เข้าสู่ระบบหมัวหวาง 7
ประโยคหยอกเย้าและดวงตาเจ้าเล่ห์ทำให้สองแก้มของนางร้อนซู่ รู้ว่าตนเองต้องหน้าแดงเป็นแน่ กินไปได้สักพักหญิงสาวกลับเพิ่งตระหนักถึงบางเรื่อง นางมองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นหยิบผ้าผืนหนึ่งปกปิดกายส่วนล่างของเขาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
หมัวหวางเลิกคิ้วมองนางจากนั้นก้มลงมองตัวเอง “มนุษย์นี่ยุ่งยากเสียจริง” แต่เขาก็ไม่ได้ดึงออก
“...ท่านไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “แลกกับอะไรเล่า”
นางเม้มปากเพราะทั้งตัวของนางไม่มีอะไรเลย แม้แต่เสื้อที่สวมติดตัวก็ถูกเขากระชากจนขาดวิ่น ผ้าที่ห่อกายตอนนี้ก็ล้วนเป็นของเซ่นไหว้ของเขา
“เหตุใดจึงอยากมีชีวิตอยู่”
“เพราะ...เพราะ...” นางนึกถึงบิดา มารดา รวมไปถึงพี่ชายทั้งสองคน “คนในตระกูลของข้าถูกผู้อื่นใส่ร้ายจนถูกแขวนคอ ข้า...”
“อยากแก้แค้น?”
นางส่ายหน้า “อยากล้างมลทินเจ้าค่ะ”
เขานิ่งไปชั่วครู่ “หลังจากนั้นเล่า หลังจากล้างมลทินเจ้าจะทำเช่นไร คนในตระกูลก็ล้วนตายจากไปสิ้น เจ้าตัวคนเดียวจะทำเช่นไร”
นางกะพริบตามองเขาราวกับนึกไม่ถึง
“ข้ามีข้อเสนอ” เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางของหญิงสาวขึ้น “หากมอบชีวิตและวิญญาณของเจ้าให้ข้า ข้าจะช่วยให้เจ้าได้ล้างมลทินให้คนในตระกูล”
อินเยวี่ยสบตาคมดุนั้น ในดวงตายังคงมีร่องรอยความหวาดกลัว แต่ลึกๆ กลับมีประกายแห่งความหวังวูบขึ้นมา “จริงหรือเจ้าคะ!”
หมัวหวางยิ้มที่มุมปากกับความไร้เดียงสาของหญิงสาว “ข้า...หมัวหวางผู้นี้ไม่เคยหลอกลวงผู้ใด”
อินเยวี่ยมองค้อนเขาเพราะเพิ่งถูกเขาหลอก...
หมัวหวางหัวเราะ “เจ้านับเป็นสตรีมนุษย์ตนแรกที่กล้ากังขาในคำพูดของข้า แต่เอาเถิดข้าไม่ถือสา”
“ท่าน...คือจอมปิศาจจริงๆ หรือเจ้าคะ”
เขาเลิกคิ้วมองนาง “หรือต้องให้ข้าพิสูจน์ เช่นนั้นเรากลับเข้าไปใน...” เขาชี้มือไปยังโลงศพจากนั้นเศษไม้กระจัดกระจายกลับปลิวมาปะติดปะต่อกัน
อินเยวี่ยเผลออุทานเสียงดัง อยู่ๆ เขาก็กระชากผ้าที่นางพันรอบเอวให้ออก คว้าข้อมือนางให้ลุกขึ้นลากกลับไปยังโลงศพ “ไม่เอานะเจ้าคะ ข้าไม่กลับเข้าไป!”
“มิใช่อยากพิสูจน์หรอกหรือ?”
“เชื่อแล้วเจ้าค่ะ เชื่อแล้ว...” นางหันไปมองอีกด้าน พยายามไม่มองคนที่ยืนเปลือยเปล่าไม่สะท้านต่อสายลมที่พัดเข้ามา
“ในเมื่อเชื่อแล้วเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร” ดูเหมือนหมัวหวางผู้นี้จะความอดทนต่ำมาก
อินเยวี่ยเม้มปากครุ่นคิด “ชีวิตและวิญญาณของข้า...แลกกับการที่ท่านช่วยให้ข้าได้ล้างมลทิน?”
“ใช่”
จะอย่างไรนางก็ต้องตายอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว ก่อนหน้านี้กำลังจะถูกประหารแต่กลับถูกส่งตัวมาบูชายัญ เมื่อคืนนางก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าตัวนางต้องตายบัดนี้กลับมีโอกาสอีกครั้ง
“ตกลงเจ้าค่ะ ขอเพียงสามารถล้างมลทินให้ตระกูลอิน ข้าพร้อมมอบชีวิตและวิญญาณของข้าให้ท่าน”
หมัวหวางหรี่ดวงตาลงราวใช้ความคิด ไม่นานเขาจึงยิ้มกว้างพร้อมกางฝ่ามือซ้ายออก อยู่ๆ ปลายเล็บนิ้วชี้ก็ยาวขึ้นกระทั่งเขาใช้ปลายเล็บกรีดลงไปบนปลายนิ้วของตน จากนั้นใช้เลือดที่ปลายนิ้ววาดบางอย่างบนหน้าผากหญิงสาว
นางยืนนิ่งเงยหน้าขึ้นมองปลายคางของเขา ตกลงปลงใจแล้วว่าเขาเป็นคนให้โอกาสกับนาง หากทุกอย่างจบลงชีวิตและวิญญาณของนางก็จะเป็นของเขา
หมัวหวางยิ้มและก้มลงสบตาหญิงสาว “รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าช่างไร้เดียงสายิ่ง หากเป็นสตรีอื่นในเวลานี้พวกนางล้วนรับปากข้าเพียงเพื่อเอาตัวรอด จากนั้นค่อยหาวิธีผ่อนปรน เจ้ากลับเอาแต่คิดว่าขอเพียงสำเร็จ ไม่ว่าอะไรล้วนยกให้ข้าได้ทั้งสิ้น”
อินเยวี่ยสะดุ้งเฮือก “ทะ...ท่านได้ยิน?”
เขาถอนหายใจ “ข้าจึงได้บอกว่าเจ้าช่างไร้เดียงสา” จนถึงตอนนี้นางก็ยังถามเขาออกมาตรงๆ คิดอะไรล้วนมองออกจากดวงตาใสซื่อคู่นี้ทั้งสิ้น “รอสักสองสามวันข้าจะหาวิธีส่งเจ้าลงเขา”
หญิงสาวไม่ได้ถามว่าเขาจะส่งนางลงเขาด้วยวิธีใด ชั่วขณะที่รอคอย หมัวหวางจะผลุบๆ โผล่ๆ นางเองก็เดินดูรอบๆ ช่องเขา อาหารหรือก็คือเครื่องเซ่นไหว้ที่ชาวบ้านขนมากองเอาไว้ ทั้งเนื้อ ผลไม้ สุรา แพรพรรณ นางไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกก็สามารถอยู่ได้มากกว่าสามวันด้วยซ้ำ
ช่วงที่หมัวหวางหายตัวไปเขามักจะไปคราละสองชั่วยามไม่ขาดไม่เกิน กลับมาก็มักจะหิวโซซึ่งการกินอาหารของเขาต่างจากมนุษย์
เขา...สูบกินจากตัวนางโดยตรง ทั้งเสพสมและดื่มเลือดขณะเสพสุขจากเพศรส อินเยวี่ยถูกเขาปรนเปรอและล่อลวง กระทั่งนางเองก็ไม่มั่นใจว่าแท้ที่จริงแล้ว เป็นเขากำลังดื่มกินนางหรือเป็นนางที่เป็นฝ่ายเรียกร้อง
สามวันผ่านไปในยามเช้าตรู่อยู่ๆ หมัวหวางก็ส่งชุดสีแดงที่นางสวมคืนแรกให้ ชุดนั้นเคยถูกเขาทึ้งจนขาดบัดนี้กลับมีเพียงรอยเปื้อนเล็กน้อยเท่านั้น
“รับไปสิ” เขาส่งกำไลหยกให้นาง
อินเยวี่ยยื่นมือออกไปงงๆ ยังไม่ทันถามเขาก็สวมเข้ากับข้อมือของนาง
“หากยามมีภัยไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง กำไลนี้จะช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างย่อมมีข้อจำกัด สามครั้ง มันจะช่วยชีวิตเจ้าได้เพียงสามครั้งเท่านั้น”
หญิงสาวก้มลงมองกำไลหยก จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองหมัวหวางด้วยท่าทีลังเล
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดแตะต้องของของข้า หากจวนตัวจนไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง เจ้าจะพบว่าตัวเจ้าแคล้วคลาดแน่นอนข้าสัญญา” กล่าวจบเขาก็ชี้ไปยังทางลงเขา
“เดินลงเขาไปทางทิศใต้ที่นั่นเจ้าจะพบถนนสายหลัก เดินเลี้ยวไปทางทิศตะวันออก จากนั้นเจ้าจะเจอขบวนพ่อค้าที่ดูไม่เหมือนพ่อค้า จงขอความช่วยเหลือพวกเขาแต่อย่าเล่าเรื่องของเจ้าให้พวกเขาฟังจนกว่าพวกเขาจะถาม”
หมัวหวาง 10ระหว่างที่พูดเผิงลั่วก็ยิ้มและชักกระบี่ในมือออกมา คมกระบี่เงาวับส่องประกายราวต้องการดื่มเลือด เหล่าหลิวตัวสั่นงันงกหลังค้อมลงกับพื้น“ใต้เท้าไว้...ไว้ชีวิตด้วย”อินเยวี่ยมองชายชราด้วยดวงตาว่างเปล่า ดวงตาของนางแดงก่ำ นึกถึงบิดาและมารดาที่ดีกับอีกฝ่ายมาโดยตลอด ไว้ใจกระทั่งให้ช่วยดูแลกิจการบางส่วน แบ่งรายได้ให้นอกเหนือจากเงินรายเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว กระทั่งมอบสินสอดแต่งสะใภ้ให้กับบุตรชายของเหล่าหลิว...“เพื่อไม่ให้เขาหาทางส่งข่าวใดๆ ไปให้ซวี่อู่กักตัวเขาเอาไว้”“ตะแต่ใต้เท้าข้าน้อย...”“ไม่ต้องกังวล ข้าจะพาเจ้ากลับจวนแน่นอน หลักฐานมากมายเจ้าคงไม่เก็บไว้ไกลตัวกระมัง สามารถเรียกใช้คนของทางการได้คงมีเรื่องใช้ข่มขู่ซวี่อู่ได้กระมัง ฮูหยินของเจ้ารู้หรือไม่ ยังมีบุตรชายกับสะใภ้ ได้ยินว่านางกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด” เหลิ่งซียิ้ม“พวกเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใต้เท้า ข้าน้อยทำเพียงคนเดียว ฮูหยินและบุตรชายรวมไปถึงสะใภ้ของข้าน้อยไม่เกี่ยวข้อง...” เขามองเลยไปสบตากับอินเยวี่ย มองเห็นแววเกลียดชังในดวงตาที่เคยใสซื่อบริสุทธิ์ ครั้งหนึ่งนางกับพี่ชาย รวมไปถึงนายท่านและอินฮูหยินคนเหล่านั้นล้วนสม
หมัวหวาง 9หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตาเฉยชา ถึงอย่างนั้นเมื่อชายชราเงยหน้าขึ้นนางกลับเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาแดงก่ำหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ“ท่านพ่อบ้าน คราแรกข้ายังไม่มั่นใจ เป็นท่านจริงๆ”“ท่าน...มิใช่ถูกแขวนคอหรอกหรือขอรับ เหตุใด...เหตุใด”“ข้าจะตายได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลอินต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนี้ ข้าจะตายไม่ได้จนกว่าคนที่ใส่ความตระกูลอินต้องชดใช้!” นางประกาศกร้าว“ตะ...แต่...นายท่าน นายท่าน...หลักฐานพวกนั้น ท่านเจ้าเมืองบอกว่า...”“นั่นคือหลักฐานเท็จ จดหมายนั่นดูคล้ายลายมือท่านพ่อ แต่ข้ามองออกว่าไม่ใช่ ตราประทับนั่นยิ่งน่าสงสัย หากเป็นจดหมายลับที่ติดต่อกับเผ่าอาหมาน เหตุใดท่านพ่อต้องโง่งมใช้ตราประทับของที่ร้านเล่า”เหล่าหลิวก้มหน้าลงแสร้งสะอื้นไห้ แต่ในใจกำลังครุ่นคิดหาทางออก เขาร่วมมือกับเจ้าเมืองปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างหลักฐานเท็จและเร่งร้อนปิดคดี ตอนนี้คนที่สมควรตายไปแล้วกลับมีชีวิต เรื่องนี้เขาไม่อาจอยู่เฉยแล้ว!!!อินเยวี่ยมองประเมินการแต่งกายของเหล่าหลิว เกรงว่าหลังตระกูลอินจบสิ้นการเป็นอยู่ของอีกฝ่ายคงดีขึ้นมาก และคงจะดีกว่าตอนที่อีกฝ่ายเป็นพ่อบ้านกระมังเหล่าหลิวมอ
หมัวหวาง 8อินเยวี่ยขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหากตอนพบกันข้าจะอธิบายอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“บอกไปตามจริงว่าเจ้าถูกจับตัวมาแล้วส่งตัวขึ้นเขาบูชายัญ หากยิ่งบอกว่าเจ้าถูกเจ้าเมืองอะไรนั่นใส่ความจนคนทั้งตระกูลต้องตาย นั่นจะดูเป็นเรื่องจงใจเกินไป”“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”“คนพวกนั้นมาเพราะมีคนไปร้องเรียนทางการ”“เอ๋ เป็นผู้ใดกัน...” นางพยายามนึก“แม่สื่อคนที่พาเจ้ามาที่นี่ นางเกิดสำนึกผิดและอยากช่วยเจ้าดังนั้นจึงไปร้องเรียนที่เมืองหลวง คราแรกไม่มีใครยอมเชื่อดังนั้นนางจึงเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้บนตัวก่อนผูกคอตายที่หน้าศาลต้าหลี่”“สวรรค์!”หมัวหวางขมวดคิ้ว “เรียกหาสวรรค์ด้วยเหตุใด บิดาเป็นจอมปิศาจ” เขาถลึงตาให้นางอินเยวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเพียงตกใจเท่านั้นจึงอุทานออกมา”“อยากรู้หรือไม่ว่าแม่สื่อผู้นั้นเขียนจดหมายร้องทุกข์ว่าอย่างไร”“นางเขียนอย่างไรเจ้าคะ”“นางฝันร้ายทุกวันหลังจากแอบพาเจ้าออกมาแล้วส่งตัวไปบูชายัญ วันนั้นนางแอบติดสินบนคนตอกฝาโลงไม่ให้ตอกแน่นหนา นางยังแอบใส่ผลไม้เอาไว้ให้เจ้าเพื่อประทังชีวิต หวังว่าเจ้าจะสามารถรอดชีวิตไปได้ นางยังให้เบาะแสเกี่ยวกับคดี
หมัวหวาง 7ประโยคหยอกเย้าและดวงตาเจ้าเล่ห์ทำให้สองแก้มของนางร้อนซู่ รู้ว่าตนเองต้องหน้าแดงเป็นแน่ กินไปได้สักพักหญิงสาวกลับเพิ่งตระหนักถึงบางเรื่อง นางมองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นหยิบผ้าผืนหนึ่งปกปิดกายส่วนล่างของเขาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆหมัวหวางเลิกคิ้วมองนางจากนั้นก้มลงมองตัวเอง “มนุษย์นี่ยุ่งยากเสียจริง” แต่เขาก็ไม่ได้ดึงออก“...ท่านไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “แลกกับอะไรเล่า”นางเม้มปากเพราะทั้งตัวของนางไม่มีอะไรเลย แม้แต่เสื้อที่สวมติดตัวก็ถูกเขากระชากจนขาดวิ่น ผ้าที่ห่อกายตอนนี้ก็ล้วนเป็นของเซ่นไหว้ของเขา“เหตุใดจึงอยากมีชีวิตอยู่”“เพราะ...เพราะ...” นางนึกถึงบิดา มารดา รวมไปถึงพี่ชายทั้งสองคน “คนในตระกูลของข้าถูกผู้อื่นใส่ร้ายจนถูกแขวนคอ ข้า...”“อยากแก้แค้น?”นางส่ายหน้า “อยากล้างมลทินเจ้าค่ะ”เขานิ่งไปชั่วครู่ “หลังจากนั้นเล่า หลังจากล้างมลทินเจ้าจะทำเช่นไร คนในตระกูลก็ล้วนตายจากไปสิ้น เจ้าตัวคนเดียวจะทำเช่นไร”นางกะพริบตามองเขาราวกับนึกไม่ถึง“ข้ามีข้อเสนอ” เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางของหญิงสาวขึ้น “หากมอบชีวิตและวิญญาณของเจ้าให้ข้า ข้าจะช่วยให้เจ้าได้ล้างมลทิน
หมัวหวาง 6ทุกอย่างพร่าพรายจนสองร่างสั่นระริก มันเสียวซ่านวาบหวามจนทั้งเขาและนางหลั่งรินออกมาพร้อมๆ กันอย่างท่วมท้นก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มายังเหลียงซานเพื่อจำศีล เขามักพบว่ามนุษย์พวกนี้จะนำของเซ่นไหว้มาให้ นอกจากนั้นยังมีหญิงสาวพรหมจรรย์ที่เลือดในกายหวานล้ำไปทั้งตัวนึกถึงมนุษย์โง่งมแล้วเขาก็ได้แต่ลอบหัวเราะอย่างเยาะหยัน อะไรๆ ก็เอาแต่ฝากความหวังไว้ที่สิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็น กระทั่งไม่รู้แน่ชัดว่ามีหรือไม่มีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งที่พิสูจน์ได้อยู่ตรงหน้า กลับเลือกที่จะเชื่อในเรื่องงมงายจนถึงกับเห็นชีวิตสตรีที่ถูกนำขึ้นมาบูชายัญเป็นสิ่งไร้ค่าขึ้นชื่อว่าธรรมชาติหากรักษาเอาไว้ไม่ตัดไม้ทำลายป่าหรือแผ้วถาง รักษาแนวป่าให้ยังคงเขียวชอุ่ม แน่นอนฝนฟ้าย่อมตกต้องตามฤดูกาล อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำป่า เพราะมีต้นไม้อุ้มน้ำและมีรากไม้ยึดแนวดินไม่ให้พังทลายเมื่อมีฝนย่อมต้องมีพืชพรรณ มีพืชพรรณย่อมต้องมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดวงจรของสิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ย่อมต้องเกิดถึงอย่างนั้นมนุษย์เหล่านี้ก็คงงมงายเชื่อว่าเหลียงซานมีเจ้าป่าเจ้าเขาดูแลก็...อาจจะจริง เขานี่อย่างไร
หมัวหวาง 5อินเยวี่ยลืมตาขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย ร่างทั้งร่างของนางรวดร้าวราวกับถูกรถม้าวิ่งทับ กายสาวยังคงเจ็บแสบราวกับถูกกรีดแยก ทั่วร่างยังคงหลงเหลือทุกสัมผัสของคนที่นางยังคงนอนคร่อมทาบทับครั้งแรกที่ถูกเขากลืนกินนางจำได้ว่าหมดสติไป ถึงอย่างนั้นนางกลับจดจำความฝันทั้งหมดได้ชัดเจน ความฝันวาบหวามที่ถูกเขาเคี่ยวกรำภายในโลงศพคับแคบ นางกับเขาผลัดกันรุกและผลัดกันควบขับปลุกเร้ากันและกัน กระทั่งจดจำไม่ได้ว่าสุขสมไปกี่รอบแสงแดดเช้าวันใหม่สาดส่องจากด้านนอก ถึงอย่างนั้นภายในช่องหินกลับยังคงมืดมิดอยู่บ้าง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หญิงสาวมองเห็นภายในโลงศพหญิงสาวนอนตัวแข็งทื่อเมื่อบุปผางามถูกบางอย่างลูบไล้ นางกางขาคร่อมร่างใหญ่อยู่ ดังนั้นจึงง่ายต่อการถูกรุกล้ำมาก ทว่าตอนนี้เพิ่งตระหนักว่ากายเปลือยเปล่าของเขา ไม่ได้เย็นเยียบเช่นคราแรกที่สัมผัส“ตื่นแล้ว?” เขาถามนางและเลื่อนฝ่ามือขึ้นลูบไล้แผ่นหลังนวลเนียน นางสะดุ้งเฮือกพร้อมกับพยายามดันตัวขึ้นเล็กน้อย เอวอ่อนขยับออกห่างแก่นกายที่ตนแนบชิด แต่ขยับหนีได้ไม่ไกลเพราะความคับแคบเมื่อเงยหน้าขึ้นกลับสบตากับดวงตาคมดุ ใบหน้าหล่อเหลากำลังจ้องมองมายังนาง คิ้วเข







