LOGINแต่เพราะแบบนี้กมลทิพย์เลยยิ่งอยากกลั่นแกล้งพี่ชาย ระดับเสียงที่ใช้ยามถกเถียงจึงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัวหมายดึงความสนใจของใครบางคน
เสียงทะเลาะของสองพี่น้องดังลอยไปจนถึงหูมัสลินที่เพิ่งเดินวนกลับมาหน้าเคาน์เตอร์หลังรับออเดอร์ล่าสุด
เธอส่ายหน้ายิ้ม ๆ กับภาพชินตาที่มักเห็นเป็นประจำนับตั้งแต่เข้ามาทำงานที่นี่แล้วตะโกนหยอกเย้า
"ให้ลินทำไหมคะ ถ้ายกค่าขนมในส่วนของทิพย์ให้ ลินยินดีทำถวายหัวเลยนะ"
แม้ถ้อยคำจะคล้ายเป็นการพูดทีเล่นทีจริง แต่หากอีกฝ่ายหลงกล ตกหลุมพรางแล้วมอบหมายหน้าที่ให้เพิ่ม นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะอีกไม่นานเธอจำต้องมีเรื่องให้ใช้เงินอีกมากโข
ไหนจะค่าเช่าบ้าน ไหนจะค่าเล่าเรียน ไหนจะค่ากินอยู่ ฉะนั้นยิ่งหาได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสร้างความสุขสบายให้ครอบครัวเธอมากเท่านั้น
"ยัยลิน! กับเพื่อนก็หักหลังกันได้ลงคอเหรอ!"
"เขาเรียกแบ่งเบาต่างหาก"
แก้คำแล้วมัสลินก็ยักคิ้วหลิ่วตาหยอก ขณะที่ทักษพลก็พยักพเยิดหน้าส่งเสริม ทำเอาหนึ่งเดียวที่ถูกรุมถึงกับค้อนจนคอแทบเคล็ด
"แหม ๆ ๆ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวน้าาา ใช่สิเรามันแค่คนนอกสายตา มีพี่พี่ก็รังแก มีเพื่อนเพื่อนก็ไม่เข้าข้าง"
แต่นั่นกลับยิ่งทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของสองหญิงชายที่ถูกกล่าวอ้างกว้างขึ้นกว่าเดิม
"โอ๋เอ๋ ไม่แย่งงานของคุณหนูทิพย์กมลแล้วก็ได้ค่ะ แย่งแค่ค่าขนมก็พอ"
"ยัยเพื่อนทรยศ! ต่อไปฉันจะไม่ชงแกให้พี่ทักษ์แล้ว ชิ!"
หลังวางระเบิดลูกโตไว้เรียบร้อยแล้วทิพย์กมลก็แสร้งสะบัดหน้างอ ๆ อย่างมีจริต ทำปั้นปึ่งเดินหนีกลับเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง ทิ้งให้สองชายหญิงยืนตัวแข็งทื่อ ตกตะลึงกับประโยคสุดท้ายที่อีกฝ่ายโพล่งทิ้งไว้ครู่ใหญ่
เป็นมัสลินที่ได้สติก่อน ดวงตากลมโตซ่อนความประหม่าไว้ไม่มิดขณะช้อนขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของเจ้านายหนุ่ม
และเมื่อเห็นว่าเขาจับจ้องเธออยู่ก่อนแล้วใบหน้าหวานก็เห่อร้อน ลนลานคว้าผ้าผืนเล็กแล้วหาข้ออ้างเดินหนีออกจากรัศมีของการทำลายล้างอย่างว่องไว
"อา... ละ ลิน ลินไปเช็ดโต๊ะดีกว่านะคะ ลูกค้าเข้าเยอะเลย"
แม้ตอนนั้นทั้งร้านจะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า ทุกที่นั่งถูกจับจองจนไม่เหลือโต๊ะให้ทำความสะอาดทว่าด้วยความเก้อเขิน เธอจึงไม่อาจทนยืนอยู่ใกล้ได้
ยิ่งมีแววตาอ่อนโยนแฝงความนัยที่คอยเหลือบมองมาทางเธอเป็นระยะ ๆ หัวใจดวงน้อยมันก็พาลเต้นโครมคราม หยิบจับอะไรก็เผลอทำร่วงหล่นไปเสียเกือบหมด
"ขอโทษค่า~"
เสียงขอโทษและภาพหญิงสาวที่สองพวงแก้มแดงระเรื่อก้มโค้งให้ลูกค้าปรากฏให้เห็นทุกครั้งหลังเกิดเสียงรบกวน กว่าเวลาจะหวุนเวียนจนหมดวันได้ก็เล่นเอามัสลินเหงื่อตกไปหลายถัง
+
+
"ขอบคุณค่ะพี่ทักษ์"
ศีรษะทุยก้มโค้งให้ชายหนุ่มที่นั่งส่งยิ้มบาง ๆ มาให้จากหลังพวงมาลัย โดยไม่ลืมหันไปโบกไม้โบกมือให้เพื่อนสาวที่นั่งอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ที่เบาะหน้าพร้อมส่งสายตาคาดโทษ ทว่าเจ้าตัวกลัวไหวไหล่ไม่ยี่หระแล้วตะโกนสั่งเสียงใส
"ถึงบ้านแล้วไลน์หาด้วยนะยะ"
"ค่ะ ค่ะ คุณนายทิพย์กมล ถึงบ้านปุ๊บดิฉันจะรีบส่งไลน์ปั๊บเลย"
มัสลินทำเสียงประชดประชันหากแต่มุมปากกลับเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ ทิพย์กมลคือเพื่อนคนแรกที่มัสลินบังเอิญได้ทำความรู้จักในวันปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัย จากนั้นอีกฝ่ายก็คอยเข้ามาคุยกับเธอบ่อย ๆ จนกระทั่งสนิทสนม
เดิมทีเธอตั้งใจจะคบหาแค่ผ่าน ๆ ด้วยความรู้สึกว่าทั้งคู่แตกต่างกันจนคล้ายมนุษย์ที่อาศัยกันคนละโลก
ทว่าพอเจอกับความจริงใจ ไร้ข้อรังเกียจในเรื่องฐานะที่ทิพย์กมลแสดงออก ซ้ำยามมีใครติฉินนินทาหาว่าเธอคบหาเพราะเงิน ทิพย์กมลจะกางปีกปกป้อง ทุ่มเถียงแทนทุกครั้ง
กำแพงที่ขวางกั้นจึงค่อย ๆ พังทลาย ไม่นานเจ้าหล่อนก็กลายมาเป็นเพื่อนรักคนแรกและคนเดียวที่เธอมี
และหลังจากที่อีกฝ่ายรับรู้ถึงปัญหาด้านครอบครัวและสาเหตุที่เธอพยายามหางานพาร์ทไทม์ทำหลังเลิกเรียน ทิพย์กมลก็พาเธอมาแนะนำกับพี่ชายพร้อมฝากฝังให้ทำงานที่นี่ ร้าน 'ดับเบิ้ลทีคาเฟ่'
สองพี่น้องมักใจดีกับเธอเสมอ ๆ ทั้งรับเธอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานพาร์ทไทม์ ทั้งปรับการจ่ายเงินให้เป็นรายสัปดาห์ด้วยรู้ว่าเธอกำลังรวบรวมเงินหวังจะพาครอบครัวย้ายออกจากพื้นที่อันตราย
แถมหลายครั้งยังอาสาแวะมาส่งด้วยข้ออ้างว่า 'ทางผ่านอยู่แล้ว' ทั้งที่ปกติแล้วทั้งสองสามารถเลี่ยงการจราจรที่แสนติดขัด ใช้เส้นทางอื่นได้อีกมากมาย
และวันนี้ก็เช่นกัน ...
เธอตั้งใจจะหนีขึ้นรถเมล์ทันทีที่หมดเวลางานแล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายก็ช้ากว่าเพื่อนผู้ตาดีที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็คว้าแขน ลากเธอขึ้นรถโดยไม่สนใจถามความสมัครใจใด ๆ
เธอรู้ว่าทั้งคู่ยินดีทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่ยิ่งเธอได้รับความหวังดีนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งอยากพยายามรักษาระยะห่างมากเท่านั้น
โดยเฉพาะกับทักษ์พล พี่ชายเพื่อนที่พ่วงด้วยอีกหนึ่งสถานะคือนายจ้าง
ไม่ใช่ว่ารังเกียจรังงอน แต่เพราะเธอรู้ตัว ... รู้ว่าเธอไม่มีอะไรคู่ควรเลยสักอย่าง
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
กว่าเสือร้ายจะอิ่มเอมแล้วยอมปล่อยให้ได้นอนพักก็เล่นเอาหมดเหงื่อไปหลายถัง ดังนั้นวันนี้มัสลินจึงตื่นสายกว่าปกติไปโดยปริยายร่างบางบิดกายไล่ความเมื่อยขบจากการโรมรันพันตูกับเขามาค่อนคืน แต่แล้วในจังหวะที่ลืมตาขึ้นเธอก็ผงะ ทั้งตกใจและประหลาดใจเมื่อพบว่าเบื้องหน้าคือข้างของใครบางคนทำไมถึงยังนอนอยู่ตรงน
ใบหน้าคมคร้ามซุกซบ รวบเอายอดจุกชูชันเข้าปากแล้วตะโบมดูดดึง มือก็เคล้นคลึงบีบขยำอีกเต้าราวกับกลัวมันน้อยใจ"อา~"ความเสียวซ่านแล่นพล่าน มัสลินแอ่นกายบิดเร่าไปตามสัมผัสอย่างอดใจไม่ไหว มือเรียวสอดเข้าขยุมกลุ่มผมสีคาราเมลแล้วดึงทึ้งเบา ๆ ระบายความกระสันที่ถูกเขาปลุกเร้าจนกึ่งกลางกายฉ่ำแฉะ กระตุกเต้นเส
ขาเรียวชะงักหยุดกึก คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อหลังจากอาบน้ำเสร็จ คนที่คิดว่าจะนั่งรออยู่บนเตียงบัดนี้กลับนอนเหยียดยาว ซ้ำยังหันหลังให้อีกต่างหากเอ๊ะ หรือว่าจะงอนอะไรเธออีก?ปกติแล้วเขามักตามเข้ามาวอแว คอยเฝ้าเวลาเธออาบน้ำด้วยข้ออ้างว่า 'กลัวเธอลื่นล้ม' อยู่เสมอ ๆ ทว่าวันนี้กลับเงียบกริบ ยอมรออยู่ข้
วอลเลอร์ก้าวฉับ ๆ อาศัยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าถลันเข้ามายืนขวางหน้าประตูห้อง แววตาขุ่นขวางกดมองเพื่อนชายเขม็ง"กูบอกแล้วไงว่าขอหมอผู้หญิง""กูถึงบอกให้พาน้องลินไปหากูที่โรงพยาบาลไง""มึงก็รู้ว่ากูให้ใครรู้ว่าเมียกูท้องไม่ได้!"นทีถึงกับถอนหายใจพรืด "ก็เพราะกูรู้ไง ถึงได้หอบอุปกรณ์เท่าที่มีมาหาถึงนี่"