เข้าสู่ระบบ“เส้นเล็กเนื้อเปื่อยสี่ชามครับ” หลังจากทรุดกายลงนั่งอาชวินก็สั่งทันที ก่อนจะหันไปถามเพื่อนที่กำลังใช้พัดในมือโบกไปมา “แกจะกินอะไรก็สั่งเลยนะน้ำอิง สั่งเผื่อไว้หลายชามด้วยเลย”
“เส้นเล็กหมูตุ๋นสองชามค่ะป้า” อิงลดาสั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบเข้ากับสายตาของหลายๆ คน ที่กำลังลอบชำเลืองมองมายังเธอกับเพื่อนอย่างสนใจ บางคนถึงกับส่งยิ้มให้ ซึ่งเธอก็ส่งยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน
“ผมขอน้ำกระเจี๊ยบสองแก้วด้วยนะครับป้า” เมื่อสั่งเสร็จอาชวินก็หันมาบอกเพื่อน “น้ำกระเจี๊ยบของที่นี่นะสุดยอดของความอร่อย แกกินแล้วจะต้องติดใจ”
“แกพูดเหมือนมาที่นี่บ่อยนะนิก”
“ฉันเคยพาเพื่อนมาไหว้พระเก้าวัดอย่างที่พาแกมานี่แหละ และเคยแวะร้านนี้หลายครั้งแล้ว” อาชวินตอบเพื่อนพลางแย่งพัดในมือเพื่อนมาโบกไล่ความร้อนบ้าง
“แล้วทำไมแกไม่ชวนฉันมาบ้างล่ะ”
“ยายน้ำอิง! แกก็รู้ว่าฉันกับไอ้แจ๊คไม่ชอบหน้ากัน และเมื่อก่อนแกตัวติดกับมันซะขนาดนั้น ถ้าฉันชวนแกมันก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว” อาชวินเผลอเอ่ยถึงจักรพงษ์ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ และมารู้สึกตัวว่าสะกิดใจเพื่อนเข้าอย่างจังก็เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบงันผิดปกติ จึงรีบเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด
“ฉันขอโทษนะน้ำอิง ไม่ได้ตั้งใจจะเอ่ยชื่อมันให้แกสะเทือนใจหรอกนะ แค่อยากอธิบายให้แกฟังถึงสาเหตุเท่านั้น”
“ไม่เป็นไรหรอกนิก ฉันเข้าใจ” อิงลดาเอ่ยพลางรับน้ำกระเจี๊ยบแก้วโตจากเด็กที่นำมาวางให้ ดื่มด้วยความกระหาย และก็ต้องเบิกตากลมกว้างก่อนจะอุทานออกมา
“อร่อยอย่างที่แกว่าจริงๆ ไม่เห็นเหมือนน้ำกระเจี๊ยบที่ขายกันเป็นขวดเลย” น้ำเสียงของอิงลดาขณะพูด ไร้ซึ่งวี่แววความเศร้าสร้อยอย่างที่อาชวินนึกกังวล จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ฉันดีใจที่แกไม่คิดมากเรื่องไอ้แจ๊คอีกแล้ว”
“มันก็คงยังมีหลงเหลืออยู่บ้างแหละนิก จะให้ลืมหมดทีเดียวภายในสองสามวันคงจะไม่ได้” อิงลดาสารภาพ
จากนั้นทั้งคู่ต่างก็พากันจัดการกับชามก๋วยเตี๋ยวที่เด็กเสิร์ฟนำมาวางให้บนโต๊ะอย่างหิวโหย จนลืมคุยกันไปจนกระทั่งหมดชามภายในเวลาไม่กี่นาที อิงลดาถึงกับเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“อร่อยอย่างที่แกบอกจริงๆ ด้วยนิก ทำไมไม่เห็นมีเชลล์มาชวนชิมบ้างเลยนะ” พูดพลางเธอก็ยกน้ำกระเจี๊ยบขึ้นดื่มจนหมดแก้ว เรียวปากอิ่มแดงจัดเพราะความเผ็ด
“นั่นสินะ หลายร้านที่เชลล์ชวนให้ชิม แต่ฉันลองชิมแล้วไม่เห็นจะได้เรื่อง”
อิงลดาฟังแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แล้วพลันต้องหุบยิ้มลงทันควัน เมื่อหันไปพบเข้ากับสายตาคมกล้าของชายชราจากโต๊ะด้านข้าง ที่กำลังจ้องเขม็งมองมายังเธอ พร้อมกับยกมือขึ้นคล้ายจะกวักเรียกให้เขาไปหา จนต้องชะโงกหน้าไปกระซิบกับเพื่อน
“นิก แกลองดูคุณตาคนนั้นสิ แกกวักมือเรียกฉันด้วยแหละ”
“อืม ฉันว่ามันดูแปลกๆ นะน้ำอิง” อาชวินยังกล่าวไม่ทันจบคำ ป้าเจ้าของร้านก็เดินมาหาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงเหน่อๆ
“ตาแสงแกเรียกให้หนูไปหาที่โต๊ะน่ะจ้ะ”
“เรียกหนูเหรอคะ” อิงลดาถามย้ำพร้อมกับชี้ที่ตัวเองเพื่อความแน่ใจ
“หนูนั่นแหละจ้ะ แกคงถูกชะตากับหนู ตาแสงแกเป็นคนดูโหงวเฮ้งเก่งแล้วก็แม่นมาก ปกติแกไม่ค่อยจะเรียกใครเข้าไปหาแบบนี้หรอก ขนาดมีคนไปหาแกถึงที่บ้านแกก็ยังไม่ดูให้เลย”
ป้าเจ้าของร้านชี้แจงให้ฟังเพิ่มเติม อิงลดาจึงหันไปมองหน้าเพื่อนอย่างปรึกษา เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้จึงเดินไปยังโต๊ะที่ชายชรานั่งอยู่ หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้แล้วเอ่ยถาม
“คุณตาเรียกหนูหรือคะ”
“ใช่ เอามือมาให้ตาดูหน่อยสิ” เสียงแหบๆ ของแกดังขึ้น เมื่ออิงลดายื่นมือเรียวไปให้ ก็ถูกแกจับหงายขึ้นและจับนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูด
“โหงวเฮ้งก็ดี วาสนาก็ดี” พูดพลางชายชราก็จ้องหน้าหญิงสาวนิ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้อิงลดาถึงกับนิ่งงัน
“ดวงหนูจะพบเนื้อคู่ในอีกไม่ช้านี้ และเป็นคู่แท้”
จากนั้นแกก็จบบทสนทนาเอาดื้อๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากร้านไปทันที ปล่อยให้อิงลดานั่งงงพร้อมกับคิดในใจไปอย่างมึนๆ ว่าเรียกเธอมาพูดด้วยเพียงแค่นี้เองหรือ!
ป้าเจ้าของร้านซึ่งนั่งอยู่แถวๆ นั้น ถึงกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเอ่ยเสียงดังออกมา
“ตาแสงแกเป็นแบบนี้แหละจ้ะหนู นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป ใครต่อใครมักจะเรียกแกว่า ‘ตาแสงปากพระร่วง’ กันทั้งนั้น เพราะแกเคยเอ่ยปากทักคนแถวนี้ว่าดวงไม่ค่อยดี ให้ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ แต่คนถูกทักไม่ยอมทำตามที่แกบอก ไม่กี่วันต่อมาก็ถูกรถชนตาย จากนั้นมาแกก็เลยไม่ค่อยจะทักใคร แต่จู่ๆ แกมาทักหนูแบบนี้ ป้าว่าเชื่อคำพูดของแกเถอะ”
ผู้คนในร้านที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็พากันมากล่าวย้ำกับอิงลดาถึงเรื่องความแม่นยำของตาแสง ทำให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกสับสนกึ่งลังเลว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่ หลังจากจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวและเดินตามเพื่อนไปขึ้นรถแล้ว ก็ยังอดคลางแคลงใจกับคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้ จึงหันไปถามเพื่อน
“แกคิดว่าไงหรือนิก แต่ฉันไม่เชื่อหรอกเรื่องคู่แท้อะไรนั่น คนเพิ่งเลิกกับแฟนมาแค่ไม่กี่วันเนี่ยนะจะเจอเนื้อคู่ในไม่ช้านี้ มันเหลือเชื่อเกินไป” อิงลดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเชื่อถือ
“แต่ฉันเชื่อว่ะ ในใบเซียมซีก็บอกไว้นี่นา แล้วตาคนนี้ยังมาทักแกอีก เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะน้ำอิง” อาชวินที่ใจเอนเอียงไปทางเชื่อเกินครึ่งเอ่ยบอกเพื่อน
“ฉันก็ไม่ได้ลบหลู่ เพียงแต่ไม่ได้เชื่อเท่านั้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกน่า”
“เอาละ ฉันว่าเราอย่ามาเถียงกันตอนนี้เลย รอให้ทุกอย่างมันพิสูจน์ด้วยตัวของมันเองดีกว่า” อาชวินเอ่ยตัดบท ก่อนจะเคลื่อนรถไปข้างหน้าเพื่อกลับกรุงเทพฯ และไม่ลืมแวะซื้อโรตีสายไหมจากหน้าโรงพยาบาลตามที่ป้าเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวแนะนำ
“เส้นเล็กเนื้อเปื่อยสี่ชามครับ” หลังจากทรุดกายลงนั่งอาชวินก็สั่งทันที ก่อนจะหันไปถามเพื่อนที่กำลังใช้พัดในมือโบกไปมา “แกจะกินอะไรก็สั่งเลยนะน้ำอิง สั่งเผื่อไว้หลายชามด้วยเลย”“เส้นเล็กหมูตุ๋นสองชามค่ะป้า” อิงลดาสั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบเข้ากับสายตาของหลายๆ คน ที่กำลังลอบชำเลืองมองมายังเธอกับเพื่อนอย่างสนใจ บางคนถึงกับส่งยิ้มให้ ซึ่งเธอก็ส่งยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน“ผมขอน้ำกระเจี๊ยบสองแก้วด้วยนะครับป้า” เมื่อสั่งเสร็จอาชวินก็หันมาบอกเพื่อน “น้ำกระเจี๊ยบของที่นี่นะสุดยอดของความอร่อย แกกินแล้วจะต้องติดใจ”“แกพูดเหมือนมาที่นี่บ่อยนะนิก”“ฉันเคยพาเพื่อนมาไหว้พระเก้าวัดอย่างที่พาแกมานี่แหละ และเคยแวะร้านนี้หลายครั้งแล้ว” อาชวินตอบเพื่อนพลางแย่งพัดในมือเพื่อนมาโบกไล่ความร้อนบ้าง“แล้วทำไมแกไม่ชวนฉันมาบ้างล่ะ”“ยายน้ำอิง! แกก็รู้ว่าฉันกับไอ้แจ๊คไม่ชอบหน้ากัน และเมื่อก่อนแกตัวติดกับมันซะขนาดนั้น ถ้าฉันชวนแกมันก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว” อาชวินเผลอเอ่ยถึงจักรพงษ์ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ และมารู้สึกตัวว่าสะกิดใจเพื่อนเข้าอย่างจังก็เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบงันผิดปกติ จึงรีบเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด“ฉันขอโทษนะน้
เช้าวันรุ่งขึ้น อิงลดาตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ด้วยสีหน้าสดชื่นรื่นรมย์ ดวงหน้าสดใสแทบไม่มีร่องรอยของความเศร้าโศกหลงเหลือให้เห็น“จะไปไหนแต่เช้าจ๊ะ” อินทิราเดินอ้าปากหาวหวอดออกมาจากห้องนอน เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าวันนี้หลานสาวลาพักร้อนอีกหนึ่งวัน“จะไปไหว้พระเก้าวัดกับนิกที่อยุธยาค่ะ อาแหนมจะไปด้วยกันมั้ย” เธอเอ่ยปากชวนทั้งที่รู้คำตอบเป็นอย่างดี เพราะอาสาวของเธอนั้นไม่ค่อยจะย่างกรายออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น“ไม่หรอกจ้ะอากำลังเร่งปิดต้นฉบับอยู่” อินทิราพูดปฏิเสธตามที่อิงลดาคิดไว้อินทิรามีอาชีพเป็นนักเขียนนิยายแนวโรมานซ์กับนักแปลอิสระ จึงสามารถทำงานอยู่ที่บ้านโดยขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงแค่เครื่องเดียวก็อยู่ได้ทั้งวัน จนบางครั้งข้าวปลายังแทบจะลืมกิน“ถ้างั้นเดี๋ยวน้ำอิงซื้อโรตีสายไหมมาฝาก แล้วไม่ใช่เขียนนิยายจนลืมกินข้าวอีกนะคะ” หลานสาวเอ่ยเตือน“จ้า ขนาดลืมกินข้าวตัวอายังกลมเป็นลูกขนุนถึงเพียงนี้ แล้วน้ำอิงยังคิดจะซื้อของกินพวกนี้มาหลอกล่ออีกนะ” อินทิราบ่นกระปอดกระแปด แต่บ่นไปยังงั้นเอง เพราะพออีกฝ่ายซื้อมาเธอก็กินเรียบจนไม่เหลือทุกครั้ง“รูปร่างอาแหนมไม่ได้
หลังรถของเพื่อนแล่นออกจากบ้านไปได้ไม่ถึงสิบนาที อิงลดาก็ผุดลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบ จากการนอนนิ่งอยู่ท่าเดียวนานๆ นับชั่วโมง ซึ่งไม่รู้ว่าทนเข้าไปได้อย่างไร ทว่าเมื่อได้คุยกับอาชวินแล้ว จิตใจอันแสนว้าวุ่นสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนต้องตั้งปณิธานกับตัวเองว่าเธอจะต้องลืมเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นภายในเร็ววัน!“น้ำอิง เย็นแล้วนะ เข้าบ้านได้แล้ว เดี๋ยวยุงก็หามหรอก” อินทิราผู้เป็นอาส่งเสียงเรียกอยู่ในบ้าน“แป๊บเดียวค่ะอาแหนม” อิงลดาตะโกนตอบกลับไป ก่อนจะเก็บหนังสือและก้าวเข้าไปในบ้าน ตรงไปในครัว ครั้นเห็นร่างอวบอิ่มของผู้เป็นอายืนล้างผักอยู่ ก็ชะโงกหน้าถามเสียงใส“วันนี้ผัดอะไรให้น้ำอิงกินเอ่ย”“ว่าจะผัดผักใบบัวบกแก้อกช้ำให้ใครบางคนแถวนี้กินซะหน่อย”คนเป็นอาเอ่ยล้อ เมื่อเห็นหน้าตาของหลานสาวดูสดใสขึ้นกว่าวันที่เกิดเรื่องราวกับคนละคน วันนั้นอาชวินประคองร่างของหลานสาวที่มีสภาพประดุจนกปีกหักมาส่ง ซ้ำยังมีเสียงร้องไห้พร่ำพรรณนาจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนเธอเองถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสงสาร“อาแหนมอย่ามาล้อน้ำอิงเล่นแบบนี้สิคะ” หลานสาวเอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด“
“เออ ขอบใจนะที่ยังคิดเว้นฉันไว้สักคน” อาชวินพูดประชดแล้วกวาดสายตามองเพื่อนสนิทนิ่งๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง“รู้ตัวรึเปล่าน้ำอิง ว่าแกเป็นพวกเก็บกด ต้องคอยทำตัวเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ยามอยู่กับไอ้แจ๊ค ทั้งๆ ที่แกไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย หรือจะเถียง”คนเป็นเพื่อนวิจารณ์ออกไปตรงๆ เพราะอิงลดาเป็นคนมีบุคลิกโดดเด่นทั้งรูปร่างและหน้าตา มาดมั่นเป็นสาวยุคใหม่ขณะอยู่ระหว่างการทำงาน แต่จะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทียามอยู่กับจักรพงษ์ จนเขาเคยเอ่ยปากว่าไปหลายครั้งเพราะความหมั่นไส้‘ไอ้แจ๊คมันมีอิทธิพลอะไรกับแกนักหนาหือน้ำอิง! ถึงทำให้แกไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่กับมัน ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ’คำพูดของเพื่อนทำให้อิงลดานิ่งเงียบอย่างยอมจำนน เพราะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธหรือโต้เถียงได้“แกรู้ไหม ฉันอยากให้แกเป็นตัวของตัวเองแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ตอนเป็นแฟนกับไอ้แจ๊คแกต้องคอยตามมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ให้มันเป็นคนตัดสินใจ ดีแล้วที่แกกับมันเลิกกันเสียได้ ต่อให้มันไม่ได้เป็นเกย์ก็เหอะ และคนที่ดีใจที่สุดคือพ่อกับแม่ของแก”อาชวินร่ายคำพูดยืดยาวใส่เพื่อนเหมือนเก็บกดเอาไว้นานแล้ว“พ่อกับแม่ฉันร
‘หักอกก็แค่ผิดหวัง แต่หักหลังมันรับไม่ได้’บ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดกลาง ที่แม้จะแทรกตัวอยู่ท่ามกลางร่มเงาแมกไม้ใหญ่ แต่สีชมพูที่โดดเด่นสะดุดตาก็สามารถทำให้มองเห็นได้อย่างเด่นชัด เรียกสายตาผู้ผ่านไปมาให้หันกลับมามองซ้ำได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ตัวบ้านยังมีบริเวณค่อนข้างกว้างกว่าหลังอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันและยังเป็นหลังที่อยู่มุมโดยรอบตัวบ้านเต็มไปด้วยร่มเงาของไม้ดอก ไม้ประดับ จำพวกต้นโมก ต้นแก้ว ที่กำลังผลิดอกขาวสะพรั่ง ทั้งยังส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจโชยมาเป็นระยะ นอกจากพันธุ์ดอกหอมๆ ที่ปลูกอยู่โดยรอบ ยังแซมด้วยต้นหมากเขียวหลายต้น ซึ่งมีไว้สำหรับให้ร่มเงาและบังแดดได้เป็นอย่างดีกลิ่นหอมระรินของดอกสายหยุดกับดอกนมแมวที่โชยมาตามลม แม้จะหอมแรงจนฉุนเตะจมูก แต่ก็กลับส่งผลให้อารมณ์ขุ่นมัวของอิงลดาที่กำลังนอนเอนซบอยู่บนชิงช้าสีขาวตัวใหญ่ข้างตัวบ้าน ค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับน่าเสียดายที่ไม้หอมๆ เหล่านี้มักจะส่งกลิ่นแค่ตอนเย็น พอสายหน่อยก็จะหมดซึ่งความหอม ร่วงโรยและเหี่ยวเฉาลงตามกาลเวลา ดูไปแล้วช่างน่าสงสารนัก! อิงลดามองไปยังต้นมลุลีกับต้นราชาวดีที่กำลังชูช่อล้อลม เชิดหน้าท้าทายไม้พันธุ์อื่นอย่างสง่า
รถยนต์สีดำคันหรูที่เลี้ยวปรู๊ดปร๊าด ก่อนจะพุ่งปราดเข้ามาจอดแล้วเบรกดังเอี๊ยด สร้างความตกใจชวนขวัญหนีดีฝ่อให้แก่ เด็กที่ยืนเฝ้ารถอยู่จนต้องกระโดดแผล็วหลบเป็นพัลวัน ไม่นานประตูด้านฝั่งคนขับก็เปิดผางออกโดยชายหนุ่มร่างสูงเพรียว ผิวขาวเนียน หน้าตาหล่อเหลาซึ่งก้าวผลุนผลันลงมา หลังกดล็อกรถด้วยรีโมตในมือเรียบร้อย เท้าทั้งคู่ก็เดินแกมวิ่งตรงไปยังร้านอาหารกึ่งผับที่อยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถ และคงเป็นร้านประจำที่เขามาจนคุ้นเคย เพราะพอเปิดประตูเข้าไปเท่านั้น พนักงานที่ดูเหมือนจะรอคอยอยู่แล้ว ก็รีบเข้ามารายงานน้ำเสียงละล่ำละลัก“พี่น้ำอิงสั่งเบียร์สดเป็นแก้วที่สองแล้วนะครับพี่นิก”“พระเจ้า! แล้วทำไมกรถึงไม่ยับยั้งพี่เขาไว้” อาชวินต่อว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากรส่ายหน้าหวือก่อนจะบอกคนถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “ใครจะกล้าพูดล่ะครับพี่นิก เพราะพี่น้ำอิงบอกว่าถ้าไม่เอาเบียร์มาให้ตามที่สั่ง จะอาละวาดให้ร้านพังจนราบเป็นหน้ากลอง”อาชวินฟังแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะบ่นอย่างหัวเสีย “อะไรกันวะ ผู้หญิงคนเดียวแค่นี้เอาไม่อยู่ ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ขึ้นไปดูเองแล้วกัน” พูดพลางร่างสูงก็ก้าวยาวๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังชั้นส







