LOGINแสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านสีขาวเข้ามาภายในห้องพักเล็ก ๆ ของโฮมสเตย์ กลิ่น
สายฝนยังคงโปรยปรายลงบนหลังคาคุ้มอินทรเทพ กลิ่นดอกมะลิหอมอบอวลอยู่ใต้ชายคา มุนินทร์ธิตายืนห่างจากจิรภพเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะห่างแค่นั้นกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้าง หลังจากปล่อยให้หัวใจอยู่เหนือเหตุผลจนเผลอจูบเขาอีกครั้ง หญิงสาวยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ความอบอุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย เธอก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดที่ตามมาติด ๆ “ฉันว่าคุณควรกลับได้แล้วค่ะ” เธอเอ่ยโดยไม่มองหน้าเขา “ฝนเริ่มตกหนัก เดี๋ยวถนนจะลื่น” จิรภพมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง เขาอยากเข้าไปกอดปลอบ อยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเห็นเธอขยับออกห่าง ชายหนุ่มจึงเลือกยืนอยู่ที่เดิม “ผมกลับแน่ครับ แต่ก่อนกลับ ผมขอถามอะไรคุณอีกสักอย่างได้ไหม” มุนินทร์ธิตาเงยหน้าขึ้น “เรื่องความฝันหรือคะ” “ครับ ผมอยากรู้ว่าในฝันของคุณ ผู้ชายคนนั้นเรียกคุณว่าอะไร” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไป เธอจำเสียงเรียกได้ชัดเจน แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมชื่อสั้น ๆ เพียงชื่อเดียวจึงทำให้หัวใจเจ็บแปลบทุกครั้งที่
“มุน...คุณรู้ประโยคนั้นได้ยังไงครับ” น้ำเสียงของจิรภพแหบพร่าจนมุนินทร์ธิตารู้สึกได้ถึงความตื่นตระหนกที่เขาพยายามปกปิด หญิงสาวยืนอยู่กลางศาลาไม้ สองมือกำเข้าหากันแน่น ขณะที่สายลมพัดกลิ่นดอกมะลิจากสวนเข้ามาเป็นระยะ “เพราะเมื่อคืนฉันก็ฝันค่ะ” เธอตอบหลังรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้ เขาแต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อน แล้วก็เรียกฉันว่านิน” จิรภพขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าหญิงสาวราวกับต้องการค้นหาคำตอบจากแววตาคู่นั้น “แล้วผู้ชายคนนั้น...หน้าตาเหมือนใครครับ” มุนินทร์ธิตาเม้มริมฝีปาก ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาบนแก้มเมื่อภาพในความฝันย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอหลบสายตาเขาก่อนตอบเสียงเบา “เหมือนคุณค่ะ” ความเงียบเข้าปกคลุมศาลาไม้ชั่วขณะ จิรภพยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองอย่างคนกำลังสับสน เขาไม่เคยเชื่อเรื่องอดีตชาติหรือความทรงจำข้ามภพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากลับทำให้เหตุผลที่เคยยึดถือเริ่มสั่นคลอน “ผมอยากเล่าให้คุณฟังทั้งหมดครับ แต่ตรงนี้อาจมีคนเดินผ่านมา” “คุณจะกลับโฮมสเตย์แล้วใช่ไหมคะ” “ครับ ผมไ
เสียงกี่ทอผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายในเรือนทอของคุ้มอินทรเทพ แสงแดดยามสายส่องผ่านหน้าต่างไม้ลงบนเส้นไหมหลากสีที่จัดเรียงอยู่บนชั้น มุนินทร์ธิตานั่งตรวจลวดลายผ้าผืนใหม่ร่วมกับช่างทอสูงวัย ทว่าแม้ดวงตาจะจับจ้องอยู่บนเนื้อผ้า ความคิดของเธอกลับล่องลอยไปถึงชายหนุ่มที่พักอยู่ในโฮมสเตย์ไม่ไกลจากคุ้ม “คุณมุนเจ้า ลายตรงนี้เอาสีเดิมก่อเจ้า” หญิงสาวสะดุ้งนิดหนึ่ง ก่อนก้มมองตำแหน่งที่ช่างทอชี้ให้ดู “เอาสีเดิมค่ะป้า แต่ตรงขอบลองเพิ่มเส้นไหมสีทองอีกนิดนะคะ จะได้ดูมีมิติมากขึ้น” เมื่อช่างทอหันกลับไปทำงาน มุนินทร์ธิตาก็เผลอมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างสมุดบันทึกอีกครั้ง หน้าจอมืดสนิท ไม่มีข้อความใหม่จากจิรภพ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังรออะไร เมื่อคืนเขาก็คงนอนหลับไปตามปกติ มีเพียงเธอที่เก็บความฝันประหลาดมาคิดจนถึงเช้า หรือบางทีเขาอาจฝันเหมือนกันจริง ๆ อย่างที่เธอแอบหวังอยู่ลึก ๆ มุนินทร์ธิตาเม้มริมฝีปาก ก่อนดึงสายตากลับมาหางานตรงหน้า เธอไม่ควรเอาแต่คิดถึงผู้ชายที่มีคู่หมั้นแล้ว โดยเฉพาะหลังจากเพิ่งเตือนตัวเองไปเมื่อเช้าว่าต้องรักษา
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านสีขาวเข้ามาภายในห้องพักเล็ก ๆ ของโฮมสเตย์ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกหนักตลอดคืนลอยมากับสายลมเย็น เสียงนกร้องแว่วจากแนวต้นไม้ด้านหลังบ้าน สลับกับเสียงน้ำในลำธารที่ยังไหลเชี่ยวกว่าปกติ ทว่าความสงบของเช้าวันใหม่กลับไม่อาจทำให้จิรภพรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ชายหนุ่มนั่งอยู่บนขอบเตียงมานานเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เสื้อยืดสีเทาเข้มที่สวมอยู่ยับย่นจากการพลิกตัวตลอดคืน ใต้ดวงตาปรากฏรอยคล้ำจาง ๆ เขายกมือขึ้นเสยผม ก่อนทอดสายตามองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวเป็นครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้ หน้าจอยังคงแสดงบทสนทนากับมุนินทร์ธิตา ข้อความสุดท้ายเป็นเรื่องงานที่ทั้งคู่คุยกันก่อนเขาจะเดินทางมาถึงภาคเหนือ ไม่มีข้อความใหม่ ไม่มีสายเรียกเข้า และไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าหญิงสาวกำลังเผชิญความสับสนเช่นเดียวกับเขา แต่จิรภพกลับรู้สึกว่าเมื่อคืนไม่ได้มีเพียงเขาที่ฝัน ภาพหญิงสาวในชุดไทยโบราณยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ผ้าซิ่นไหมสีม่วงหม่น สไบสีงาช้าง ปิ่นทองที่ปักอยู่บนมวยผม และดวงตาคู่นั้นซึ่งมองเขาด้วยความรักปนหวาดหวั่น ทุกอย่างสมจริงจนชายหนุ่มยังจำได้แม้กร
จิรภพลุกจากเตียงในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาเดินไปหยุดตรงหน้าต่างห้องพัก ก่อนเปิดม่านออกมองสายฝนด้านนอก แสงไฟจากระเบียงโฮมสเตย์ส่องลงบนพื้นดินเปียกชื้น เสียงลำธารไหลแรงขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้า ภาพมุนินทร์ธิตาในชุดโบราณยังคงปรากฏชัดอยู่ในความคิด เขาจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง สีของผ้าซิ่นปิ่นทองบนมวยผม แสงตะเกียง และคำพูดที่เธอถามก่อนทุกอย่างจะดับวูบ พี่จะไม่ทิ้งนินไปใช่หรือไม่ จิรภพหลับตาลงความเจ็บปวดประหลาดแล่นผ่านกลางอกอีกครั้งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมความฝันจึงทำให้รู้สึกผิดได้ถึงเพียงนี้ราวกับเขาเคยทำบางสิ่งที่ไม่อาจให้อภัย ราวกับเคยปล่อยมือผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งที่สัญญาว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอยังคงแสดงบทสนทนาสุดท้ายกับมุนินทร์ธิตา เขาอยากส่งข้อความหาเธอแต่เมื่อมองเวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ก็จำต้องหยุดตัวเองไว้ตีสองกว่าแล้ว เธอคงหลับอยู่ และถึงแม้จะยังไม่หลับ เขาก็ไม่มีเหตุผลสมควรที่จะรบกวนเธอในเวลานี้จิรภพจึงวางโทรศัพท์ลง ก่อนเดินกลับไปนั่งบนขอบเตียงเขาพยายามทบทวนสิ่งที่หล
เวลาเดียวกันนั้น มุนินทร์ธิตากำลังดิ้นกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงภายในคุ้มเก่า เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังต่อเนื่อง แต่ในความฝันของเธอกลับมีเสียงตะเกียงแกว่งไกวเบา ๆ และกลิ่นดอกมะลิหอมอบอวลอยู่รอบตัว เธอยืนอยู่บนชานเรือนไทยสวมผ้าซิ่นไหมสีม่วงหม่น มีสไบสีงาช้างพาดอยู่บนบ่า เบื้องหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดโบราณ เขากำลังมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “พี่คิดถึงเจ้า” หัวใจของเธอสั่นไหวทั้งที่รู้ว่าตนเองกำลังฝัน แต่ความรู้สึกกลับสมจริงอย่างน่าประหลาด “ก็เพิ่งพบกันเมื่อยามหัวค่ำเองมิใช่หรือเจ้าคะ”เสียงที่หลุดออกจากปากไม่ใช่ถ้อยคำที่เธอตั้งใจพูดราวกับมีใครอีกคนกำลังใช้ร่างของเธอ ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนเลื่อนมือขึ้นประคองแก้ม “ต่อให้พบกันทุกวัน พี่ก็คงยังคิดถึง”มุนินทร์ธิตารู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองกำลังละลาย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วภาพใบหน้าของชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นใต้แสงตะเกียง จิรภพ เป็นเขา แต่เสื้อผ้า ทรงผม และบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ใช่ยุคสมัยที่เธอรู้จัก ก่อนจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาสัมผัสเธอ ความอบอุ่นนั้นแล่นผ่านหัวใจอย่างรุนแรง ลึกซึ้ง คุ้นเคย และเจ็บปวดอย่างไม่มีเหตุผลเธอจ







