะ?”
หญิงสาวหมุนเรือนร่างระหงกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ยื่นสองมือไปดันแผ่นหลังหนาของคนรักที่กำลังทำหน้างอแงให้ก้าวตรงไปยังหน้าประตูห้องน้ำ ทว่านับหนึ่งกลับชะงักฝีเท้า หันใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแพรวพราวและแววตาเป็นประกายมาสบประสานสายตากับเธอตรงๆ
“ก็ได้ครับ... แต่ถ้าอาบน้ำเสร็จแล้ว... ทำมากกว่ากอดได้ไหมครับ?”
คำถามตรงไปตรงมาแฝงความนัยลึกซึ้งทำเอาลูน่าถึงกับชะงัก นวลแก้มใสร้อนผ่าวขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู หญิงสาวละล่ำละลักตวาดกลบเกลื่อนความเขินอาย
“ค... คนบ้า! เรื่องแบบนี้ใครเขามาเอ่ยปากขอกันเล่า!”
นับหนึ่งทอดสายตามองปฏิกิริยานั้นด้วยความรักใคร่และอบอุ่นหัวใจจนเปี่ยมล้น ชายหนุ่มคลี่ยิ้มแสนหวานเอ่ยประโยคเผด็จการแฝงความนุ่มนวลออกมาอย่างหยอกเย้า
“แสดงว่าอนุญาตแล้ว... ต่อไปนี้หนึ่งจะไม่เอ่ยปากขออีกแล้วนะ แต่จะทำตามใจตัวเองทันทีเลย”
พูดจบ ชายหนุ่มก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความชื่นมื่น ก่อนจะรีบแทรกตัวเข้าห้องน้ำแล้วปิดบานประตูล็อกสลักลงทันที ไม่เปิดโอกาสให้ลูน่าได้เอื้อนเอ่ยโต้แย้งสิ่งใดได้อีก
ณ ห้องทำงานหรูหราภายในคฤหาสน์เดสมอนด์ ย่านเบลเกรเวีย กรุงลอนดอน...บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบของ ไซรัสจับจ้องหน้าจอไอแพดราคาแพงระยับตรงหน้าไม่วางตา จุดสีแดงกะพริบวูบวาบแทนตำแหน่ง GPS บนโทรศัพท์มือถือของลูน่าที่กำลังเคลื่อนตัวบนแผนที่ประเทศไทย ทว่า... ในเสี้ยววินาทีต่อมา จุดแสงนั้นกลับดับวูบและหายไปจากหน้าจออย่างกะทันหันความเงียบสงบพลันถูกทำลายลงในพริบตา…ปัง!!ฝ่ามือหนาตบลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คทรงหรูอย่างแรงจนสิ่งของสั่นสะเทือน ร่างสูงใหญ่ผุดลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้หนัง นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววดุดัน ร้อนรน แทบคลั่งจนนัยย์ตาไปด้วยเส้นเลือดแดงเข้ม“ติดต่อทีมส่งตัวที่ประเทศไทยเดี๋ยวนี้!!”เสียงทุ้มคำรามกร้าวแผดดังก้องไปทั่วห้องทำงาน ราวกับเสียงก้องของอสูรร้ายที่กำลังคลั่งสติหลุดเชนมือขวาอีกคนรีบกดโทรศัพท์ติดต่อประสานงานข้ามประเทศด้วยฝ่ามือสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมตามกรอบหน้า ยามพยายามต่อสายซ้ำๆ แต่กลับพบเพียงความเงียบงัน ก่อนจะละสายตาขึ้นมารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ต... ติดต่อไม่ได้เลยครับนายท่าน! ท
กลิ่นหอมกรุ่นของขาหมูพะโล้เคี่ยวจนเข้าเนื้อ ผสมผสานกับกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอของผัดผักบุ้งไฟแดงและไข่เจียวทรงเครื่องร้อนๆ อบอวลไปทั่วครัวกว้าง...ลูน่าในชุดลำลองสบายๆ กำลังหมุนตัวขวักไขว่ทำหน้าที่แม่ครัวอย่างอารมณ์ดี โดยมีป้าจินดาคอยช่วยเตรียมถ้วยชามและเป็นลูกมืออยู่ข้างกาย...ท่ามกลางสายตาอบอุ่นของนับหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูครัว ทอดสายตามองเรือนร่างระหงของคนรักด้วยความเอ็นดูและความรักที่เปี่ยมล้นอยู่ในอกป้าจินดาที่เห็นอาการตกอยู่ในพะวังรักของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะแอบขยับเข้ามากระซิบกระซาบกับนับหนึ่งด้วยความเอ็นดู“สายตาคุณนับหนึ่งนี่... หวานยิ่งกว่าน้ำพะโล้ในหม้อเสียอีกนะคะ ป้าเห็นแล้วล่ะอิจฉาคนหนุ่มสาวสมัยนี้จริงๆ”นับหนึ่งคลี่ยิ้มเขินๆ ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ... ทว่าบรรยากาศความอบอุ่นยังไม่ทันคลายลง ‘เก่ง’ ลูกชายวัยยี่สิบของป้าจินดาที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย ก็สืบเท้าก้าวพรวดพราดเข้ามาในครัว ชายหนุ่มวัยรุ่นถึงกับยืนตาค้าง ยามได้เห็นหญิงสาวแปลกหน้าผู้มีใบหน้างดงามหมดจดกำลังง่วนอยู่หน้าเตา
หลังจากงานเลี้ยงจบลงและไซรัสออกคำสั่งเด็ดขาดให้ฟีนิกซ์เตรียมการส่งคุณนายแห่งเดสมอนด์เดินทางกลับประเทศไทย ทั้งคู่ก็ก้าวกลับเข้าสู่คฤหาสน์หรูหราในย่านเบลเกรเวีย ทว่าลูน่ากลับปิดปากเงียบ ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ยใดๆ เธอสืบเท้าก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์ทันทีเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าอย่างสงบโดยมีไซรัสเดินตามหลังมาติดๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนี้ยบกริบยืนกอดอกพิงกรอบประตู นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องมองเรือนร่างระหงที่หมุนตัวเก็บเสื้อผ้าอย่างใจเย็น“เธอคงจะดีใจมากสินะ... ที่จะได้อยู่ห่างจากสายตาฉัน...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเชือดเฉือน ทว่านัยน์ตากลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของภรรยาสาว “แต่มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น... รู้ใช่ไหม?”ไร้สัญญาณการตอบรับใดๆ จากร่างบางที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเก็บของ นั่นยิ่งกระตุ้นโทสะลึกๆ ของมาเฟียหนุ่มให้ลุกโชนไซรัสสืบเท้าก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือหนาไปคว้าจับเรียวแขนเล็กไว้แน่น บังคับให้เธอหยุดชะงักและหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าหล่อเหลาดุดันโน้มลงไปประชิดริมฝีปากกระจับ เอ่ยกระซิบเสียงพร่าทว่าแฝงคำขู่เข็ญดุดันอย่างเปิดเผย
ริมฝีปากสวยจงใจเน้นหนักคำสรรพนามท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเป็นพิเศษ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายระยับดุจดวงดาว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของไซรัสอย่างแฝงนัยยะลึกล้ำ... รอยยิ้มแสนหวานทว่าฉาบไปด้วยพิษร้ายและความท้าทายนั้น ทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับใจกระตุกวูบด้วยความคลั่งไคล้และความระแวงระวังขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทว่า ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อในวงสนทนาที่ยังคงจับจ้องมองมาเป็นตาเดียว ไซรัสจำเป็นต้องแสร้งหัวเราะออกมาราวกับมันเป็นเรื่องน่าเอ็นดูขบขัน ที่ภรรยาสาวเอ่ยขอ ‘รางวัล’ ต่อหน้าผู้คนชั้นสูง“ได้เลยครับ... ที่รักอยากได้อะไร คนอย่างไซรัสจะหามาประเคนให้ทุกอย่างอยู่แล้ว...”ไซรัสชะงักคำพูดไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสวย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแสนหวาน“...แต่ ไว้เรากลับไปคุยกันที่คฤหาสน์ดีกว่าไหมครับ? คุณก็รู้ดีว่าถ้าคุณเอ่ยขอตอนนี้ ผมคงรีบละทิ้งงานเลี้ยงแล้วพาคุณไปหาให้เดี๋ยวนี้ทันทีแน่ๆ... แต่หากที่รักต้องการจริงๆ จะขอตรงนี้เลยก็ย่อมได้นะครับ”
การนำเสนอระบบโลจิสติกส์อันเหนือชั้นและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของบริษัท แอลวัน บนจอโปรเจกเตอร์ยักษ์กลางงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ภาพวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เรียกเสียงปรบมือดังกึกก้อง เหล่านักธุรกิจและมหาเศรษฐีชั้นนำทั่วกรุงลอนดอนต่างพยักหน้ายอมรับด้วยความทึ่งทว่า ยามที่การนำเสนอจบลง ไซรัสที่ยืนเคียงข้างลูน่าตรงเบื้องหน้าเวที กลับยกมือขึ้นพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานทรงอำนาจและแฝงความกร้าวระคนดื้อดึง“ไม่ทราบว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เห็นตัวจริงของผู้บริหารแอลวันบ้างไหมครับ? การลงทุนในยุโรปครั้งนี้นับว่านำเสนอได้ยอดเยี่ยม... แต่คงต้องยอมรับว่าขาดความน่าเชื่อถือไปสักหน่อย ในเมื่อไม่มีใครรู้เลยว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วแบบนี้ใครจะกล้าเสี่ยงลงทุนด้วย...”เอ่ยจบ มาเฟียหนุ่มก็จุดยิ้มพรายอย่างท้าทาย ลูน่าปรายสายตามองคนข้างกายเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับไปทอดสายตามองเวทีด้วยท่าทีเรียบเฉย ไร้ความสั่นไหวพิธีกรบนเวทียิ้มรับอย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ“แน่นอนครับว่าผู้บริหารของเรา... เดินทางมาร่วมงานในค่ำคืนนี้ด้วย คุณเดสมอนด์ดูจะใจร้อนไปเสียหน่อยน
เครื่องบินส่วนตัวขนาดกลางแลนดิ้งลงสู่รันเวย์ สนามบินฮีธโธรว์ กรุงลอนดอน อย่างนุ่มนวล... หลังจากแวะพักเติมน้ำมันที่มัสกัต ประเทศโอมาน รวมระยะเวลาการบินยาวนานกว่าสิบห้าชั่วโมงและตลอดสิบห้าชั่วโมงอันยาวนานนั้น ลูน่าต้องข่มตาอดทนกับความโสมมและตัณหาอันบ้าคลั่งของไซรัสอย่างถึงที่สุด...ทันทีที่เรียวขาบางก้าวลงจากเครื่องบิน หญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะเฉียดก้าวเข้าใกล้ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีตามกฎหมาย เธอก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ดุจหงส์พยศที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ตรงไปแทรกตัวนั่งบนเบาะหลังของรถยนต์คันหรูที่มารอรับอย่างเงียบเชียบไซรัสทำได้เพียงจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่หยิ่งทะนงนั้นไป พลางขบกรามแน่นจนเป็นสันขากรรไกรเด่นชัด... ไม่ว่าเขาจะพยายามบีบบังคับหรือแสดงอำนาจใส่เธอมากแค่ไหน ลูน่าก็ไม่เคยชายตาหันกลับมาสนใจเขาเลยสักครั้งบรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัดดั่งเมืองร้าง ยามที่รถยนต์คันหรูแล่นเลียบผ่านถนนมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของตระกูลเดสมอนด์ ในย่านเบลเกรเวีย (Belgravia) กรุงลอนดอน ไซรัสจึงเอ่ยทำลายความเงียบงันขึ้นมา“งานเลี้ยงครั้งนี้... บริษัทแอลวันเพิ่งเปิด







