LOGINหลังจากงานเลี้ยงจบลงและไซรัสออกคำสั่งเด็ดขาดให้ฟีนิกซ์เตรียมการส่งคุณนายแห่งเดสมอนด์เดินทางกลับประเทศไทย ทั้งคู่ก็ก้าวกลับเข้าสู่คฤหาสน์หรูหราในย่านเบลเกรเวีย ทว่าลูน่ากลับปิดปากเงียบ ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ยใดๆ เธอสืบเท้าก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์ทันทีเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าอย่างสงบ
โดยมีไซรัสเดินตามหลังมาติดๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนี้ยบกริบยืนกอดอกพิงกรอบประตู นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องมองเรือนร่างระหงที่หมุนตัวเก็บเสื้อผ้าอย่างใจเย็น
“เธอคงจะดีใจมากสินะ... ที่จะได้อยู่ห่างจากสายตาฉัน...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเชือดเฉือน ทว่านัยน์ตากลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของภรรยาสาว “แต่มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น... รู้ใช่ไหม?”
ไร้สัญญาณการตอบรับใดๆ จากร่างบางที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเก็บของ นั่นยิ่งกระตุ้นโทสะลึกๆ ของมาเฟียหนุ่มให้ลุกโชน
ไซรัสสืบเท้าก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือหนาไปคว้าจับเรียวแขนเล็กไว้แน่น บังคับให้เธอหยุดชะงักและหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าหล่อเหลาดุดันโน้มลงไปประชิดริมฝีปากกระจับ เอ่ยกระซิบเสียงพร่าทว่าแฝงคำขู่เข็ญดุดันอย่างเปิดเผย
“อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้น... เพราะฉะนั้นห้ามคิดหนี ไม่ว่าเธอจะหนีไปสุดขอบโลก ฉันก็จะพลิกแผ่นดินตามหาเธอกลับมาอยู่ใต้อาณัติของฉันให้ได้... เข้าใจไหมลูน่า”
สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าสวยหวานในระยะประชิด ก่อนจะหลุบมองริมฝีปากอิ่มสวยพลางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ลูน่าเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส พยายามบิดข้อมือหนีจากพันธนาการ ทว่าไซรัสกลับยิ่งกระชับกำมือแน่นขึ้นไปอีก
“ปล่อย...” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องสบตาเขาอย่างเย้ยหยัน “ขู่แบบนี้... ดูไม่มั่นใจในตัวเองเลยนะ หรือจริงๆ แล้ว... คุณกำลังกลัวว่าฉันจะหนีไปได้กันแน่?”
คำท้าทายนั้นทำเอาไซรัสขบสันกรามแน่นจนเป็นสันปูด ชายหนุ่มเหวี่ยงร่างบางระหงลงไปบนเตียงคิงไซส์สีขาวบริสุทธิ์ขนาดแปดฟุตอย่างแรง ก่อนจะทาบทับตามลงไปคร่อมร่างเธอไว้ทันที
“ฉันชอบจริงๆ เวลาที่เธอท้าทายฉัน... รู้ไหมลูน่า...”
ฝ่ามือหนาที่ว่างเว้นเลื่อนขึ้นไปลูบไล้ปรางแก้มเนียนอย่างหลงใหลและคลั่งไคล้ นัยน์ตาสีฟ้าทอแววหิวกระหายยามจ้องมองสตรีใต้ร่าง
“...มันทำให้ฉันแทบคลั่ง จนแทบอดใจไม่ไหว”
“ปล่อยนะ!!”
ลูน่าตวาดเสียงกร้าว สะบัดหน้าหนีและพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ทว่ากลับไม่อาจสั่นคลอนร่างสูงใหญ่ได้เลยแม้แต่น้อย ไซรัสเหยียดยิ้มร้ายกาจ ข่มอารมณ์ดิบเถื่อนในกายเอาไว้สุดกำลัง
“หึ... รู้ไหมลูน่าว่าทำไมฉันถึงยังไม่บังคับเธอ ทั้งที่ฉันอยากจะ...”ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดใบหูระหงด้วยน้ำเสียงพร่าพรั่น “...อยากจะขยี้เธอจะแย่...”
“ไซรัส!!” ลูน่าตวาดขัดขึ้นมาทันควัน “ฉันไม่อยากฟัง!!”
“หึ...”
มาเฟียหนุ่มแค่นยิ้มในลำคอ ก่อนจะยอมถอนกายลุกออกจากร่างบางอย่างอ้อยอิ่ง ทั้งที่เบื้องลึกในหัวใจไม่ได้อยากห่างกายเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ไซรัสหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้อง ก่อนจะชะงักฝีเท้า เหลียวมองใบหน้าสวยเพียงเสี้ยวหน้า
“รีบเก็บของซะ... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ ฉันให้เวลาเธอแค่สิบห้านาที”
สิ้นเสียงคำสั่ง มาเฟียหนุ่มก็สืบเท้าเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลูน่านอนหอบหายใจอยู่บนเตียง จ้องมองประตูบานใหญ่ด้วยความเคียดแค้นและความหวาดหวั่นจากเหตุการณ์เมื่อครู่
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ยามที่รู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้บานปลายจนเกินควบคุม ก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นไปจัดการเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอย่างเร่งรีบเพื่อมุ่งหน้าสู่อิสรภาพที่เธอนับถอยหลังรอคอย
.
เสียงยางเครื่องบินส่วนตัวกระแทกพื้นรันเวย์สนามบินในประเทศไทยดังกึกก้อง... สัญญาณนับถอยหลังสู่แผนสลับตัวอันเหนือชั้นของตรีภพเริ่มทำงานในทันที
ขบวนรถตู้สีดำกันกระสุนเคลื่อนตัวออกจากสนามบินมุ่งหน้าไปตามเส้นทางกลับคฤหาสน์เดสมอนด์ ฟีนิกซ์นั่งเบาะหน้าข้างคนขับ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองกระจกมองข้างตลอดเวลา มือหนากำด้ามปืนสั้นข้างลำตัวแน่นตามสัญชาตญาณความระแวดระวัง ทว่าเมื่อรถเคลื่อนตัวผ่านโค้งอับสายตาใต้สะพานทางด่วน... ความวุ่นวายก็เปิดฉากขึ้น
โครม!!
รถ SUV สีดำดัดแปลงไร้ป้ายทะเบียนสองคันพุ่งเข้าเบียดแซงและปาดหน้าปิดล้อมขบวนรถอย่างรวดเร็วจนต้องหักหลบจนรถสะบัดและหยุดเคลื่อนตัวลง
ชายชุดดำนิรนามนับสิบคนในชุดยุทธวิธีพุ่งลงจากรถที่ตัดหน้าพร้อมระเบิดควันและอุปกรณ์ตัดสัญญาณ เสียงกระจกรถถูกทุบดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“คุณนาย! ก้มต่ำไว้ครับ!”
ฟีนิกซ์ถีบประตูรถออกไปปลดเซฟตี้ปืน ยิงตอบโต้และใช้เรือนร่างสูงใหญ่เข้าบังกำบังลูน่าไว้สุดกำลัง บอดี้การ์ดมือหนึ่งของตระกูลเดสมอนด์ซัดคนร้ายร่วงลงไปสองคนด้วยทักษะการต่อสู้ระดับสูง
ทว่ากลุ่มคนร้ายกลับวางแผนมาอย่างแยบยลและไร้รอยต่อ หนึ่งในนั้นอาศัยจังหวะที่ควันเริ่มสลายและมุมอับสายตา แทรกตัวเข้าหาฟีนิกซ์จากด้านหลัง สันมือหนักหน่วงตอกเข้าที่จุดสลบตรงท้ายทอยและก้านสมองของบอดี้การ์ดหนุ่มอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี
“อั่ก!”
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าสู่สมอง ร่างสูงใหญ่ของฟีนิกซ์เซทรุดลงกับพื้นคอนกรีต
“ค... คุณนาย...”
สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนรางและพร่ามัว ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดเป็นสีดำสนิท นัยน์ตาสีเข้มที่กำลังจะปิดลงกลับทันได้เห็นเรือนร่างระหงของลูน่า... เธอไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ดิ้นรน ทว่ากลับก้าวเท้าขึ้นไปบนรถของกลุ่มคนร้ายด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวและเรียบเฉยอย่างยินดี
พรึ่บ...
ฟีนิกซ์แน่นิ่งไปบนพื้นถนน ทิ้งไว้เพียงร่องรอยคราบเลือด ปลอกกระสุน และรอยยางรถยนต์ที่ไหม้เกรียมบนถนน มุมกล้องวงจรปิดทุกตัวในบริเวณนั้นจับภาพเหตุการณ์ 'การลักพาตัวอันอุกอาจและป่าเถื่อน' เอาไว้ได้ทุกวินาทีอย่างสมบูรณ์แบบ... ภาพการต่อสู้ที่รุนแรงและร่างที่สลบไสลของฟีนิกซ์ จะกลายเป็นหลักฐานชั้นดีที่จะตบตาและลากไซรัสให้หลงทิศทางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ประตูรถตู้ทึบสีดำไร้ป้ายทะเบียนปิดลงพร้อมเสียงดังปึ้ง! ตัดขาดความวุ่นวายและความโกลาหลเบื้องนอกออกอย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในห้องโดยสารอันเงียบสงบ ตรีภพนั่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว มือเรียวขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะค้อมศีรษะลงทำความเคารพสตรีตรงหน้าด้วยความนอบน้อมและจงรักภักดีสูงสุด
“ยินดีต้อนรับกลับครับ... คุณลูน่า”
ลูน่าพยักหน้ารับคำเบาๆ ใบหน้าสวยหวานไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนก หญิงสาวล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูราคาแพงเครื่องที่ไซรัสเป็นคนมอบให้และแอบติดตั้งระบบติดตามตัว GPS แบบเรียลไทม์เอาไว้ขึ้นมาจากกระเป๋า ก่อนจะเลื่อนกระจกรถลงเล็กน้อย แล้วขว้างมันทิ้งออกไปนอกรถอย่างไม่ไยดี
เพล้ง!
เครื่องมือติดตามตัวกระแทกพื้นคอนกรีตแตกกระจายอยู่ไม่ไกลจากร่างสลบไสลของฟีนิกซ์... ลูน่าทอดสายตามองผ่านกระจกหลังรถเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเอ่ยสั่งตรีภพด้วยน้ำเสียงเรียบราบ
“อย่าให้ฟีนิกซ์ตาย...”
นั่นคือความเมตตาที่มากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงที่ถูกกักขังและย่ำยีมาตลอดสองปีจะมอบให้ได้... เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในนรกเดสมอนด์ ฟีนิกซ์คือบอดี้การ์ดคนเดียวที่คอยคุ้มกันและให้เกียรติเธอเสมอมาโดยไม่เคยล่วงเกินเกินหน้าที่
และที่สำคัญไปกว่านั้น... เธอจำเป็นต้องเหลือพยานปากสำคัญที่รอดชีวิตเอาไว้ เพื่อให้เขาเป็นคนยืนยันภาพเหตุการณ์การถูกลักพาตัวต่อหน้าไซรัสด้วยตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นการเสี่ยงดวงว่าฟีนิกซ์จะจับสังเกตความผิดปกติในวินาทีสุดท้ายได้หรือไม่ก็ตาม
“รับทราบครับ... ผมให้ทีมแพทย์ฉุกเฉินของเราเตรียมสแตนด์บายเข้าพยาบาลเขาในอีกห้านาทีข้างหน้าเรียบร้อยแล้วครับ”
ตรีภพเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุขุมลุ่มลึก ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่ปลอดภัยจากการถูกแทรกแซง และตั๋วเดินทางให้แก่เธอ
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการทุกประการครับคุณลูน่า... คืนนี้ คุณจะได้เดินทางไปพบกับคุณนับหนึ่งและคุณหนูเซมัสตามที่ปรารถนาแล้วครับ”
ลูน่ารับโทรศัพท์เครื่องใหม่มาถือไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยเย็นชาฉายแววไหววูบด้วยความตื้นตันใจยามได้ยินชื่อของคนรักและลูกชายตัวน้อย... รถตู้ทึบเร่งเครื่องทะยานทะลุความมืดมิดยามค่ำคืน
ณ ห้องทำงานหรูหราภายในคฤหาสน์เดสมอนด์ ย่านเบลเกรเวีย กรุงลอนดอน...บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบของ ไซรัสจับจ้องหน้าจอไอแพดราคาแพงระยับตรงหน้าไม่วางตา จุดสีแดงกะพริบวูบวาบแทนตำแหน่ง GPS บนโทรศัพท์มือถือของลูน่าที่กำลังเคลื่อนตัวบนแผนที่ประเทศไทย ทว่า... ในเสี้ยววินาทีต่อมา จุดแสงนั้นกลับดับวูบและหายไปจากหน้าจออย่างกะทันหันความเงียบสงบพลันถูกทำลายลงในพริบตา…ปัง!!ฝ่ามือหนาตบลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คทรงหรูอย่างแรงจนสิ่งของสั่นสะเทือน ร่างสูงใหญ่ผุดลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้หนัง นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววดุดัน ร้อนรน แทบคลั่งจนนัยย์ตาไปด้วยเส้นเลือดแดงเข้ม“ติดต่อทีมส่งตัวที่ประเทศไทยเดี๋ยวนี้!!”เสียงทุ้มคำรามกร้าวแผดดังก้องไปทั่วห้องทำงาน ราวกับเสียงก้องของอสูรร้ายที่กำลังคลั่งสติหลุดเชนมือขวาอีกคนรีบกดโทรศัพท์ติดต่อประสานงานข้ามประเทศด้วยฝ่ามือสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมตามกรอบหน้า ยามพยายามต่อสายซ้ำๆ แต่กลับพบเพียงความเงียบงัน ก่อนจะละสายตาขึ้นมารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ต... ติดต่อไม่ได้เลยครับนายท่าน! ท
กลิ่นหอมกรุ่นของขาหมูพะโล้เคี่ยวจนเข้าเนื้อ ผสมผสานกับกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอของผัดผักบุ้งไฟแดงและไข่เจียวทรงเครื่องร้อนๆ อบอวลไปทั่วครัวกว้าง...ลูน่าในชุดลำลองสบายๆ กำลังหมุนตัวขวักไขว่ทำหน้าที่แม่ครัวอย่างอารมณ์ดี โดยมีป้าจินดาคอยช่วยเตรียมถ้วยชามและเป็นลูกมืออยู่ข้างกาย...ท่ามกลางสายตาอบอุ่นของนับหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูครัว ทอดสายตามองเรือนร่างระหงของคนรักด้วยความเอ็นดูและความรักที่เปี่ยมล้นอยู่ในอกป้าจินดาที่เห็นอาการตกอยู่ในพะวังรักของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะแอบขยับเข้ามากระซิบกระซาบกับนับหนึ่งด้วยความเอ็นดู“สายตาคุณนับหนึ่งนี่... หวานยิ่งกว่าน้ำพะโล้ในหม้อเสียอีกนะคะ ป้าเห็นแล้วล่ะอิจฉาคนหนุ่มสาวสมัยนี้จริงๆ”นับหนึ่งคลี่ยิ้มเขินๆ ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ... ทว่าบรรยากาศความอบอุ่นยังไม่ทันคลายลง ‘เก่ง’ ลูกชายวัยยี่สิบของป้าจินดาที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย ก็สืบเท้าก้าวพรวดพราดเข้ามาในครัว ชายหนุ่มวัยรุ่นถึงกับยืนตาค้าง ยามได้เห็นหญิงสาวแปลกหน้าผู้มีใบหน้างดงามหมดจดกำลังง่วนอยู่หน้าเตา
หลังจากงานเลี้ยงจบลงและไซรัสออกคำสั่งเด็ดขาดให้ฟีนิกซ์เตรียมการส่งคุณนายแห่งเดสมอนด์เดินทางกลับประเทศไทย ทั้งคู่ก็ก้าวกลับเข้าสู่คฤหาสน์หรูหราในย่านเบลเกรเวีย ทว่าลูน่ากลับปิดปากเงียบ ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ยใดๆ เธอสืบเท้าก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์ทันทีเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าอย่างสงบโดยมีไซรัสเดินตามหลังมาติดๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนี้ยบกริบยืนกอดอกพิงกรอบประตู นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องมองเรือนร่างระหงที่หมุนตัวเก็บเสื้อผ้าอย่างใจเย็น“เธอคงจะดีใจมากสินะ... ที่จะได้อยู่ห่างจากสายตาฉัน...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเชือดเฉือน ทว่านัยน์ตากลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของภรรยาสาว “แต่มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น... รู้ใช่ไหม?”ไร้สัญญาณการตอบรับใดๆ จากร่างบางที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเก็บของ นั่นยิ่งกระตุ้นโทสะลึกๆ ของมาเฟียหนุ่มให้ลุกโชนไซรัสสืบเท้าก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือหนาไปคว้าจับเรียวแขนเล็กไว้แน่น บังคับให้เธอหยุดชะงักและหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าหล่อเหลาดุดันโน้มลงไปประชิดริมฝีปากกระจับ เอ่ยกระซิบเสียงพร่าทว่าแฝงคำขู่เข็ญดุดันอย่างเปิดเผย
ริมฝีปากสวยจงใจเน้นหนักคำสรรพนามท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเป็นพิเศษ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายระยับดุจดวงดาว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของไซรัสอย่างแฝงนัยยะลึกล้ำ... รอยยิ้มแสนหวานทว่าฉาบไปด้วยพิษร้ายและความท้าทายนั้น ทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับใจกระตุกวูบด้วยความคลั่งไคล้และความระแวงระวังขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทว่า ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อในวงสนทนาที่ยังคงจับจ้องมองมาเป็นตาเดียว ไซรัสจำเป็นต้องแสร้งหัวเราะออกมาราวกับมันเป็นเรื่องน่าเอ็นดูขบขัน ที่ภรรยาสาวเอ่ยขอ ‘รางวัล’ ต่อหน้าผู้คนชั้นสูง“ได้เลยครับ... ที่รักอยากได้อะไร คนอย่างไซรัสจะหามาประเคนให้ทุกอย่างอยู่แล้ว...”ไซรัสชะงักคำพูดไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสวย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแสนหวาน“...แต่ ไว้เรากลับไปคุยกันที่คฤหาสน์ดีกว่าไหมครับ? คุณก็รู้ดีว่าถ้าคุณเอ่ยขอตอนนี้ ผมคงรีบละทิ้งงานเลี้ยงแล้วพาคุณไปหาให้เดี๋ยวนี้ทันทีแน่ๆ... แต่หากที่รักต้องการจริงๆ จะขอตรงนี้เลยก็ย่อมได้นะครับ”
การนำเสนอระบบโลจิสติกส์อันเหนือชั้นและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของบริษัท แอลวัน บนจอโปรเจกเตอร์ยักษ์กลางงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ภาพวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เรียกเสียงปรบมือดังกึกก้อง เหล่านักธุรกิจและมหาเศรษฐีชั้นนำทั่วกรุงลอนดอนต่างพยักหน้ายอมรับด้วยความทึ่งทว่า ยามที่การนำเสนอจบลง ไซรัสที่ยืนเคียงข้างลูน่าตรงเบื้องหน้าเวที กลับยกมือขึ้นพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานทรงอำนาจและแฝงความกร้าวระคนดื้อดึง“ไม่ทราบว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เห็นตัวจริงของผู้บริหารแอลวันบ้างไหมครับ? การลงทุนในยุโรปครั้งนี้นับว่านำเสนอได้ยอดเยี่ยม... แต่คงต้องยอมรับว่าขาดความน่าเชื่อถือไปสักหน่อย ในเมื่อไม่มีใครรู้เลยว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วแบบนี้ใครจะกล้าเสี่ยงลงทุนด้วย...”เอ่ยจบ มาเฟียหนุ่มก็จุดยิ้มพรายอย่างท้าทาย ลูน่าปรายสายตามองคนข้างกายเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับไปทอดสายตามองเวทีด้วยท่าทีเรียบเฉย ไร้ความสั่นไหวพิธีกรบนเวทียิ้มรับอย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ“แน่นอนครับว่าผู้บริหารของเรา... เดินทางมาร่วมงานในค่ำคืนนี้ด้วย คุณเดสมอนด์ดูจะใจร้อนไปเสียหน่อยน
เครื่องบินส่วนตัวขนาดกลางแลนดิ้งลงสู่รันเวย์ สนามบินฮีธโธรว์ กรุงลอนดอน อย่างนุ่มนวล... หลังจากแวะพักเติมน้ำมันที่มัสกัต ประเทศโอมาน รวมระยะเวลาการบินยาวนานกว่าสิบห้าชั่วโมงและตลอดสิบห้าชั่วโมงอันยาวนานนั้น ลูน่าต้องข่มตาอดทนกับความโสมมและตัณหาอันบ้าคลั่งของไซรัสอย่างถึงที่สุด...ทันทีที่เรียวขาบางก้าวลงจากเครื่องบิน หญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะเฉียดก้าวเข้าใกล้ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีตามกฎหมาย เธอก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ดุจหงส์พยศที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ตรงไปแทรกตัวนั่งบนเบาะหลังของรถยนต์คันหรูที่มารอรับอย่างเงียบเชียบไซรัสทำได้เพียงจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่หยิ่งทะนงนั้นไป พลางขบกรามแน่นจนเป็นสันขากรรไกรเด่นชัด... ไม่ว่าเขาจะพยายามบีบบังคับหรือแสดงอำนาจใส่เธอมากแค่ไหน ลูน่าก็ไม่เคยชายตาหันกลับมาสนใจเขาเลยสักครั้งบรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัดดั่งเมืองร้าง ยามที่รถยนต์คันหรูแล่นเลียบผ่านถนนมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของตระกูลเดสมอนด์ ในย่านเบลเกรเวีย (Belgravia) กรุงลอนดอน ไซรัสจึงเอ่ยทำลายความเงียบงันขึ้นมา“งานเลี้ยงครั้งนี้... บริษัทแอลวันเพิ่งเปิด







