Mag-log inความกลัวค่อย ๆ ไหลเข้ามาแทนที่ความมั่นใจทั้งหมด มือของผมสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ความฝัน เวที เพลง เพื่อน ๆ ทุกอย่างที่ผมพยายามมาตลอดเหมือนถูกดึงออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผมตายแล้วจริง ๆ ทุกอย่างที่ผมอดทนมา ความเจ็บปวดทั้งหมด ความหวังทั้งหมด มันจะจบลงแค่นี้อย่างนั้นเหรอ
เข่าของผมทรุดลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่จริง...”
เสียงของผมแผ่วลงจนแทบไม่ใช่เสียงตัวเอง
“ผมยังตายไม่ได้ ผมยังไม่ได้ขึ้นเวทีเลย ผมยังไม่ได้เดบิวต์ ผมฝึกมาตั้งหลายปี อดนอน ซ้อมจนแทบยืนไม่ไหว เพื่อรอวันนั้น...ผมยังตายตอนนี้ไม่ได้”
คำพูดขาดหายไปในลำคอ ผมก้มหน้าลง ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับในอกจนหายใจไม่ออก แม้ร่างกายจะไม่เจ็บ ไม่หิว ไม่เหนื่อย แต่หัวใจกลับปวดร้าวเหมือนกำลังถูกบีบแน่น
หญิงสาวตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้อย่างเงียบ ๆ เธอนั่งลงข้างผม ไม่ได้รีบพูดปลอบ ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรเหมือนคำพูดสวย ๆ ที่ฟังแล้วว่างเปล่า เธอเพียงแค่อยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ผมมีเวลาเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งรู้ตัว
ผมเห็นเธอกำมือของตัวเองแน่น ดวงตาที่เคยสดใสยังแดงจาง ๆ เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาไม่ต่างกัน จริง ๆ แล้วเธอเองก็คงยังไม่เข้มแข็งนัก แต่เมื่อเห็นผมทรุดลงตรงหน้า เธอกลับเลือกเก็บความกลัวของตัวเองไว้ แล้วนั่งอยู่ข้างผมแทน
“ฉันเข้าใจค่ะ” เธอพูดในที่สุด น้ำเสียงอ่อนลงมาก “ตอนแรกฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ฉันร้องเรียกใครก็ไม่มีใครตอบ พยายามตื่นก็ทำไม่ได้ เดินไปทางไหนก็มีแต่ทุ่งดอกไม้ ไม่มีคนอื่น ไม่มีทางออก”
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ
ดวงตาของเธอแดงนิด ๆ แต่เธอยังพยายามยิ้มให้ผม
“ฉันเองก็ยังไม่อยากตายค่ะ ฉันยังเด็ก ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ยังไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ”
ประโยคสุดท้ายทำให้ผมชะงัก ทั้งที่กำลังเสียใจอยู่ แต่ก็เผลอมองเธอด้วยความไม่คาดคิด เธอทำหน้าจริงจังมาก เหมือนเรื่องยังไม่มีแฟนเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก
“แต่พอร้องไห้จนเหนื่อย ฉันก็คิดได้ว่า ต่อให้เสียใจแค่ไหน ตอนนี้เราก็ยังอยู่ที่นี่อยู่ดี” เธอสูดลมหายใจเบา ๆ “สิ่งที่เราทำได้คงมีแค่ค่อย ๆ รับมือกับมันไปทีละนิด”
ผมมองเธอนิ่ง ความอบอุ่นบางอย่างจากคนแปลกหน้าคนนี้ค่อย ๆ แตะลงบนความกลัวในใจผม เธอไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่น่ากลัวเท่าเดิม
“ขอบคุณนะครับ” ผมพูดเสียงเบา “ถ้าผมอยู่ที่นี่คนเดียว ผมคงเสียใจมากกว่านี้ แต่เพราะมีคุณ...ที่นี่เลยไม่ดูเงียบเหงาเกินไป”
เธอยิ้มให้ผม รอยยิ้มของเธอไม่สดใสเท่าตอนแรก แต่กลับอ่อนโยนกว่ามาก
“ไม่เป็นไรค่ะ เรามารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยกันดีกว่า อย่างน้อยคุณก็ยังมีฉันเป็นเพื่อนผีทั้งคนนะ”
ผมนิ่งไปหนึ่งวินาที
“เพื่อนผี?”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ก็ถ้าเราตายแล้ว เราก็ต้องเป็นผีสิคะ”
ความจริงจังของเธอทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความหนักในอกไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่มันเบาลงอย่างประหลาด เพียงเพราะคำว่าเพื่อนผีที่เธอพูดออกมาด้วยสีหน้าเหมือนกำลังให้กำลังใจเต็มที่
“ฮ่า ๆ คุณคิดได้ยังไงครับ เพื่อนผี”
เธอทำหน้างอนทันที
“เอ้า ก็ไม่จริงตรงไหนล่ะคะ ฉันอุตส่าห์ปลอบเพราะเห็นว่าคุณกำลังเศร้านะ ยังจะมาหัวเราะอีก รู้ไหม ตอนแรกที่ฉันรู้ว่าตัวเองอาจตายแล้ว ฉันเศร้าแค่ไหน ไม่มีใครคอยปลอบเหมือนคุณด้วย”
เธอพูดจบก็เมินหน้าไปอีกทาง แก้มพองนิด ๆ เหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ ทั้งที่พยายามทำตัวจริงจังมาก แต่กลับยิ่งดูน่าเอ็นดูจนผมต้องกลั้นยิ้ม
// ถ้าโลกความจริงมีคนแบบเธออยู่ ก็คงดีไม่น้อย //
ความคิดนั้นโผล่ขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อยอย่างยอมแพ้
“โอเคครับ ผมขอโทษ” ผมยิ้มให้เธอ “แล้วก็ขอบคุณนะครับ เพราะคุณ ผมเลยไม่รู้สึกเศร้าเท่าเมื่อกี้แล้ว”
เธอหันกลับมามองผม แววตาที่งอนอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง ก่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ จะกลับมาบนใบหน้าอีกครั้ง
“เห็นไหมล่ะคะ ฉันบอกแล้วว่าการมีเพื่อนผีมันดีแค่ไหน”
ผมหัวเราะเบา ๆ
“ครับ ผมเชื่อแล้ว”
ลมอ่อนพัดผ่านระหว่างเราอีกครั้ง กลีบดอกเดซี่ปลิวขึ้นจากพื้นแล้วหมุนวนอยู่กลางอากาศ ผมมองหญิงสาวตรงหน้า แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเราคุยกันมาตั้งนาน แต่ยังไม่รู้จักชื่อกันจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ
“ว่าแต่...” ผมพูดขึ้น “คุยกันมาตั้งนาน ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
เธอเบิกตานิด ๆ เหมือนเพิ่งนึกได้
“จริงด้วย เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนี่นา” เธอยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ฉันชื่อเดซี่ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ”
“เดซี่?” ผมทวนชื่อเธอ พลางมองไปรอบตัว “ที่หมายถึงดอกเดซี่น่ะเหรอครับ”
“อื้อ ใช่ค่ะ” เธอผายมือไปยังทุ่งดอกไม้สีขาวที่บานสะพรั่งไกลสุดสายตา “ดอกเดซี่พวกนี้แหละ คือชื่อของฉัน”
ผมมองดอกไม้พวกนั้น แล้วหันกลับมามองเธออีกครั้ง ชื่อนั้นเหมาะกับเธอมากจริง ๆ เหมาะเสียจนผมไม่รู้ว่าดอกไม้พวกนี้ทำให้เธอดูสดใส หรือเป็นเพราะเธอต่างหากที่ทำให้ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ดูมีชีวิตขึ้นมา
“ชื่อนี้เหมาะกับคุณมากครับ” ผมบอกตามตรง “ผมชื่อแทโอ ฮันแทโอ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เดซี่”
เธอเอียงคอมองผมนิดหนึ่ง
“ชื่อคุณเหมือนคนเกาหลีเลย”
“ก็ผมเป็นคนเกาหลีครับ”
“จริงเหรอคะ” เธอทำหน้าประหลาดใจ “แล้วทำไมฉันฟังคุณรู้เรื่องล่ะ”
ผมหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“อาจจะเพราะที่นี่เป็นดินแดนหลังความตายอย่างที่คุณบอกก็ได้มั้งครับ เลยทำให้เราเข้าใจภาษาของกันและกัน”
“อาจจะเพราะที่นี่เป็นดินแดนหลังความตายอย่างที่คุณบอกก็ได้มั้งครับ เลยทำให้เราเข้าใจภาษาของกันและกัน”
เธอพยักหน้าเหมือนพยายามคิดตาม ก่อนจะก้มมองมือตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ก็อาจจะใช่ค่ะ...เพราะปกติฉันฟังภาษาเกาหลีไม่ออกเลยนะคะ แถมพูดได้แค่คำง่าย ๆ จากซีรีส์ด้วย”
ผมเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“เช่นอะไรครับ”
เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหย ๆ
“อันยองฮาเซโย...ซารางเฮ...แล้วก็โอปป้า”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างช่วยไม่ได้
“แค่นั้นเองเหรอครับ”
“ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนสักหน่อยนี่คะ” เธอทำหน้างอนนิด ๆ “แล้วอีกอย่าง ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าวันหนึ่งจะต้องมาตายแล้วเจอคนเกาหลีจริง ๆ แบบนี้”
คำพูดของเธอทำให้ผมหัวเราะอีกครั้ง ทั้งที่สถานการณ์ของเราควรจะน่ากลัวกว่านี้มาก แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นเธอ ทุกอย่างถึงดูเบาลงได้เสมอ
เราสองคนมองหน้ากัน ท่ามกลางทุ่งดอกเดซี่กว้างใหญ่ที่ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม สถานที่แห่งนี้ยังไร้คำตอบ ยังไม่มีใครมารับเราไปไหน และเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงแล้วตัวเองตายแล้วหรือแค่ติดอยู่ในความฝันประหลาด แต่ในความไม่รู้ทั้งหมดนั้น อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
ผมยื่นมือออกไปหาเธอ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เดซี่”
เธอมองมือผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือของตัวเองมาจับไว้ มือของเธอเล็กและอุ่นอย่างน่าแปลก ทั้งที่เราสองคนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ แทโอ”
และนั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ต่อให้ที่นี่เป็นดินแดนหลังความตายจริง ๆ
มันก็อาจไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด
พี่เนย์ถอนหายใจยาว ก่อนน้ำเสียงจะอ่อนลงเล็กน้อย“ถ้าเธอฟื้นขึ้นมา คุณก็ทำดีกับเธอซะ รักเธอให้มาก ๆ เหมือนที่เธอรักและรอแค่คุณ”ผมพยักหน้าอย่างสิ้นแรง“ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ ผมจะใช้เวลาทั้งหมดของผมที่เหลือเพื่อเธอ”พี่เนย์เดินเข้ามาแตะไหล่ผมเบา ๆ แม้แววตาของเธอยังเจ็บ แต่ในนั้นมีความเข้าใจปะปนอยู่ด้วย“ตอนนี้มาภาวนาให้เธอปลอดภัยกันดีกว่าค่ะ เรื่องอื่นค่อยคิด”ผมหลับตาลงและภาวนาอีกครั้งภาวนาให้ผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักกลับมาหาผมเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบผมไม่คิดจะรับ จนพี่เนย์หันมามอง“เสียงโทรศัพท์คุณดัง ไม่รับหน่อยเหรอคะ มันรบกวนคนอื่น”ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นชื่อจีฮุนปรากฏบนหน้าจอ จึงกดรับ“ว่าไง”เสียงจีฮุนดังขึ้นอย่างร้อนรน“ฮยอง อยู่ไหนครับ ตอนนี้ในโซเชียลลงข่าวฮยองเต็มไปหมด ฮยองไปทำอะไรที่โรงพยาบาลกับอีจุน รีบกลับมาเลยนะครับ นักข่าวกำลังไปที่นั่น”“ฉันยังกลับไม่ได้”“ฮยอง ต้องกลับโซลด่วนเลยนะครับ ตอนนี้นัมกุกฮยองกำลังไปที่นั่น!”ผมกดวางสายก่อนที่ตัวเองจะระเบิดอารมณ์ออกมาในตอนที่คนที่ผมรักกำลังเป็นตายเท่ากัน ผมกลับถูกโลกทั้งใบบีบให้ต้องคิดเรื่องข่าว เรื่องชื่อเสียง เรื
เสียงรถพยาบาลดังขึ้นในที่สุด เจ้าหน้าที่รีบเข้ามารับตัวเดซี่ออกจากอ้อมแขนผม ผมไม่อยากปล่อย ไม่อยากให้ใครพรากเธอไปจากผมอีก แต่มือของพยาบาลและเสียงของเพื่อน ๆ เธอทำให้ผมต้องยอมถอยออกมาอย่างสิ้นแรงรถพยาบาลรีบนำร่างของเธอขึ้นไป พี่เนย์ มาย และบิวตามขึ้นไปด้วย พวกเธอไม่ยอมให้ผมขึ้นรถพยาบาลไปด้วย สายตาของพวกเธอยังเต็มไปด้วยความโกรธ ความเจ็บ และความกลัวผมเข้าใจถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่ให้อภัยตัวเองเหมือนกันรถพยาบาลเคลื่อนออกไป ทิ้งผมไว้กลางสายฝนกับหัวใจที่แตกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี“ขอโทษนะครับ...” เสียงของคนขับรถดังขึ้นอย่างสั่น ๆ “ใช่แทโอฮยองหรือเปล่าครับ”ผมหันไปมองตามเสียงนั้น ดวงตายังพร่าเลือนด้วยน้ำตา แต่เมื่อมองหน้าเขาชัด ๆ ผมก็ชะงัก“อีจุน?”เขาหน้าซีดมาก สภาพเปียกโชกไม่ต่างจากผม ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจและรู้สึกผิด“หมายความว่ายังไง” ผมถามเสียงสั่น “นายคือคนที่ขับรถชนเธอ?”“ผะ...ผมขอโทษครับฮยอง ผมไม่ทันได้มอง ฝนตกหนักมาก ผม...ผมขอโทษจริง ๆ”ความโกรธแล่นขึ้นมาในอก ผมคว้าคอเสื้อเขาไว้แน่นโดยไม่ทันคิด“นายรู้ไหมว่านายทำอะไรลงไป” เสียงของผมแตกพร่า “เธอ...เธอเป็นคนรักของฉัน ฉันเพิ่งจะเจอเธอ
อีกนิดเดียวผมก็จะคว้าตัวเธอไว้ได้เธอกำลังจะวิ่งข้ามถนนใหญ่โดยไม่มองทางทันใดนั้น แสงไฟหน้ารถคันหนึ่งก็พุ่งฝ่าสายฝนเข้ามาหัวใจของผมหยุดเต้น“เดซี่!!!”เสียงแตรรถดังลั่นถนนปรี๊นนนน!เอี๊ยดดดด!เสียงเบรกกรีดผ่านสายฝนจนเหมือนโลกทั้งใบฉีกขาดเธอหันกลับมามองผมในเสี้ยววินาทีนั้นและเธอยิ้มรอยยิ้มทั้งน้ำตาที่ทำให้ผมเจ็บปวดที่สุดในชีวิตโครมมมม!ร่างของเธอกระเด็นออกไปต่อหน้าต่อตาผมทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งเสียงฝนหายไปเสียงฟ้าร้องหายไปเสียงหัวใจของผมก็เหมือนหายไปด้วยผมยืนตะลึงอยู่กลางถนน มองร่างของเธอที่ล้มฟุบลงบนพื้น เลือดสีแดงค่อย ๆ ไหลออกมาปะปนกับน้ำฝน กลีบดอกเดซี่บนปกสมุดที่เธอกอดไว้แนบอกเปียกชุ่มและเปื้อนคราบสีแดงจาง ๆไม่จริงไม่ใช่เรื่องนี้ต้องไม่เกิดขึ้น“เดซี่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”เสียงของผมแตกพร่าเหมือนหัวใจถูกฉีกออกจากอก หลังจากได้สติ ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเธอ ทรุดตัวลงข้างร่างบางที่นอนอยู่บนถนน แล้วประคองเธอขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่สุด มือของผมสั่นจนแทบจับเธอไม่อยู่เธอเบามากเบาจนน่ากลัว“ไม่นะ ไม่...เดซี่! ที่รัก คุณต้องไม่เป็นอะไร ตื่นมาคุยกับผมสิ ได้โปรด!”พี่เนย์ มาย
ถึงที่ผ่านมาผมจะเคยคิดว่าเธอไม่มีตัวตน แต่ผมไม่เคยลืมเธอเลยสักวัน เธอยังคงอยู่ในใจของผม อยู่ในทุกเพลง อยู่ในทุกภาพวาด อยู่ในทุกครั้งที่ผมมองดอกเดซี่ อยู่ในทุกความเงียบหลังประตูห้องปิดลงและผมยังรักเธอรักเหมือนวันนั้นรักเหมือนตอนที่เธอจับมือผมในโลกที่ไม่มีใครอื่น รักเหมือนตอนที่เราคิดว่าความตายอาจพรากทุกอย่างไปจากเรา แต่สุดท้ายหัวใจก็ยังไม่ยอมลืม ถ้าผมรู้สักนิดถ้าผมเอะใจสักนิดว่าเธอมีตัวตนอยู่จริง ผมคงทำทุกอย่างเพื่อตามหาเธอ ผมคงไม่ปล่อยให้เธอต้องพยายามอยู่คนเดียว ไม่ปล่อยให้เธอเขียนสมุดเล่มนั้นด้วยน้ำตา ไม่ปล่อยให้เธอนั่งฉลองวันเกิดให้ผมเพียงลำพัง ไม่ปล่อยให้เธอเจ็บกับข่าวของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีใครกอดปลอบหลังจากนี้ ผมจะใช้ทุกเวลาในชีวิตเพื่อเธอผมจะทำทุกอย่างให้เธอมีความสุข ในวันนี้ที่ผมมีพร้อมทุกอย่าง ผมจะไม่ยอมให้เธอไปไหนจากผมอีก และผมจะไม่มีวันปล่อยมือจากเธออีกเป็นครั้งที่สองผมตั้งใจไว้แบบนั้นตั้งแต่ได้อ่านสมุดบันทึกของเธอตั้งแต่รู้ว่าเธอมีตัวตนเพราะสุดท้ายแล้ว หัวใจของผมมันโหยหาแค่เธอเท่านั้น ยอดดวงใจของผม ในที่สุดเราก็ได้พบกันผมสวมกอดเธอไว้แน่น เราสองคนร้องไห้ด้วยความคิ
แทโอผมเฝ้ารอเธออยู่ในคาเฟ่อีกไม่กี่นาทีเท่านั้น ผมก็จะได้เจอเธอ'เดซี่'ผู้หญิงที่ผมเคยคิดว่าตัวเองอาจสร้างขึ้นมาในความฝัน ผู้หญิงที่อยู่ในภาพวาด อยู่ในเพลง อยู่ในความทรงจำ และอยู่ในทุกความเงียบของผมมาตลอดหลายปี ตอนนี้เธอกำลังจะกลับมาที่นี่ กลับมาหาผมจริง ๆครืนนนครืนนนเสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ เหมือนท้องฟ้ากำลังเก็บงำบางอย่างไว้ ก่อนจะปล่อยมันตกลงมาเป็นสายฝนในอีกไม่ช้า ผมหันไปมองนอกกระจก เมฆสีเทาเข้มกดต่ำลงเหนือท้องทะเล ลมพัดแรงจนต้นไม้หน้าคาเฟ่ไหวเอน แต่สิ่งที่ทำให้ผมกระวนกระวายไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง ไม่ใช่ฝนที่กำลังจะตกเป็นหัวใจของผมเองต่างหากหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บผมกำสมุดบันทึกลายดอกเดซี่ไว้ในมือแน่น จนขอบปกกดลงบนฝ่ามือ สมุดเล่มนี้ยังมีรอยน้ำตาของเธออยู่บนหลายหน้า ทุกตัวอักษรในนั้นเหมือนบอกผมซ้ำ ๆ ว่า เธออยู่บนโลกใบนี้จริง ๆ เธอรักผมจริง ๆ และเธอเจ็บปวดเพราะผมมาตลอดจริง ๆยิ่งคิด หัวใจผมก็ยิ่งบีบรัดแน่นผมอยากเจอเธอ อยากขอโทษ อยากกอดเธออยากบอกว่าเธอไม่ได้รออยู่ฝ่ายเดียว ผมเองก็เฝ้าคิดถึงเธอเหมือนกัน ถึงแม้จะโง่เกินกว่าจะรู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาตลอดก็ตามผ่านไปไม่ถึงสิบนา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันเจ็บกับข่าวของเขามามากพอแล้ว แต่ครั้งนี้ฉันเห็นมันด้วยตาของตัวเองน้ำตาของฉันไหลออกมาอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อครู่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นน้ำตาของความเจ็บปวดที่ลึกจนหายใจไม่ออกมินอาตะโกนขึ้นอีก“ปล่อยเธอนะ นี่คุณทำอะไร ไม่ไว้หน้าฉันเลยเหรอ” เธอหันมาจ้องฉัน “เธอเองก็เหมือนกัน มายืนกอดกับแฟนชาวบ้าน หน้าไม่อายจริง ๆ”คำพูดนั้นเหมือนฟาดลงกลางใจฉันแฟนชาวบ้านมือของฉันเย็นเฉียบลงทันทีมินอาพยายามดึงมือแทโอออกจากมือฉัน แล้วเข้ามาผลักไหล่ฉันอย่างแรง แทโอโมโหมาก เขารีบจับตัวมินอาออกห่างจากฉัน ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานในร้านให้ช่วยกันเธอไว้ พี่เนย์ มาย และบิวเองก็รีบเข้ามาช่วยกันมินอาออกไปอีกแรง“อะไรเนี่ย! ปล่อยฉันนะ แทโอนายจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ นังนั่นมันเป็นใคร ทำไมนายถึงทำกับฉันแบบนี้ ปล่อยนะ! ปล่อย!”เสียงมินอาดังลั่นอยู่ด้านข้าง แต่แทโอไม่ได้สนใจเธอเลย เขารีบเดินกลับมาหาฉันและดึงฉันเข้าไปกอดอีกครั้งแต่ครั้งนี้ ฉันไม่สามารถกอดตอบเขาได้ร่างกายของฉันแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของ







