“ประโยคนี้กล่าวเกินจริงไปมาก”หลี่เฉินหัวเราะเบาๆ แต่ท่าทางสงบและผ่อนคลายของเขานั้น ทำให้ความโกรธของจ้าวไท่ไหลพุ่งทะยานเป็นร้อยเท่า“ทำไมถึงบอกว่าปั่นหัวล่ะ? คุณชายจ้าวเป็นผู้นำสมาคมเหวินหยวนอันสูงส่ง ไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยเพียงใดที่รู้สึกชื่นชมเจ้า พวกเขาคงแทบรอไม่ไหวที่จะได้กอดต้นขาเจ้า แล้วข้าจะกล้าปั่นหัวเจ้าได้อย่างไร?”“นี่เป็นโอกาสของคุณชายจ้าวที่จะได้แสดงบารมีของผู้นำสมาคม หนึ่งแสนตำลึง มีแต่ผู้นำสมาคมเท่านั้นที่จะฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้ มอบให้เขาสิ ข้าชื่นชมเจ้าจริงๆ ชื่นชมจริงๆ นะ”หลี่เฉินพูดจบ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วจูงซูจิ่นพ่าเดินจากไปทั้งจ้าวไท่ไหลและรัฐทายาทเหวินอ๋องก็ไม่มีใครพูดอะไรจ้าวไท่ไหลโกรธจัดจนแทบระเบิดตัวตาย แต่รัฐทายาทเหวินอ๋องกลับจ้องมองแผ่นหลังของหลี่เฉินด้วยความรู้สึกยำเกรง เขามีลางสังหรณ์ว่าการยั่วยุคนๆ นี้จะทำให้เขาเดือดร้อนหนักมาก หลังออกจากสวนอี้เหม่ยแล้ว ท่าทางผ่อนคลายและรอยยิ้มของหลี่เฉินก็หายไปทันทีซูจิ่นพ่ามองไปที่หลี่เฉิน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดก่อนว่า “ท่านพ่ออยู่ที่จวน เจ้าจะกลับไปพร้อมกับข้าหรือไม่?” หลี่เฉินเก็บค
“ถึงแล้ว”ซูจิ่นพ่าปลุกหลี่เฉิน หลี่เฉินลืมตาขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนออกจากรถม้าหลังจากงีบหลับไปครู่หนึ่ง หลี่เฉินก็รู้สึกสดชื่นขึ้น เขาหันไปพูดกับซูจิ่นพ่าอย่างร่าเริงว่า “ครั้งหน้าถ้าข้าง่วง ข้าจะมาหาเจ้าใหม่”หลังจากซูจิ่นพ่าได้ยินประโยคนี้ นางก็ถลึงตาใส่เขาอย่างโมโห แล้วทิ้งท้ายประโยคหนึ่งว่าฝันไปเถอะ และวิ่งหนีไปเมื่อเข้ามาในจวนแม่ทัพใหญ่ หลี่เฉินก็ไม่ได้หยอกล้อซูจิ่นพ่าอีกต่อไป เขาสั่งให้ใครซักคนไปเรียกซูเจิ้นถิงมาและตรงไปที่ห้องหนังสือที่นอกจากซูเจิ้นถิงแล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป ตอนที่ซูเจิ้นถิงมาถึง หลี่เฉินก็กำลังพลิกดูเอกสารทางการหลายฉบับบนโต๊ะของซูเจิ้นถิง และอ่านอย่างตั้งใจเอกสารเหล่านี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นอ่านคงโดนโทษประหารไปแล้ว แต่สำหรับหลี่เฉินนั้นเขามีสิทธิที่จะอ่าน ซูเจิ้นถิงประสานมือกล่าวว่า “ฝ่าบาท”หลี่เฉินพยักหน้าแล้ววางเอกสารลง ก่อนจะกล่าวกับซูเจิ้นถิงว่า “ท่านแม่ทัพเชิญนั่ง” หากพูดเช่นนี้ แสดงว่าเรื่องที่จะพูดคุยต่อไปนี้ เป็นการพูดคุยระหว่างองค์รัชทายาทกับแม่ทัพใหญ่ เป็นเรื่องทางการซูเจิ้นถิงพยักหน้าและนั่งลงที่เก้าอี้แขก ไม่มีใครคิดว่ามีอะไ
แค่ได้ยินเสียงสายก็ทราบความนัย ยิ่งไปกว่านั้นซูเจิ้นถิงเป็นใครในฐานะอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางทหารอย่างลับๆ ที่องค์จักรพรรดิทิ้งไว้ให้ เขาคือจิ้งจอกเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์เพียงแค่ฟังประโยคนี้ ก็คาดเดาเรื่องราวได้เจ็ดแปดส่วน “เรื่องนี้จะต้องตัดหางปล่อยวัด!”ซูเจิ้นถิงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ในราชสำนักก็มีกลุ่มพรรคอยู่แล้ว โดยมีจ้าวเสวียนจีเป็นผู้นำ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับราชสำนักมานานกว่าสิบปี ในความคิดเห็นของกระหม่อม จะต้องไม่มีกลุ่มพรรคอื่นอีก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากพรรคนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ขนาดของมันอาจจะใหญ่กว่าของจ้าวเสวียนจี”หลี่เฉินยิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “รัฐทายาทเหวินอ๋องถ่อมตัวมาหลายปี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกปิดผลลัพธ์ของวันนี้ และตอนนี้สมาคมเหวินหยวนของเขาก็ได้จัดตั้งขึ้นมาแล้ว คงยากที่จะแก้ไขได้”“ในเมื่อเราไม่สามารถหยุดยั้งการก่อตั้งได้ งั้นก็ทำลายมันซะ”เวลานี้เอง ซูเจิ้นถิงได้แสดงพฤติกรรมเด็ดเดี่ยวของแม่ทัพใหญ่ผู้อาจหาญขึ้นมา เขาพูดอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถปล่อยให้มันเติบโตได้”“สิ่งที่นายพลท่านแม่ทัพใหญ่พูด คือสิ่งที่ข้าต้องการ”หลี่
“ฝ่าบาท ทรงประสงค์ให้กระหม่อมไปด้วยหรือไม่?”ซูเจิ้นถิงตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้จึงถามหลี่เฉินส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็น ตอนนี้ภาระของเจ้าหนักพอแล้ว จัดการเรื่องต่างๆ ในมือของเจ้าก่อนดีกว่า”ซูเจิ้นถิงได้ยินดังนั้นจึงหยุดยืนกราน และยืนขึ้นเพื่อส่งหลี่เฉินออกจากจวนเมื่อเห็นหลี่เฉินกลับไป ระหว่างทางกลับเดินกลับ ซูเจิ้นถิงก็รู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ ใครก็ตามที่มีสายตาที่เฉียบแหลมจะรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับสวีฉังชิงนั้นไม่มีมูลความจริงแต่เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง เพราะมันเป็นเรื่องง่ายที่จะสร้างคดีให้มั่นคง มีบางคนจงใจที่จะฆ่าสวีฉังชิง เพื่อตัดนิ้วของตำหนักบูรพาออกเมื่อกลับมาถึงห้องหนังสือของตัวเอง ซูเจิ้นถิงก็ถอนหายใจเบาๆ เขาตัดสินใจจะไม่แทรกแซงเรื่องนี้ และทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากองค์รัชทายาทให้ดีแม้ว่าเขาและองค์รัชทายาทจะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วองค์รัชทายาทก็เป็นนาย ส่วนเขาก็คือลูกน้อง การยื่นมือเข้าไปยุ่งมากเกินไป มันไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่หลี่เฉินกลับมาถึงตำหนักบูรพา เอกสารอย่างเป็นทางการจากกรมย
“เยี่ยมมาก”หลี่เฉินพยักหน้าและพูดอย่างไร้อารมณ์ว่า “ในเอกสารระบุว่า สวีฉังชิงซื้อขายตำแหน่งขุนนาง มีหลักฐานหรือไม่?”เฉียนซื่อเหยียนตอบว่า “กระหม่อมได้สอบปากคำสมุบาญชีย์กรมครัวเรือนสองนาย พวกเขายอมรับสารภาพว่า ตำแหน่งของพวกเขาได้มาจากการติดสินบนสวีฉังชิงด้วยเงิน 500 ตำลึงและ 600 ตำลึงตามลำดับ โดยเงินสกปรกเหล่านั้นถูกค้นพบในบ้านของสวีฉังชิง และถูกอายัดไว้ในกรมยุติธรรม”“นอกจากนี้ ตามคำรับสารภาพของสมุบาญชีย์ทั้งสองคน ไม่ได้มีเพียงพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีคนอีกเจ็ดคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งพวกเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสวีฉังชิง และติดสินบนเขาผ่านช่องทางต่างๆ สวีฉังชิงยอมรับพวกเขาทีละคน และมอบตำแหน่งของพวกเขาในเจียงซู เจ้อเจียง หมิ่นเซิ่ง และชวนซี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานที่หักล้างไม่ได้”หลี่เฉินฟังอย่างเงียบๆ และพูดว่า “เอาล่ะ นี่คือการขายตำแหน่ง แล้วการซื้อตำแหน่งล่ะ เจ้ารู้ไหมว่าตำแหน่งรองเสนาบดีกรมครัวเรือนฝ่ายซ้ายของเขา ซื้อมาจากใคร?” สีหน้าสงบนิ่งของเฉียนซื่อเหยียนก็พลันแข็งทื่อเขาไม่คาดว่าหลี่เฉินจะถามคำถามเช่นนี้ มีขุนนางในราชสำนักคนไหนบ้างที่ไม่ทราบว่า รองเสนาบด
ประโยคนี้ หนักแน่นดุจเขาไท่ซานใบหน้าของเฉียนซื่อเหยียนพลันกระตุก เขากำแขนเสื้อแน่น กัดฟันแล้วพูดว่า “ฝ่าบาท พระองค์จะเริ่มจากตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ?” “สามหมื่นตำลึง!”หลี่เฉินยืนขึ้น และเดินเข้าไปหาเฉียนซื่อเหยียน กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตอนนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง เงินที่เข้าและออกจากกรมครัวเรือนจะต้องได้รับการอนุมัติจากสวีฉังชิง ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 80,000 ถึง 100,000 ตำลึงทุกวัน หากมีการบรรเทาภัยพิบัติครั้งใหญ่ เงินเดือน หรือค่าจ้างทหาร ก็อาจจะเกินล้านตำลึงได้อย่างง่ายดาย”“เงินหมุนเวียนที่มากมายเช่นนี้ อีกทั้งสวีฉังชิงก็มีอำนาจในการอนุมัติการเข้าและออกแต่เพียงผู้เดียว หากเขาเกิดความโลภ บวกกับทำงานในกรมครัวเรือนมาครึ่งชีวิต เขาก็สามารถนำเงินจำนวนมากออกไปได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ถ้าหากไม่ใช่ราชสำนักตรวจสอบบัญชี คนธรรมทั่วไปก็คงไม่มีใครค้นพบ”“เงินทองกองเป็นภูเขาอยู่ตรงหน้ากลับไม่เอา แต่ดันไปหาหัวขโมยข้างนอกมาขโมยเงินในท้องพระคลังสามหมื่นตำลึง เจ้าคิดว่าเขาสมองหมูหรือไม่?”เมื่อมองไปที่เฉียนซื่อเหยียน หลี่เฉินก็ตะคอกใส่ว่า “หรือว่าเสนาบดีกรมยุติธรร
หวังเถิงฮ่วนไม่มีความตั้งใจที่จะพูดอ้อมค้อมตั้งแต่แรก เพราะที่นี่คือพระที่นั่งสีเจิ้ง ไม่ใช่พระที่นั่งไท่เหอนี่เป็นการสนทนาส่วนตัวระหว่างเขาในนามของสำนักราชเลขากับตำหนักบูรพา ไม่ใช่ในราชสำนัก ซึ่งทุกอย่างจะต้องทำอย่างเป็นทางการ ทุกคำพูดต้องสมเหตุสมผล และการกระทำจะต้องมีเหตุผลที่ดีในเมื่อเป็นการสนทนาส่วนตัว แม้จะเป็นเกมเดียวกัน แต่กลับโหดร้ายมากกว่าและตรงประเด็นมากกว่า มันเป็นการเผชิญหน้ากันตรงๆ และถกกันเรื่องผลประโยชน์“ข้อสงสัยมาจากตำหนักบูรพา” คำพูดของหวังเถิงฮ่วนทำให้หลี่เฉินหัวเราะ “โอ้? ช่างน่าสนใจจริงๆ เกี่ยวข้องกับข้าเสียด้วย”หวังเถิงฮ่วนกล่าวต่อไปว่า “ฝ่าบาทควรรู้ว่าเรื่องนี้สามารถทำได้หรือไม่ แม้แต่นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง สวีฉังชิงแม้ไม่มีผลงานแต่ก็ทำงานหนัก หลายๆ เรื่องสามารถจัดการได้อย่างสบายๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของฝ่าบาท”ตาแก่หวังเถิงฮ่วนพูดอย่างชัดเจน ทำให้หลี่เฉินหัวเราะเบาๆ และพูดว่า “นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ความหมายนี้ก็คือ ใต้เท้าหวังทำผิด ตอนนี้จึงต้องการจะชดเชยความผิด?”เฉียนซื่อเหยียนที่อยู่ข้างๆ ก็ตะลึงจนเซ่อ ปรากฏว่าตัวเองเข้าใจผิดแต่อย่า
เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับหวังเถิงฮ่วนในทันที เพราะว่าหลี่เฉินยังมีข้อพิจารณาอื่นอยู่สำนักราชเลขาได้ระบุเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนมาก และหลี่เฉินก็เข้าใจดีว่าไม่มีที่ว่างสำหรับการเจรจาต่อรองในเรื่องนี้มันจะเหมือนซื้อผักในตลาดสดได้อย่างไร ผัดกาดขาวหนึ่งจินคนขายบอกสองเหรียญทองแดงแต่คนซื้อจะให้แค่หนึ่งทองแดง?ทุกคนล้วนเป็นนักหมากรุก เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ก็มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้นสวีฉังชิงจะถูกทอดทิ้งแล้วออกจากกระดานหมากรุก และเรื่องที่สุนัขเฒ่าหวังเถิงฮ่วนที่หวังจะได้กลับคืนสู่สำนักราชเลขา ก็จะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของเขาหรือหลี่เฉินจะยอมรับเงื่อนไขของสำนักราชเลขา ให้หวังเถิงฮ่วนกลับไป และนำสวีฉังชิงกลับมาทุกอย่างย้อนกลับไปที่ผลประโยชน์ ปัญหาที่หลี่เฉินต้องพิจารณาคือ สวีฉังชิงคุ้มค่ากับตำแหน่งมหาอำมาตย์ในสำนักราชเลขาหรือไม่? เมื่อมองเผินๆ ข้อตกลงนี้เป็นเรื่องที่ขาดทุนอย่างแน่นอน แต่หลายสิ่งหลายอย่างในระดับนี้ก็ไม่สามารถจัดการได้อย่างชัดเจนรากฐานของตำหนักบูรพานั้นตื้นเขิน ถึงแม้ว่าซูเจิ้นถิงจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ก็ทำได้เพียงฝืนยืนหยัดอยู่ในฝั่งของทหารเท่านั้น ซึ่งท
เสียงหัวข้าะเบาๆ ของต้วนจิ่นเจียง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหัวข้าะลั่น ก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวข้าะคลุ้มคลั่ง ต้วนจิ่นเจียงราวกับเสียสติ เงยหน้าหัวข้าะอย่างบ้าคลั่ง แม้สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดใส่ใบหน้า เขาก็ยังไม่หยุดหัวข้าะ “ดี! ดีมาก!” ต้วนจิ่นเจียงหัวข้าะจนแทบหายใจไม่ออก เขาชี้ไปที่หลี่เฉิน กล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “องค์รัชทายาท เจ้านี่ช่างเป็นผู้ถูกมังกรคุ้มครองแท้จริง แม้หลี่อิ๋นหู่กับจ้าวเสวียนจีจะร่วมมือกัน ก็ยังโค่นเจ้าไม่ลง!” “ข้าเพียงเสียดาย ที่ยามท่านอ่อนแอที่สุด ข้ามิได้ลงมือเด็ดขาด ปล่อยให้เจ้าเติบโตมาจนถึงขั้นนี้ ข้า...เสียใจนัก!” สภาพของต้วนจิ่นเจียงเริ่มเข้าสู่ความคลุ้มคลั่งเต็มขั้น ดวงตาแดงฉาน ใบหน้าเหยเกดั่งอสูร “ทำไมกัน! ทำไมข้ารอบคอบวางแผนมาขนาดนี้ เจ้าถึงยังไม่ตาย! มันเป็นเพราะอะไร!” ในถ้อยคำนี้ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและความไม่ยอมแพ้อย่างถึงที่สุด “วางแผนรอบคอบย่อมดี แต่คนอย่างเจ้าที่เอาแต่ซุกซ่อนในมุมมืด ดุจหนอนใต้ซากศพ คอยวางแผนลอบกัดไปวันๆ ยังคิดหวังจะทำการใหญ่ได้หรือ?” หลี่เฉินกล่าวเรียบๆ “ข้าไม่มีเวลามากพอจะปล่อยให้พวกเจ้าถ่วงเล่น มาเข้าเรื่องกัน
ตึก ตึก ตึก... เสียงฝีเท้าเป็นจังหวะพร้อมเพรียงดังขึ้น ฟังแล้วชวนให้หัวใจพลุ่งพล่านอย่างไม่ทราบสาเหตุ พร้อมเสียงเกราะกระทบกัน สักพักหนึ่ง เหล่าทหารกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเข้าสู่ลาน พวกเขาเคลื่อนที่อย่างมีระเบียบและได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ทันทีที่เข้าสู่ลาน ก็จัดรูปขบวนทันที ล้อมรอบกลุ่มของหลงไหวอวี้ที่ยืนอยู่หน้าศาลบูรพกษัตริย์ การล้อมวงเช่นนี้ ทำให้ต้วนจิ่นเจียงรู้สึกผิดสังเกตขึ้นมาทันทีโดยสัญชาตญาณ “เกิดอะไรขึ้นหรือ อาจารย์?” หลงไหวอวี้ที่รู้สึกว่าต้วนจิ่นเจียงเริ่มตึงเครียดก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย ต้วนจิ่นเจียงตอบเสียงหนักแน่น “พวกทหารเหล่านี้กำลังล้อมข้าอยู่” ต้วนจิ่นเจียงซึ่งเคยเป็นขุนนางกระทรวงกลาโหม ย่อมมีพื้นฐานด้านการยุทธ เขาเพียงแค่ชำเลืองดูก็รู้ว่านี่คือรูปขบวนของทหารต้าฉิน ใช้สำหรับล้อมศัตรูกลุ่มเล็กโดยเฉพาะ หากเป็นคนของหลี่อิ๋นหู่หรือจ้าวเสวียนจี ต่อให้คิดฆ่าพวกเขาก็ไม่ควรจะเป็นเวลานี้ และยิ่งไม่ควรจะทำได้ง่ายดายเช่นนี้ ต้วนจิ่นเจียงหรี่ตาลง พยายามเพ่งมองเครื่องแบบเกราะของทหารเหล่านี้ หวังจะดูให้แน่ชัดว่าเป็นหน่วยใด แต่ด้วยความมืดของยามค่ำคืน และสายฝน
สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เม็ดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วถูกลมพายุหอบพัด แทบจะซัดกระหน่ำในแนวราบใส่สิ่งปลูกสร้างทั้งปวงระหว่างฟ้ากับดิน บนหลังคา ชายคา และพื้นดิน ล้วนถูกฝนกระแทกกระจายเป็นละอองฝอยบางราวกับหมอก ทั่วทั้งผืนฟ้าดินเปียกชุ่มฉ่ำไปหมด เสียงที่ได้ยิน มีเพียงเสียงสายฝนกระหน่ำราวน้ำตก กับเสียงน้ำในร่องน้ำใกล้ๆ ไหลทะลักอย่างไม่อาจต้านทาน บางทีอาจเป็นเพราะสายฝนนี้ หรืออาจเป็นเพราะเหตุจลาจล เมืองหลวงทั้งเมืองจึงเงียบงันอย่างน่าประหลาด ในยามปกติ ต่อให้เป็นยามดึกเพียงใด ตามตรอกซอกซอยในเมืองหลวงก็ยังคงมีผู้คน จะเป็นเสียงฝีเท้าผ่านไปมา หรือเสียงพูดคุยจากลานบ้านข้างเคียงก็ตามที แต่ไม่ใช่เช่นคืนนี้ ที่ดูราวกับผู้คนล้วนหายไปจนสิ้น สิ่งเดียวที่ยังมองเห็นบนท้องถนน คือทหารที่เร่งฝีเท้าเดินผ่านไป แม้แต่เหล่าทหารเหล่านั้น ต่างก็เฝ้าระวังราวกับกำลังเผชิญศัตรู บางคนถึงกับมีบาดแผลติดตัว ฟ้าดินแห่งเมืองหลวงพลิกผัน ไม่มีผู้ใดกล้าประมาท ในวันนี้ไม่รู้ว่ามีผู้คนล้มตายไปมากเพียงใด เสียงระเบิดในช่วงกลางวันดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง ยังทำให้ชาวบ้านพากันปิดประตูหน้าต่าง ไม่กล
ประโยคแรกที่ฮ่องเต้ต้าสิงตรัสออกมา ก็ทำให้บรรยากาศในตำหนักบรรทมเคร่งเครียดถึงขีดสุด จ้าวเสวียนจีก้มหน้า สีหน้าอ่อนน้อม เอ่ยด้วยเสียงเบา “ขอฝ่าบาททรงอภัย กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่กล้า?” ฮ่องเต้ต้าสิงแค่นเสียงเย็น ก่อนจะก้าวออกจากที่ประทับมายืนตรงหน้าจ้าวเสวียนจี แล้วตรัสว่า “ยังมีสิ่งใดบ้าง ที่เจ้าไม่กล้า?” จ้าวเสวียนจีก้มหน้า เขามองเห็นช่วงล่างของฮ่องเต้ต้าสิงในระยะประชิด พระวรกายของฮ่องเต้ต้าสิงอ่อนแอยิ่งนัก ขณะทรงยืนอยู่นั้น พระวรกายก็สั่นเล็กน้อย ชัดเจนว่าการยืนอยู่นี้ลำบากอย่างยิ่ง ต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อทรงกาย แต่ถึงแม้จะเป็นเพียงชายชราอ่อนแรงดั่งเปลวเทียนกลางสายลม เพียงแค่พระองค์ยังมีลมหายใจ ยังลืมพระเนตร แผ่นดินต้าฉินก็ยังไม่ถึงคราวล่มสลาย “ตั้งแต่เจ้าฝังอาจารย์ของเจ้าคือหลินจือเป้าในคดีแสดงความยินดีปีใหม่ แล้วเริ่มรวบรวมพรรคพวก ผูกมิตรแบ่งพรรค ตั้งตัวเป็นใหญ่อย่างลับๆ ไปจนถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ด่านเย่ว์หยา แผนการลอบเร้นอันโหดร้ายแต่ละเรื่อง ล้วนสะเทือนใจอย่างยิ่ง เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้หรือ? แล้วเจ้ากลับกล้ากล่าวว่าเจ้าไม่กล้า?” ถ้อยคำของฮ่องเต้ต้าส
“ซานเป่าใช้งานได้ดี หน่วยบูรพาก็ใช้งานได้ดี แต่ก่อนจะลงมือทำสิ่งใด หรือตัดสินใจต่อผู้ใด เจ้าจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบว่า การกระทำของเจ้าจะก่อให้เกิดผลต่อเนื่องเช่นไรบ้าง” “หากซานเป่าตาย หน่วยบูรพาที่อยากอยู่รอดต่อไปก็จะต้องพึ่งพาเจ้ายิ่งขึ้น ดังนั้น เจ้าต้องใช้หน่วยบูรพาต่อไป และควบคุมหน่วยบูรพาไว้ให้มั่น การให้ซานเป่าตายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” “ยิ่งไปกว่านั้น ราชสำนักปั่นป่วน ขุนนางทั่วแผ่นดินต่างลำบากใจกับหน่วยบูรพามานาน แต่หน่วยบูรพายังมีคุณค่าที่ควรคงไว้ การรักษาหน่วยบูรพาไว้ย่อมเป็นประโยชน์กับเจ้ามากกว่า ดังนั้น เจ้าห้ามแตะต้องหน่วยบูรพา แต่ซานเป่าล่ะ? ตายไปคนหนึ่ง เจ้าไม่เพียงควบคุมหน่วยบูรพาได้แน่นขึ้น แต่ยังปลอบใจขุนนางทั้งราชสำนัก ให้พวกเขาได้ระบายออกบ้าง ซานเป่าตาย มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ฮ่องเต้ต้าสิงเปรียบประหนึ่งชี้แนะด้วยใจจริง พระองค์ตรัสว่า “จ้าวเสวียนจีก็เป็นเหตุผลเดียวกัน หากจ้าวเสวียนจีตาย ราชสำนักจะวุ่นวาย ขุนนางไม่สงบ ประชาชนก็หวั่นไหว ที่สำคัญที่สุด คือแผ่นดินอาจระส่ำระสาย” “เมื่อบ้านขาดหมาร้ายเสียตัวหนึ่ง ญาติชั่วและเพื่อนบ้านเลวเหล่านั้น ก็จะเริ่มคิดว่า
เมื่อฮ่องเต้ต้าสิงตรัสมาถึงตรงนี้ ความหมายก็ชัดเจนยิ่งนัก หลี่เฉินถอนหายใจยาว เอ่ยว่า “ต่อให้ไม่ใช่จ้าวเสวียนจี ลูกก็ไม่อาจวางใจได้อยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ต้าสิงมิได้กริ้ว พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจะฆ่าเขาก็ได้ แต่ต้องรอให้เจ้าขึ้นครองราชย์ก่อน” “ขุนศึกเปลี่ยนตามกษัตริย์ ขุนนางตามยุค ฮ่องเต้ใหม่ย่อมมีขุนนางใหม่ จ้าวเสวียนจีคือหมากที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้าใช้สร้างอำนาจ แต่ตราบใดที่เจ้ามิได้ขึ้นครองราชย์ ก็ยังไม่อาจแตะต้องเขาได้ มิฉะนั้น ในสายตาขุนนางทั้งแผ่นดิน องค์รัชทายาทยังมิทันครองราชย์ ก็ฆ่าราชเลขาประจำสำนักราชเลขาเสียแล้ว แล้วเมื่อเจ้าขึ้นครองราชย์ พวกเขาจะยังมีทางรอดอีกหรือ?” “เฉินเอ่อร์ ในฐานะฮ่องเต้ ความคิดและวิสัยทัศน์ของเจ้า ห้ามจำกัดอยู่เพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง จ้าวเสวียนจี มิใช่จ้าวเสวียนจี แต่เขาคือตัวแทนของกลุ่มคน กลุ่มราษฎรคือกลุ่มราษฎร อ๋องแห่งแคว้นคืออ๋องแห่งแคว้น ขุนนางท้องถิ่นคือขุนนางท้องถิ่น ขุนนางประจำเมืองหลวงก็คือขุนนางประจำเมืองหลวง” “เจ้าต้องมองเห็นพวกเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ แล้วปรับกลยุทธ์ของเจ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ใช้ว
ตามคำอธิบายและเรื่องราวของฮ่องเต้ต้าสิง หลี่เฉินก็เริ่มมองเห็นถึงเบื้องลึกในจิตใจที่แท้จริงของฮ่องเต้พระองค์นี้ สิ่งที่พระองค์ต้องการ คือการสืบทอดราชบัลลังก์โดยไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงรากฐานของบ้านเมือง และขุนนางชั่วอย่างจ้าวเสวียนจี ก็คือประกันภัยอีกชั้นหนึ่งที่พระองค์วางไว้ ตราบใดที่จ้าวเสวียนจียังอยู่ เขาก็จะกระหายอำนาจ และต้องพยายามลดบทบาทของฮ่องเต้แน่นอน แต่การลดบทบาทของฮ่องเต้หาใช่ปัญหาไม่ ขอเพียงฮ่องเต้ยังคงดำรงอยู่ อ๋องแห่งแคว้นย่อมไม่อาจก่อหวอด สถานการณ์ก็จะยังดำเนินต่อไปได้ กล่าวได้ว่า ฮ่องเต้ต้าสิงได้วางหมากไว้สองทาง ทางแรก คือหวังว่าจะมีบุตรผู้หนึ่งสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีสติปัญญาและความสามารถลึกซึ้ง กอบกู้สถานการณ์ได้ แต่เรื่องนี้ยากเกินไป อย่างน้อยในขณะวางแผน ฮ่องเต้ต้าสิงเองก็มองไม่เห็นความหวัง ดังนั้นพระองค์จึงเตรียมทางที่สอง ผลักดันให้เกิดขุนนางชั่วคนหนึ่ง เพื่อรักษาความมั่นคงของการถ่ายโอนอำนาจ แม้ฮ่องเต้จะเป็นเพียงหุ่นเชิด ตราบใดที่ยังเป็นบุตรของฮ่องเต้ต้าสิง แผ่นดินก็จะไม่ล่มสลาย ส่วนอำนาจนั้
“เขาวางแผนมาอย่างยาวนาน บัดนี้ลูกกับเขาก็ถึงคราวแตกหัก ต่อให้มิใช่จ้าวเสวียนจี ลูกก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เฉินเงยหน้าขึ้นอย่างกล้าหาญ จ้องสบสายพระเนตรของฮ่องเต้เบื้องหน้า แม้พระวรกายจะซูบผอมดั่งน้ำมันหมดไส้เทียนใกล้มอด แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยพลังสุดท้าย แล้วกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจออกไป ฮ่องเต้ต้าสิงทรงฟังด้วยรอยยิ้ม รอจนหลี่เฉินพูดจบจึงเอ่ยว่า “ข้ากล่าวไปแล้ว เขา มิใช่สิ่งที่ควรกังวล” “เจ้าจะฆ่าเขาก็ได้ แต่ไม่ใช่เวลานี้” หลี่เฉินขมวดคิ้ว สีหน้างุนงงยิ่งนัก ฮ่องเต้ต้าสิงทอดถอนใจเบาๆ แล้วตรัสว่า “สามารถเดินมาถึงจุดนี้ เจ้าก็เกินกว่าความคาดหวังเดิมของข้าไปมาก แม้แต่อีกหลายการจัดวางที่ข้าวางไว้แต่แรก ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะได้ใช้จริง แต่ก้าวแล้วก้าวเล่า เจ้าก็ผ่านมาได้ทั้งหมด” “เจ้าควรรู้ว่า บางแผนที่ข้าวางไว้นั้น เริ่มตั้งแต่เมื่อครานานมาแล้ว” หลี่เฉินนึกถึงพี่น้องสกุลอู๋ จึงพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อทรงวางแผนอย่างลึกซึ้ง ลูกนับถือยิ่งนัก” “รอจนเจ้าได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เจ้าก็จะเข้าใจเอง” ฮ่องเต้ต้าสิงตรัสเสียงเรียบ “ข้าวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เจ้าคิดว่
จ้าวหรุ่ยเงยหน้าขึ้น แม้ใบหน้ายังคงซีดเซียวอ่อนแรง แต่กลับมีสีเลือดระเรื่อขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาท รีบเสด็จเข้าไปเถิด” จ้าวหรุ่ยกล่าวจบ ก็หลีกทางไปด้านข้าง หลี่เฉินจับมือของจ้าวหรุ่ยแน่น แล้วจึงก้าวเข้าไปภายใน จ้าวเสวียนจีตามเข้าไปติดๆ นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวเสวียนจีสนทนากับจ้าวหรุ่ยหลังจากจ้าวหรุ่ยทรยศ “เจ้าคุกเข่าจนฮ่องเต้ทรงฟื้นคืนหรือ?” จ้าวเสวียนจีกล่าวเสียงเรียบ จ้าวหรุ่ยก้มหน้า ไม่กล้ามองจ้าวเสวียนจี เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ฮ่องเต้ทรงมีฟ้าคุ้มครองเพคะ” “ข้าไม่คาดคิดเลยจริงๆ” จ้าวเสวียนจีทิ้งประโยคหนึ่งอย่างมีนัย แล้วจึงติดตามหลี่เฉินเข้าไป จ้าวหรุ่ยเม้มริมฝีปาก ก้มหน้าถอยออกจากประตูตำหนักบรรทม ภายในตำหนักเฉียนชิง หลี่เฉินเห็นฮ่องเต้ต้าสิง...ทรงยืนขึ้นแล้ว พระองค์ทรงสวมเสื้อชั้นในสีเหลืองอ่อนที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนใหม่ ซึ่งอาจนับเป็นชุดนอนหรือชุดชั้นในก็ได้ หลี่เฉินไม่รู้สึกแปลกตากับฉลองพระองค์ชุดนี้นัก ขณะฮ่องเต้ต้าสิงบรรทมบนเตียง ก็ทรงสวมเช่นนี้ แต่หลังจากเขาข้ามมิติมา ก็เป็นครั้งแรกที่เห็นฮ่องเต้ทรงมีสติและยืนอยู่ “อย่างไรหรือ เห็นข้าแล้ว ถึงกับลืมคำ