LOGIN"แม่งง มันจะมากเกินไปแล้วนะ!"
สองมือกำหมัดแน่น สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแล้วยกมือขึ้นชี้ไปยังประตูพร้อมตะโกนสั่งเสียงกร้าว
"กล้าดียังไงมาตบแม่ฉัน! ออกไปเลยนะ! บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับคนอย่างแกแล้ว!"
"อีเด็กเวร!"
ทันทีที่หยัดกายลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ อำพลก็ชี้หน้าตวาดใส่เด็กสาวอย่างเกรี้ยวกราด ตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่ลูกเลี้ยง
ทว่าพอเห็นมือเรียวคว้ากรรไกรที่หล่นอยู่ใกล้ปลายเท้ามาถือไว้ สองขาก็ชะงัก ถอยออกมายืนดูเชิงอยู่ในระยะที่คิดว่าปลอดภัย
"นี่มึงกล้าสู้กูเหรอ กูมีศักดิ์เป็นพ่อมึงนะ!?"
มัสลินแค่นหัวเราะเย้ยหยัน "ก่อนจะอ้างตัวว่าเป็นพ่อ ช่วยย้อนดูการกระทำของตัวเองด้วย ว่ามันน่าเคารพนับถือ พอจะให้ฉันใช้คำนี้ไหม!"
"เนรคุณ! เนรคุณเหมือนแม่มึงไม่มีผิด!"
"เออ! ฉันมันเนรคุณ เนรคุณที่ไม่มีปัญญาหาเงินมาให้แกถลุงลงขวดเล่น เพราะงั้นก็อย่าอยู่กับพวกเนรคุณเลย ออกไป!"
มือเรียวสะบัดไปมาข่มขู่ แม้ขนาดตัวจะค่อนข้างต่างกันแต่ว่าหนนี้เธอไม่อาจทนเห็นอีกฝ่ายใช้กำลังรังแกแม่ของเธอได้อีกต่อไปแล้ว
ต่อให้จะต้องได้แผลแต่ถ้ามันแลกกับการที่เธอจะได้เอาเลือดชั่ว ๆ ของคนตรงหน้ามาล้างเท้าให้มารดา เธอก็ยอม!
อำพลพ่นลมหายใจฟึดฟัดเมื่อเห็นว่ารอบนี้เด็กสาวแววตาแข็งกร้าวเอาจริง และตนยังตกเป็นรองเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ลดทอนสติสัมปชัญญะไปมาก
จดจ้องดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจล่าถอยออกจากบ้านหลังเล็กนี้ไปก่อน แต่ไม่วายชี้หน้าฝากความแค้นที่รอวันชำระไว้กับเจ้าหล่อน
"ระวังตัวไว้ให้ดีนะมึง"
"ระวังแน่! ไป! ออกไปให้พ้น!"
มัสลินขึงตาดุ ง้างกรรไกรไว้ในท่าเตรียมพร้อม รอกระทั่งอีกฝ่ายเดินพ้นขอบประตูได้แล้วเธอก็ถลาเข้าไปดันมันให้ปิดพร้อมลงกลอนล็อกแน่นหนา ก่อนจะรีบวกกลับมาดูอาการของมารดาอีกครั้ง
พลันขอบตาก็ร้อนผะผ่าว ใจดวงน้อยคล้ายถูกมือกรีดลงจนเกิดบาดแผลขณะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามรอยบอบช้ำ
"แม่~"
"แม่ไม่เป็นไรหรอกลูก"
คำปลอบโยนที่เธอมักได้ยินจากปากของมารดาเสมอ หากแต่ครั้งนี้เธอไม่อาจฝืนใจเชื่อคำนี้ได้อีกแล้ว เธอรับกับสิ่งพวกนี้ไม่ไหวอีกแล้ว
ต่อให้ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด เธอก็จะอดทน เธอจะพาแม่และน้องย้ายออกไปจากที่นี่ให้ได้!
+
วันต่อมา
"ลินเอาอันนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะห้าให้พี่หน่อยครับ"
"รับทราบเจ้าค่ะ"
เสียงหวานขานรับอย่างสดใส เอื้อมไปประคองถาดที่ด้านบนมีแก้วเครื่องดื่มสีชมพูและวาฟเฟิลหอมกรุ่น หน้าตาน่าทาน
แต่เพราะใบหน้าหวานเอี้ยวไปมองตามเสียงลูกค้าที่ร้องเรียกพอดิบพอดี ทำให้ท่อนแขนเรียวเกือบทาบถูกด้านข้างของกาน้ำร้อนในจังหวะที่ยื่นไปรับของ
"ระวังร้อน"
ฝ่ามืออุ่นจัดแตะเข้าที่ท่อนแขน ดันให้มันพ้นระยะอันตรายก่อนจะรีบหดมือกลับเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตสีน้ำตาล
"อา ขอบคุณค่ะ"
มัสลินอมยิ้มแก้เก้อ ก้มหน้าหลบสายตาวาววับแล้วหมุนตัว ก้าวฉับ ๆ นำขนมหวานไปส่งให้ถึงมือลูกค้าด้วยรอยยิ้ม โดยมีสายตาเอ็นดูของเจ้าของคำสั่งคอยมองตามร่างเล็กอย่างไม่วางตา
ทั้งที่เหนื่อยล้าจนเสื้อผ้าบริเวณแผ่นหลังบอบบางมีสีเข้มขึ้นเพราะความเปียกชื้น หากแต่ใบหน้าหวานยังคงประดับด้วยรอยยิ้มไม่จาง ทั้งยังโต้ตอบ สื่อสารกับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาในร้านอย่างเนืองแน่นได้อย่างฉะฉานตลอดทั้งวัน
จนทักษพลชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าผู้เป็นเจ้าของร้านนึกเอ็นดูระคนสงสาร เผลอคิดติดตลกไปว่าเธอคือหุ่นยนต์ที่ผ่านการลงโปรแกรมแล้วแฝงตัวเข้ามาอยู่กับมนุษย์ใช่ไหม ถึงได้ขยันขันแข็ง มีพลังเหลือล้นผิดมนุษย์มนาแบบนี้
"ทิชชูค่ะพี่ชาย เช็ดน้ำลายหน่อยยย~"
คำกระเซ้าเย้าแหย่ทำทักษ์พลสะดุ้งได้สติ หันมามองทิพย์กมลน้องสาวที่กำลังลอยหน้าลอยตาล้อเลียนแล้วกลบเกลื่อนความเก้อเขินที่ถูกจับได้ว่าเผลอจดจ้องลูกจ้างจนเกินงามด้วยการขึงตาดุ
"ว่างนักเหรอเราอะ ถ้าว่างนักก็เอาบัญชีร้านไปเช็ก"
"โหวว มาถึงก็ใช้งานกันเลยอะ มันน่าฟ้องกรมแรงงานจัง"
"เดี๋ยวนี้หัดหัวหมอนะ สงสัยว่าค่าขนมเดือนนี้มันคงมากพอแล้วสิ ดีเลยพี่จะได้ไม่ต้องเพิ่มให้"
"งกแม้กระทั่งกับน้องกับนุ่ง!"
ทิพย์กมลย่นจมูก กระเง้ากระงอดหน้างอเพราะยังไม่ทันจะได้วางกระเป๋า พักหายใจให้หายเหนื่อย พี่ชายจอมเคี่ยวก็รุนหลัง ไล่ให้เธอเดินเข้าไปเคลียร์งานเก่าที่คงค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน
กระนั้นเธอก็ไม่ได้นึกขุ่นเคืองด้วยรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้พี่ชายเปลี่ยนอารมณ์เป็นคนบ้างาน พยายามผลักไสเธอออกจากบริเวณหน้าร้านนั้นมาจากอะไรและใคร
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
ริมฝีปากบางระบายยิ้ม ฉับพลันดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นในวินาทีที่สะดุดเข้ากับเจ้าดอกไม้สีเหลืองอร่ามบริเวณด้านนอกของโรงเรือน"นี่เรามีทานตะวันตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?"ปากเอ่ยถาม สองเท้าก็ก้าวฉับ ๆ พาตัวเองเดินลัดเลาะไปหาสิ่งที่ดึงดูดสายตา เธอจำได้ว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนตรงจุดนี้ยังมีเพียงกองดินเปล่า ๆ อยู่เลย
กว่าเสือร้ายจะอิ่มเอมแล้วยอมปล่อยให้ได้นอนพักก็เล่นเอาหมดเหงื่อไปหลายถัง ดังนั้นวันนี้มัสลินจึงตื่นสายกว่าปกติไปโดยปริยายร่างบางบิดกายไล่ความเมื่อยขบจากการโรมรันพันตูกับเขามาค่อนคืน แต่แล้วในจังหวะที่ลืมตาขึ้นเธอก็ผงะ ทั้งตกใจและประหลาดใจเมื่อพบว่าเบื้องหน้าคือข้างของใครบางคนทำไมถึงยังนอนอยู่ตรงน
ใบหน้าคมคร้ามซุกซบ รวบเอายอดจุกชูชันเข้าปากแล้วตะโบมดูดดึง มือก็เคล้นคลึงบีบขยำอีกเต้าราวกับกลัวมันน้อยใจ"อา~"ความเสียวซ่านแล่นพล่าน มัสลินแอ่นกายบิดเร่าไปตามสัมผัสอย่างอดใจไม่ไหว มือเรียวสอดเข้าขยุมกลุ่มผมสีคาราเมลแล้วดึงทึ้งเบา ๆ ระบายความกระสันที่ถูกเขาปลุกเร้าจนกึ่งกลางกายฉ่ำแฉะ กระตุกเต้นเส
ขาเรียวชะงักหยุดกึก คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อหลังจากอาบน้ำเสร็จ คนที่คิดว่าจะนั่งรออยู่บนเตียงบัดนี้กลับนอนเหยียดยาว ซ้ำยังหันหลังให้อีกต่างหากเอ๊ะ หรือว่าจะงอนอะไรเธออีก?ปกติแล้วเขามักตามเข้ามาวอแว คอยเฝ้าเวลาเธออาบน้ำด้วยข้ออ้างว่า 'กลัวเธอลื่นล้ม' อยู่เสมอ ๆ ทว่าวันนี้กลับเงียบกริบ ยอมรออยู่ข้







