Mag-log inแกรก~!
ด้ามจับประตูถูกมือหนากดลงเปิดให้บาร์เทนเดอร์หนุ่มเข้าไปในห้อง ไม่ทันที่วสันต์จะออกปากขออนุญาตเข้าไปข้างใน ก็ต้องเงียบฟังเพราะดันได้ยินอะไรดีๆ เข้า เฌอริตานั่งบนเก้าอี้หันหลังให้โต๊ะทำงาน ยกมือแนบหูคุยโทรศัพท์เสียงดัง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนเปิดประตูห้องทำงานตนเองเข้ามาแล้ว “ริต้าก็ทำตามที่พ่อบอกแล้วไงคะ! นี่ให้พี่เข็มทิศเข้ามาทำงานในร้านตามที่พ่อสั่ง ริต้าดื้อตรงไหน...” เสียงของเธอดังใช่ย่อย ดูเหมือนกำลังหัวร้อนสุดๆ กับปลายสาย “ริต้าถึงบอกว่าขอเวลาไง ขอศึกษาดูใจกันก่อนได้ไหมคะ เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเอง” คนสวยถอนหายใจดังหนึ่งกรุบ มิหนำซ้ำยังกระแอมไอจากการกระแทกเสียงสู้กับบิดาจนรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา วสันต์ยืนฟังเก็บเป็นข้อมูลเงียบๆ ขยับตัวเดินถือเครื่องดื่มวางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงยืนฟังต่อไปโดยที่เจ้าของห้องไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ดูเหมือนอาเจ๊คนสวยจะรู้จักมักจี่ไอ้เวรนั่นจากการแนะนำของพ่อแม่ คลุมถุงชนสินะ นิสัยเหมือนแม่ของเขาเลย “นัดพี่เขาแล้วค่ะ เดี๋ยวจะคุยเรื่องที่พ่อสั่งหลังเลิกงาน แค่นี้ก่อนนะคะ ต้องรีบไปปิดบัญชีร้าน” เธอเองก็ปีกกล้าขาแข็งไม่น้อย กล้าตัดสายพ่อก่อนจะหมุนเก้าอี้หันกลับมาหาโต๊ะทำงาน จึงได้เห็นว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังยืนหัวโด่ถือถาดยิ้มแฉ่งให้ “ใครอนุญาตให้เข้ามา พวกหน้าห้องปล่อยนายเข้ามาได้ยังไง” เธอปั้นเสียงดุใส่ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อกี้หรือเปล่า คนถูกด่าสะกดคำว่าสะทกสะท้านไม่เป็น แถมยังถือวิสาสะนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า มองมายังเจ้านายคนสวย “จะว่ายังไงดี เรนนี่ว่าอาเจ๊เดินเกมพลาดตั้งแต่รับมันเข้าทำงานแล้วให้ตำแหน่งสูงกว่า ไม่งั้นเรนนี่คงช่วยเจ๊เรื่องมันได้มากกว่านี้” “ไม่เคยขอให้ช่วย อีกอย่างนายประสบการณ์ไม่พอ ไม่งั้นพี่เข็มทิศคงเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อ” เฌอริตาอธิบายด้วยน้ำเสียงเจือหงุดหงิด พอนึกขึ้นได้ว่าเผลอระบายเรื่องส่วนตัวกับให้คนไม่ชอบหน้าฟังก็ยิ่งออกอาการหัวร้อน “ออกไปได้แล้ว! ฉัน-จะ-ทำ-งาน!!” เธอเน้นย้ำทีละคำชัดแจ๋ว แถมยังใช้นิ้วชี้จิ้มปากให้เขามองตามทุกคำ แต่นอกจากอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกรู้สา ยังเอาหูทวนลมแล้วพูดต่อหน้าตาย “ให้ผมเป็นไม้กันหมาดีไหม คอยช่วยสอดส่องดูไม่ให้มันทำอะไรแปลกๆ ด้วยก็ได้” เขาขันอาสายัดเยียดตนเองไปเป็นพวกของเธอโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือจากตนเองหรือไม่ “ไม่เอา” “บางทีมันอาจจะวางยาลงในเครื่องดื่ม หวังรวบหัวรวบหางอาเจ๊แบบในละครหลังข่าวก็ได้” คนตื๊อยังหาเหตุผลมาหว่านล้อมไม่พัก คำพูดนั้นทำให้เฌอริตาหลุบตามองแก้วเครื่องที่วสันต์นำมาให้ตนเองพร้อมหรี่ตาจับผิด นั่นทำเอาชายหนุ่มหัวเราะ เพราะดันเข้าใจสาเหตุของสายตานั้น เธอกำลังระแวงว่าเป็นเขาเสียเองที่จะวางยาเธอ มือหนาจึงหยิบม็อกเทลสีสันสดใสขึ้นมาดื่มต่อหน้า รสชาติมันเป็นไปตามสูตรของร้านอย่างที่ถูกพนักงานเก่าสอนมาไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงแล้วเขาแค่อยากทำเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านมาให้เจ้านายอย่างเธอชิมเอาหน้า เผื่อจะเห็นว่าเขาเก่งแล้วเลิกใส่ตำแหน่ง 'ผู้ช่วย' หน้าตำแหน่งของเขาเสียที อยู่อัลฟาได้เป็นรองประธาน มาอยู่ที่เชอร์รี่ยังจะได้เป็นแค่ผู้ช่วยอีก “พูดมาก เก็บแก้วแล้วลงไปทำงานให้เสร็จ แล้วอย่าขึ้นมาอีกถ้าฉันไม่เรียก” น้ำเสียงขึงขังออกคำสั่งอย่างวางอำนาจในฐานะเจ้าของร้าน แต่คนตัวโตยังเอาแต่นั่งดูดน้ำจ้องหน้ากวนประสาทไม่ยอมลุกจึงต้องใช้ไม้แข็ง “ใครอยู่หน้าห้อง เข้ามาลากไอ้บ้านี่ออกไปที!” เสียงหวานตะโกนเรียกลูกน้องหน้าห้องตนเอง ทว่านอกจากจะไร้เสียงตอบรับ ไอ้บ้าที่ว่ายังระเบิดหัวเราะใส่หน้าเธอราวกับมองตัวตลก “หึ ไม่มีใครอยู่หน้าห้องอาเจ๊ขาทั้งนั้นแหละ เขาลงไปมุงดูคนตีกันหน้าร้านหมดแล้ว!” “อะไรนะ!!” คนที่เพิ่งรู้ว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทนั่งไม่ติด รีบคว้าโทรศัพท์ส่วนตัวเดินลงบันได โดยมีร่างสูงเดินตามประกบด้วยท่าทีสบายๆ เธอบ่นเข้าตลอดทางเรื่องที่ไม่รายงานเหตุการณ์ให้เร็วกว่านี้ ในขณะที่คนถูกบ่นกลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจที่อาเจ๊คนสวยคุยกับตนเองนอกเหนือจากในห้องทำงาน ทั้งคู่เดินลงมาถึงหน้าร้าน จึงได้เห็นว่าเป็นผู้ชายชื่อเบนซ์และแก๊งเพื่อนอีกสามสี่คนกำลังทะเลาะเสียงดังกับบอดีการ์ดหน้าร้าน ใบหน้าของอดีตเพื่อนเก่าฟกช้ำจากการถูกต่อย ในขณะที่สองแขนกำลังถูกเพื่อนดึงเอาไว้ให้หยุดก่อเรื่อง วสันต์ยักไหล่ยกยิ้มพอใจ เขาไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น กล้องไม่มี หลักฐานก็ไม่มี จากนั้นจึงยกมือสะกิดไหล่เล็กของแยมมี่ เรียกให้เธอที่กำลังถ่ายวิดีโอเตรียมเอาไปโพสต์ลงโซเชียลให้หันกลับมาดู ว่าเจ้านายสาวลงมาดูเหตุการณ์แล้ว “อุ๊ย! เจ๊ริต้ามา” แยมมี่รีบกดหยุดอัดวิดีโอ ในขณะที่คนอื่นๆ รีบทยอยกลับเข้าร้านไปทำงานต่อเพราะรู้ว่าเจ้านายไม่ชอบให้อู้งาน “เกิดอะไรขึ้นแยมมี่” ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยถามพนักงานตำแหน่งแคชเชียร์ถึงสาเหตุการทะเลาะวิวาท “เอ่อ เหมือนรถลูกค้ายางแบน แล้วโวยวายให้เรารับผิดชอบเรียกรถยกให้ค่ะ” “รถยางแบน? แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา อาจจะไปเหยียบตะปูหรืออะไรสักอย่างมาจากข้างนอกก็ได้” “ยะ แยมมี่ไม่ทราบค่ะ ลองให้พี่เรนนี่ไปถามสิคะ เพราะลูกค้าคนนั้นเป็นเพื่อนพี่เรนนี่” คนถูกพาดพิงชะงัก รีบยืดตัวตีหน้าเศร้าก่อนที่เจ้านายสาวจะหันมาจ้องจับผิดตนเองเพียงเสี้ยวนาที “เพื่อนเก่าน่ะ เลิกคบกันไปแล้ว ลูกไฮซ้อไฮโซจะมาอยากสุงสิงอะไรกับคนตกอับแบบพี่ล่ะแยมมี่” ประโยคช่วงแรกเขาบอกกับเธอ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหันไปคุยกับแคชเชียร์สาวหาพรรคพวก แต่เฌอริตากลับเป็นฝ่ายลากต้นแขนล่ำออกมาหลบมุมคุยกัน ชี้นิ้วเค้นเอาความจริงจากอีกฝ่ายเสียงเข้ม “นายทำใช่ไหม?” วสันต์ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน พยายามซ่อนรอยยิ้มขบขันของตนเองจนหน้าดำหน้าแดง “จะบ้าเหรอ อาเจ๊เพิ่งขู่ผมว่าถ้าเรนนี่สร้างเรื่องจะไล่ออก ใครมันจะอยากตกงานในตอนที่หนี้สินท่วมตัวกันครับ~” “นายทำแน่ๆ” “แล้วมีหลักฐานไหมล่ะว่าเรนนี่ทำ” เขาท้าทายสายตาดุดันของเจ้านายคนสวย พร้อมกับจับมือข้างที่ชี้หน้าตนเองจนเฌอริตาต้องชักมือออกจากการเกาะกุม “วันนี้ผมขยันทำงานนะ บิลรับงานที่เป็นชื่อผมมีตั้งหลายใบ ไม่เชื่อไปเปิดหาดูสิ” “นายนี่มัน...” “หรือถ้าอาเจ๊คนสวยไม่ไว้ใจเรนนี่ จะลงจากหอคอยงาช้างมานั่งจับผิดตอนทำงานก็ได้นะครับ เรนนี่ยินดี” ชายหนุ่มกล่าวจบก็ขยิบตาขี้เล่นให้ ก่อนจะเป็นฝ่ายหมุนตัวเดินกลับเข้าร้านเพื่อทำความสะอาดเคาน์เตอร์ต่อ ทิ้งหญิงสาวไว้กับความเจ็บใจ เมื่อกลับมาถึงเคาน์เตอร์ประจำตำแหน่ง วสันต์จึงเห็นว่าเด็กเส้นของพ่อเธอกำลังสร้างภาพขยันขันแข็งด้วยการทำทียืนเช็ดโต๊ะ ทว่าสายตาของผู้ชายด้วยกันมันดูออก เข็มทิศเอาแต่จับจ้องเฌอริตาที่ยืนหน้าเครียดสั่งลูกน้องเคลียร์เรื่องทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าร้าน 'นัดพี่เขาแล้วค่ะ เดี๋ยวจะคุยเรื่องที่พ่อสั่งหลังเลิกงาน' นึกอะไรดีๆ ออกแล้ว วสันต์ทำทีเดินล้วงกระเป๋าเข้าไปหาเข็มทิศด้วยสีหน้ารำคาญใจ อีกคนก็หูไวตาไวสังเกตเห็นและรีบหันมาประจันหน้ากัน “อย่าหาเรื่องฉันเชียวนะ แกคงไม่รู้ว่าฉันกับน้องริต้า...” “เจ๊ฝากมาบอกให้กลับบ้านได้เลย ที่นัดคุยกันวันนี้ขอเลื่อนไปก่อน” ไม่รอให้คู่แข่งพูดจบ เพลย์บอยหนุ่มชิงพูดแทรกทันทีด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น เขากำลังแอ็กติ้งว่าไม่ชอบเข็มทิศ แต่ต้องเดินมาคุยด้วยตามคำสั่งของเจ้านายสาว “...โกหก” เข็มทิศชั่งใจมองหน้า ดูเหมือนจะไม่เชื่อสิ่งที่เพลย์บอยหนุ่มพูดแม้แต่น้อย ทันใดนั้นสวรรค์ก็เข้าข้าง เสียงไซเรนรถตำรวจที่บอดีการ์ดโทรแจ้งให้มาระงับเหตุดังขึ้นแทรก ตามด้วยการที่เฌอริตาเดินพ้นเขตร้านเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ “แหกตาดูเองละกัน คงจบที่สถานีตำรวจนู่นแหละ” คนตัวสูงกว่าพูดจบก็ทำทีไม่สนใจ เดินออกไปช่วยพนักงานคนอื่นเก็บร้าน ทั้งที่ความจริงยังลอบสังเกตเข็มทิศเป็นระยะ กระทั่งเห็นว่ามือหนาโยนผ้าเช็ดโต๊ะลงบนอ่างล้างมือด้วยความหงุดหงิด เดินหนีหายเข้าไปในห้องแต่งตัวพนักงาน แม้ไม่รู้ว่าเรื่องสำคัญที่ทั้งคู่ต้องคุยกันคืออะไร แต่ถือได้ว่าแผนการผ่านไปได้สวย “ฟางกลับบ้านเลยก็ได้นะ ตำรวจมาแล้ว” บาร์เทนเดอร์หนุ่มบอกบริกรหญิงที่ยังง่วนอยู่กับการยกเก้าอี้ขึ้นบนโต๊ะลำพัง “ฟางยังเก็บโต๊ะไม่เสร็จเลยค่ะคุณ เอ๊ย! พี่เรนนี่” “เดี๋ยวเรนนี่จัดการต่อเอง กลับไปพักเถอะ เป็นผู้หญิงกลับดึกดื่นมันอันตราย” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยเผยออกมาพร้อมอวดลักยิ้มซุกซน ไม่ลืมที่จะปิดท้ายด้วยประโยคแบบพ่อไมโครเวฟ “เรนนี่ห่วงฟางน่ะ” ร้อยทั้งร้อยเจอประโยคแสดงความห่วงใยแบบนี้เข้าไปคล้อยตามทุกคน พนักงานสาวพยักหน้าแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย รีบยกมือโบกลาเขาด้วยความเขินอาย เรนนี่บอกแล้ว ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่อาจจะชอบคนหล่อ แต่ถ้าหล่อแล้วใส่ใจด้วยก็อาการงี้กันทุกคน “กลับบ้านดีๆ นะ เอ้อ! ฝากบอกคนอื่นๆ ในห้องแต่งตัวด้วยว่าออกทางหลังร้านดีกว่า ไม่งั้นถูกตำรวจเรียกตัวไปโรงพักด้วยคงได้กลับบ้านเช้า” “ได้เลยค่ะ ขอบคุณพี่เรนนี่นะคะ ^^” “ขอบคุณน้องฟางเช่นกันค่ะ” “ขอบคุณฟางทำไมคะ?” “ก็...อยากขอบคุณเฉยๆ ไงคะ ขอบคุณที่วันนี้แต่งตัวสวยก็ได้ เรนนี่มองเพลินมาก” พนักงานสาวยิ้มกว้างกับคำชม ยกมือจับผมจับแก้มตนเองไม่หยุด ก่อนจะวิ่งหายไปเปลี่ยนชุดกลับบ้าน เจ้าของร่างกายแข็งแรงใช้เวลาไม่นาน เก้าอี้ทุกตัวในร้านก็ถูกยกขึ้นโต๊ะเก็บเป็นระเบียบ พอดีกับเฌอริตาพูดคุยกับตำรวจเสร็จและเดินกลับเข้ามาในร้าน ร่างอรชรหันมองซ้ายมองขวา จากนั้นจึงปะทะสายตาเข้ากับวสันต์ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์บนเก้าอี้ทรงสูงหน้าบาร์เครื่องดื่ม “เห็นพี่เข็มทิศหรือเปล่า?” “กลับไปแล้วครับ” “กลับไปแล้ว!?” คนตัวเล็กเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง “กลับแล้วจริงอะ?” “ก็เห็นเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปทางหลังร้านแล้วนะ” “ได้ไง... นัดเอาไว้แล้วแท้ๆ” หญิงสาวบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ขี้เกียจเกินกว่าจะตามเขากลับมาคุยกันอีกในวันนี้จึงได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ โดยไม่ทันได้เห็นว่าคนที่ตนเองเพิ่งสนทนาด้วยเปรยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจกับแผนการร้ายของตนเอง 💸💸💸วันนี้เฌอริตามีกำหนดการเข้าบริษัทเนื่องจากมีการปรับผังที่นั่งใหม่หลายแผนก หลายเดือนก่อนเธอไปที่บริษัทของครอบครัวสามี เห็นที่นั่งของแต่ละแผนกถูกจัดสรรให้พนักงานที่ต้องทำงานร่วมกับแผนกใกล้เคียงกันสามารถประสานงานได้สะดวกขึ้น จึงนำมาปรับใช้กับบริษัทตนเองเจ้าของใบหน้าหวานก้มๆ เงยๆ บริเวณโต๊ะทำงานใหม่ของพนักงานเป็นพักๆ เมื่อช่วยจัดการจัดโต๊ะทำงานใหม่เสร็จเรียบร้อย จึงเดินไปดูลูกน้องคนอื่นๆ ของตนเอง เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย“เรียบร้อยดีไหมคะ” เจ้าของบริษัทสาวเอ่ยถามความเห็นลูกน้อง หลังจากเห็นว่าพนักงานกำลังง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะ“เรียบร้อยดีค่ะคุณริต้า ได้คอมใหม่เครื่องแรงแบบนี้ พวกเราทำกราฟิกกันแบบสู้ตายแน่นอน” พนักงานสาวพูดกับเจ้านายพลางใช้นิ้วเคาะคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์เล่นอย่างพึงพอใจ“จริงค่ะ ผังใหม่ทำให้แอร์ที่นี่ก็เย็นฉ่ำปอดกว่าเดิม หนูพร้อมทำโอทียันเช้า” เสียงของพนักงานอีกคนตอบกลับมา พร้อมกับทำท่าทางอ้าแขน กางขารับความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานเฌอริตาหลุดหัวเราะกับท่าทางทะเล้นของลูกน้อง ไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หากมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนจะส่งผลดีต่อระบบการทำงานขนาดนี้“ลงโอท
หลายเดือนต่อมาทันทีที่วาสิตาอายุครบหนึ่งขวบ อากงกับอาม่าก็รีบมาขอหลานไปนอนค้างที่บ้านด้วยกันตลอดวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่เด็กน้อยที่ปกติจะว่านอนสอนง่ายของพ่อกับแม่ วันนี้กลับแสดงท่าทีงอแง ไม่อยากจากบ้านไปไหนถึงขั้นแอบหนีไปซ่อนตัวในห้องน้ำ ลำบากถึงเฌอริตาและวสันต์ต้องมาเคาะประตูเรียกลูกสาวให้ออกมาคุยกันแต่โดยดีวสันต์รู้ว่าลูกรักตนเองมาก เนื่องจากภรรยาเป็นคนค่อนข้างเข้มงวด ในขณะที่เขาตามใจลูกสาวแทบทุกอย่าง สามีหนุ่มจึงอาสาพูดกับลูกสาวเอง“วาวาน้อย~ ได้ยินเสียงป๊าไหมคะ?”“ดะ ได้จิน!”“ไม่อยากไปนอนค้างกับอาม่าเหรอ? บ้านอาม่ามีเจ๊รินด้วยนะ” คุณพ่อยังหนุ่มเอาชื่อลูกสาวของพี่ชายคนโตมาหลอกล่อ รู้ดีว่ายัยตัวเล็กทั้งรักทั้งหลงลูกพี่ลูกน้องตนเองมาก“มะ ม่าย~”เสียงของลูกปฏิเสธไม่เต็มเสียงนัก คนเป็นพ่อจึงรู้ว่ายังพอมีหวัง สามีหนุ่มหันไปขอคำปรึกษาจากภรรยา หาสาเหตุที่ลูกไม่ยอมไปค้างบ้านปู่กับย่า“ทำไมลูกไม่อยากไปค้างบ้านพ่อกับแม่นะ”เฌอริตามองหน้าพ่อแม่สามีด้วยความเกรงใจ หลุบตานึกถึงสาเหตุแบบเด็กๆ ที่ทำให้ลูกคิดว่าตัวเองต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น“บางทีลูกอาจจะติดน้องเน่า”คนเป็นสามีดีดนิ้วดัง 'เป๊าะ!' ค
หลายเดือนต่อมาเฌอริตาลืมตาตื่นขึ้นมาในบ่ายวันหนึ่ง เมื่อคืนวาสิตามีไข้จนร้องไห้โยเยไม่ยอมนอน กว่าเธอและวสันต์จะกล่อมลูกให้หลับลงได้น้ำนมก็แทบหมดเต้า เช้านี้หลังจากตื่นขึ้นมาให้นมลูกและพายัยตัวเล็กเดินเล่นรอบบ้านจนหนำใจ เฌอริตาจึงสลบไสลพร้อมกับลูกสาวจนบ่ายคุณแม่คนสวยเดินลงมาหาลูกสาวชั้นล่าง เนื่องจากเดินไปหาลูกที่เปลนอนแล้วพบเพียงความว่างเปล่า นั่นแปลว่าคนเป็นพ่อคงพาลูกสาวลงมาเล่นชั้นล่างก่อนแล้วแต่กลับไม่เจอทั้งสามีและลูก...“พี่น้อย เรนนี่กับวาวาอยู่ไหนคะ?” เธอเดินไปถึงในครัวเพื่อถามเอาคำตอบกับแม่บ้าน“ขับรถออกไปข้างนอกตั้งแต่เที่ยงแล้วค่ะ”เฌอริตาเลิกคิ้วสูง รู้สึกงุนงงที่จู่ๆ สามีพาลูกสาวออกไปข้างนอกโดยไม่ได้ปลุกเธอให้ไปด้วยกัน“คุณเรนนี่ฝากบอกว่า ห้ามอาเจ๊ขางอนนะคะ เพราะเรนนี่ปลุกแล้วแต่อาเจ๊ขาไม่ตื่นเอง” ประโยคหลังแม่บ้านวัยกลางคนใส่จริตจีบปากจีบคอพูดราวกับสามีเธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเฌอริตาจึงส่ายหน้าเอือม ก่อนจะเดินกลับขึ้นมาที่ห้องนอน กดโทรออกหาเขาด้วยตนเอง'ตื๊ดดด...' (คนสวยขาตื่นแล้ว~) น้ำเสียงล้อเลียนของสามีดังลอดมาจากปลายสาย ไม่ทันที่เฌอริตาจะถามว่าเขาพาลูกออกไปไหน หญิ
สองปีต่อมา สนามบินสุวรรณภูมิร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดหมูยืนรอรับสัมภาระของตนเองบริเวณจุดรับกระเป๋าภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด้วยความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรกับท่ายืนดูภูมิฐานสง่างาม ทำให้เป็นที่สะดุดตาแก่บรรดาลูกเรือสาวที่เครื่องเพิ่งแลนด์ดิ้งลงบนภาคพื้นดินได้ไม่ยากวสันต์มองแค่หางตา ก็รู้ว่ากำลังมีกลุ่มแอร์โฮสเตสสาวจากสายการบินที่ตนเองใช้เดินทางกลับมาประเทศกำลังมองมายังเขา และดูเหมือนพวกเธอกำลังเชียร์เพื่อนที่ตัวเล็กและดูน่ารักที่สุดในกลุ่มให้เข้ามาทำความรู้จักตนเอง'ตึกๆ ตึกๆ'เสียงรองเท้าหุ้มส้นสีดำค่อยๆ ดังเข้ามาใกล้ตนเองเรื่อยๆ และเป็นจังหวะเดียวกันกับสัมภาระที่รอคอยถูกสายพานลำเลียงมาถึงจุดที่ยืนอยู่ รองประธานหนุ่มจึงหันไปสนใจกระเป๋าล้อลากของตนเองพร้อมกับยกมันลงมาวางบนพื้น“สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงหวานฉบับสาวทำงานบริการบนเครื่องบินดังขึ้นจากทางด้านขวามือ“ครับ?”รองประธานหนุ่มสะกดคำว่า 'ฉิบหาย' ซ้ำๆ ในใจ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเธอกำลังเดินเข้ามาหา ยังอดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แสร้งแปลกใจกับการถูกคนแปลกหน้าทักไม่ได้“คุณเป็นผู้โดยสารชั้นบิสเนสคลาสลำเดียวกันกับ
เจ้าของผับสาวกลายเป็นเจ้าของศิริประภาพันธ์กรุป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของประเทศภายในไม่กี่สัปดาห์ การได้รู้จักกับตระกูลวรหิรัญทำให้เฌอริตามีมุมมองทางธุรกิจที่กว้างขวางขึ้นเจ้าสัวหลี่ผู้เกษียณตนเองไปอยู่เบื้องหลังธุรกิจของครอบครัวสละเวลาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการบริหารให้แก่เฌอริตาเท่าที่ท่านจะสามารถทำได้ ความกังวลเรื่องการบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งที่ตนเองจบบัญชีมา ถูกเจ้าสัวหลี่หาทางออกให้ได้อย่างไร้ที่ติ'ลื้อบริหารไม่เป็น ก็จ้างคนบริหารเป็นมาทำ อย่าดันทุรังทำเอง เดี๋ยวนี้มีคนเก่งๆ มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เยอะแยะ ลื้อคุมบัดเจ็ต จ้างคนมีประสบการณ์มาบริหารไปเลย'เฌอริตาจึงลงทุนดึงนักธุรกิจชาวฮ่องกงมากฝีมือที่ผ่านการบริการอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง มารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของศิริประภาพันธ์กรุป ซึ่งเขาคนนั้นก็เก่งมากเสียด้วย ไม่เพียงแต่มีทัศนวิสัยเกี่ยวกับการขยายธุรกิจในประเทศ ยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารภายในองค์กรให้มีหลายระบบคอยตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันเธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกชายทั้งสามคนของวรหิรัญถึงได้เก่งจนสามารถช่วยกันบริหารธุรกิจของครอบครัวด้วยตนเองได้ เพรา
เฌอริตากลับมาที่เชอร์รี่ผับในรอบหลายวัน เอกสารมากมายรอให้เธอจัดการ จนต้องใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวันกว่าจะจัดระเบียบเอกสารได้บางทีคงถึงเวลาหาฝ่ายบัญชีเข้าร้าน อีกหน่อยเธอต้องกลับไปดูแลธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นอะไรที่สามารถให้คนอื่นช่วยดูแลได้ก็ควรจะหาคนมาช่วยจัดการให้เรียบร้อยกระทั่งนาฬิกาปลุกดังแจ้งเตือนว่าถึงเวลานัดหมาย คนตัวเล็กจึงหยิบตลับแป้งขึ้นมาซับความมันส่วนเกินบนใบหน้า ก่อนจะสะพายกระเป๋าลงไปรอคนที่จะมารับไปกินมื้อเย็นด้วยกัน“เจ๊ริต้ารอพี่เรนนี่เหรอคะ?” เสียงของแยมมี่ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของร้านพนักงานคนอื่นๆ พลอยเงยหน้าจากการกินมื้อเย็น หันมามองยังเจ้าของร้านสาวเป็นตาเดียว“อืม เขามาแล้วเหรอ?”“ยังเลยค่ะ แต่แยมมี่เดาได้เพราะพี่หล่อเพิ่งมาบอกว่าเจ๊ริต้ากับพี่เรนนี่เป็นแฟนกัน”พี่หล่อ? หนึ่งในบอดีการ์ดตรวจบัตรหน้าร้านที่เธอให้ไปช่วยยืนคุมเชิงไม่ให้พ่อตุกติกวันนี้ใช่หรือเปล่า“แล้ว...เป็นแฟนกันจริงๆ เหรอคะ” พูดจบแคชเชียร์สาวก็เม้มปากมองหน้าเจ้านาย คนอื่นๆ ที่นั่งกินข้าวกันอยู่จึงหันมารอฟังคำตอบด้วยความอยากรู้“จริงสิคะแยมมี่”เฮือก!!เสียงทุ้มคุ้นหูจากใครบางคนดังขึ้นมาจากหน้าประตู
หลายวันต่อมาข่าวการถูกไล่ออกของศัตรูคู่แข่งทำให้เข็มทิศนั่งกระหยิ่มใจลำพังบนเคาน์เตอร์บาร์ ในที่สุดพื้นที่ด้านหลังบาร์ทั้งหมดก็กลายเป็นของเขาเพียงคนเดียวซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น เพราะไอ้เวรนั่นทำให้ซีนใหญ่ในร้านที่ควรจะเป็นเขาถูกแย่ง ไม่ว่าลูกค้ากี่คนต่อกี่คนมานั่งที่บาร์ วสันต์ก็เก็บเข้า
นับตั้งแต่วสันต์ตัดสินใจสารภาพเรื่องที่ตนเองจ้างดีเจป๊อปปี้ไปจีบเข็มทิศเพื่อถ่ายคลิปแบล็กเมลตัดคู่แข่ง เฌอริตาก็เอาแต่นั่งพิงหัวเตียงกระชับผ้าห่มคลุมกายบ่นคนนิสัยไม่ดีไม่หยุดหลายนาที“นายนี่มันตัวสร้างเรื่อง! ขยันหาแต่เรื่องมาให้!” เธอบ่นด้วยประโยคเดิมๆ พร้อมกับใช้ใบหน้าหงิกงอปรายตามองวิดีโอจากจอโท
Cherry Pub เวลา 17.30 น.ประตูผับถูกเปิดออกโดยฝีมือผู้ช่วยบาร์เทนเดอร์หนุ่มมือใหม่ วสันต์ซึ่งยังอยู่ในชุดสูททำงานถือเป้มีชุดยูนิฟอร์มของร้านอยู่ข้างในเดินดุ่มๆ เข้ามากลางห้อง ซึ่งมีพนักงานหลายคนกำลังนั่งรวมกลุ่มกินข้าวก่อนเวลาเริ่มงานทันทีที่ถึงเวลาเลิกงานของอัลฟา รองประธานหนุ่มก็บึ่งบีเอ็มดับเบิล
หลังจากวันที่มารดาเข้ามาคุยด้วยในห้องเกือบหนึ่งสัปดาห์ วสันต์ก็ได้รับการติดต่อกลับจากทางร้านในตอนแรกคนที่โทรมาเป็นผู้ชายน้ำเสียงดุดัน มิหนำซ้ำตะเบ็งเสียงคุยกันหูแทบแตก เล่นเอาเจ้าของชื่อหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม นึกว่าธนาคารจ้างพวกอันธพาลตามมาทวงหนี้บัตรเครดิต‘ชื่อวสันต์หรือเปล่า!’‘คะ ครับ’‘ศุกร์เ







