Se connecterทางฝั่งเรือนส่วนหน้า จ้าวหลงเหว่ยกำลังสะสางฎีกาที่ตนให้คนนำมาจากพระราชวังหลังจากรับมื้อเย็นไป แม้ใจจะลอยคิดไปถึงใครอีกคนที่อาศัยอยู่ร่วมชายคา แต่ติดที่ว่าฐานะของตนมิอาจไปหานางได้
“ขออภัยเจ้าค่ะ มีผู้ใดอยู่ด้านในหรือไม่”
เสียงหวานจากคนที่อยู่ในความคิดพลันดังขึ้น เป็นผลให้การตวัดพู่กันผิดพลาด มือหนาชะงักกึกหันขวับมองตากับหลี่กงกงอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
ขันทีร่างท้วมรู้หน้าที่เดินไปยังประตูเรือนทันที
“เป็นแม่นางไป๋เองหรือขอรับ”
“พ่อบ้านหลี่ ข้าเสียมารยาทไม่ได้มาต้อนรับพวกท่านหลายวัน เด็กรับใช้ดูแลขาดตกที่ใดหรือไม่”
“คุณหนูกล่าวหนักไปแล้ว ที่พักและอาหารล้วนครบถ้วนดี บรรยากาศที่นี่ก็ดีเหมาะแก่การสะสางงานของไต้เท้าจ้าวเป็นอย่างยิ่งขอรับ”
หลี่กงกงรีบกล่าวถึงผู้เป็นนายเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอจากคนด้านใน นายเหนือหัวเขาก็ช่างใจร้อนเหลือเกิน!
“ไต้เท้าอยู่ด้านในสินะ สะดวกให้ข้าเข้าไปหรือไม่”
“เชิญขอรับ เชิญ”
ขันทีร่างท้วมค้อมกายผายมือ หลีกทางให้หญิงสาวเข้าไป โดยไม่ลืมปิดประตูเรือนแน่นหนา ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่กันตามลำพังแม้จะรู้ว่าไม่สมควรก็ตาม แต่ผู้ใดใช้ให้คนด้านในเป็นฮ่องเต้เล่า!
“คารวะไต้เท้าจ้าว หลายวันมานี้เหลียนเอ๋อร์บกพร่องมารยาทนัก ได้แต่ส่งสาวใช้นำชากับขนมมาแสดงคำขอบคุณ”
“คุณหนูกล่าวอันใดกัน เพียงแค่นั้นข้าก็รู้ถึงน้ำใจของคุณหนูแล้ว เชิญนั่งก่อนเถอะ”
จ้าวหลงเหว่ยพินิจหญิงงามในชุดกระโปรงสีเขียวหยกด้านนอกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาวนวลสบายตา เห็นทีนางคงจะชอบใส่อาภรณ์สีนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหมาะสมกับนางยิ่งนัก
“เหลียนเอ๋อร์นำชากับของว่างมาให้เจ้าค่ะ เผื่อไต้เท้าทำงานจนดึกดื่นแล้วจะหิว”
“ขอบคุณคุณหนูมาก ข้าถูกใจที่นี่มากอาจจะรบกวนอยู่สักหลายวันหน่อย คงไม่เป็นการรบกวนเกินไปกระมัง”
“ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะ ท่านจะอยู่นานเท่าใดก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตเหลียนเอ๋อร์เอาไว้”
ดวงตาคมจดจ้องริมฝีปากสีสดนิ่ง ยามนางกล่าววาจา กลีบปากได้รูปก็จะขยับราวกับเห็นภาพลวงตา เขาจ้องมองอยู่เช่นนี้ก็นึกอยากเข้าไปจุมพิตให้รู้แล้วรู้รอด...
ชายหนุ่มรีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดชั่วร้ายออกไป แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการยากเหลือเกิน ใครใช้ให้ตนอยากกินเนื้อแพะเนื้อกวาง ร่างกายจะร้อนรุ่มพลุ่งพล่านง่ายก็มิใช่เรื่องแปลกเลย
“ท่านเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ ให้เหลียนเอ๋อร์เรียกท่านหมอดีหรือไม่”
“มะ ไม่ต้อง ๆ ข้าสบายดี ว่าแต่คุณหนูเถอะ หายดีแล้วใช่หรือไม่”
“หายดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านลองชิมขนมเหลียนฮวาดูนะเจ้าคะ คล้ายขนมกุ้ยฮวาในเมืองหลวง เพียงแต่ใช้ดอกบัวแทนดอกกุ้ยเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยพร้อมทั้งเลื่อนจานที่มีขนมรูปดอกบัวไปตรงหน้าชายหนุ่ม ขณะที่ก้ม ๆ เงย ๆ เนินอกอวบก็โผล่ออกมาให้เห็นวับแวมคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ หากเป็นสตรีนางอื่นจ้าวหลงเหว่ยคงจะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังทอดไมตรี ทว่ากับแม่นางน้อยผู้นี้ เขาทำใจคิดเข้าข้างตัวเองไม่ลงจริง ๆ
“ดูน่ากินยิ่งนัก”
เขาเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาไม่ได้มองไปยังขนมแม้แต่น้อย สิ่งที่น่ากินหาใช่ขนมแต่เป็นคนทำขนมต่างหาก!
ไป๋เหลียนฮวาแสร้งไม่รับรู้ว่าตัวนางกำลังถูกสายตาร้อนแรงของใครบางคนจ้องมอง นางยังแนะนำขนมฝีมือตนเองต่อไป
“ลองชิมสิเจ้าคะ”
“อืม หอม หวานกำลังดี หอมหวานแต่ไม่เลี่ยน คุณหนูเป็นสตรีมากความสามารถโดยแท้”
ครั้นฟังวาจาเข้าหู ดวงตากลมพลันเปล่งประกายราวกับเด็กน้อยได้รับรางวัล ยิ่งทำให้คนมองนึกเอ็นดูนัก เหตุใดสตรีในวังหลังจึงไม่เคยมีผู้ใดบริสุทธิ์ได้สักครึ่งหนึ่งของนางบ้าง
“แล้วนี่ชาอะไร เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมคล้าย...เอ่อ คล้ายขนมเหลียนฮวา”
ตอนแรกจะบอกว่าคล้ายเจ้าตัวก็กลัวอีกฝ่ายจะทำตัวไม่ถูก แต่กลิ่นหอมสะอาดเช่นนี้เป็นกลิ่นเดียวกับกายนางไม่ผิดแน่
“เป็นชาเหลียนฮวาเจ้าค่ะ ที่ข้าไปเก็บเหลียนฮวาวันนั้นก็เพื่อมาทำชาเหลียนฮวาเอาไว้ดื่ม”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง คุณหนูช่างมีความสามารถจริง ๆ”
มิน่า...กลิ่นกายนางถึงได้เหมือนกลิ่นชาเหลียนฮวานัก
คนถูกชมเริ่มทำอะไรไม่ถูก มือไม้ไม่รู้จะเอาไว้ที่ใดจึงคิดจะรินชาใส่จอกให้บุรุษเบื้องหน้า ในเวลาเดียวกันนั้นมือหนาก็หมายจะยกชาขึ้นดื่มพอดี เป็นผลให้ยามนี้มือน้อยถูกมือใหญ่กุมทับไว้โดยบังเอิญเสียแล้ว
“อ๊ะ ขออภัยเจ้าค่ะ”
ไป๋เหลียนฮวาคิดจะชักมือกลับ แต่กลับช้ากว่าใครอีกคน มือหนาคว้าจับมือเล็กเอาไว้มั่น สัมผัสนุ่มนิ่มที่ได้รับทำเอาความร้อนแล่นพล่านไปทั่วตั้งแต่ปลายนิ้วจนถึงหัวใจ แน่นอนว่ากลางกายแกร่งก็มิเว้น
“ไม่ ไม่เป็นอันใด”
เมื่อได้ยินเสียงแหบพร่าจากชายหนุ่ม หญิงสาวรีบสะบัดมืออีกฝ่ายออก ด้วยความร้อนที่ลามไล้ไปทั่วพวงแก้ม
นางผุดลุกขึ้นยืนอย่างลุกลน ทว่าขาเจ้ากรรมดันไปสะดุดเข้ากับโต๊ะเตี้ยที่คนตัวโตใช้ทำงานเข้า ทำให้ร่างบอบบางของหญิงสาวพุ่งถลาไปเบื้องหน้า
“ว้าย! อ๊ะ”
จ้าวหลงเหว่ยเห็นเช่นนั้นก็อ้าแขนรอรับร่างนุ่มนิ่มเอาไว้อย่างเต็มใจ ดูเหมือนเขาจะกะองศาดีเกินไปสักหน่อย ทำให้ยามนี้ริมฝีปากของคนทั้งคู่ประกบกันแนบสนิทราวกับจับวาง...
“อื้อ!”
เห็นได้ว่าเถียนเถาฮวาก็ตระหนักถึงเหตุผลนี้เช่นกัน นางพลันกระแอมกระไอเล็กน้อย รีบเปลี่ยนคำพูดทันที“ข้าไม่เคยรักษาบุรุษที่มีอาการเช่นนี้มาก่อน...แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางไปเสียทีเดียว”“จริงหรือ! ข้ารับรองว่าหากเจ้ารักษาจนฝ่าบาทมีทายาทในเร็ววัน ฝ่าบาทและพี่ชายผู้นี้จะต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม” จางจื่อรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี แม้จะยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างไรเขาก็มีความหวังมิใช่หรือ “ได้รางวัลหรือไม่ข้าล้วนไม่ใส่ใจ ขอเพียงช่วยท่านให้หลุดพ้นจากคำครหาได้ เพียงเท่านี้ข้าก็ยินดีแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้างดงามอ่อนหวานประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้ร่างสูงรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ คล้ายหัวใจจะเต้นผิดจังหวะอีกด้วย“ขอบใจเจ้ามากเถาเถา” “ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำนี้เจ้าค่ะ ข้าขอเวลาศึกษาตัวยาปรุงกำยานสักระยะ อ้อ อีกอย่างข้ามีเรื่องสำคัญต้องรบกวนท่านให้ช่วยจัดการสักหน่อย” “มีสิ่งใดอย่าได้เกรงใจ เจ้ากล่าวมาได้เลย” “ท่านมีตำแหน่งสูงถึงเพียงนี้ คงจะหาบุรษหล่อเหลาไว้ใจได้สักผู้หนึ่งให้ข้าได้กระมัง”สิ้นคำของหญิงสาว จางจื่อรุ่ยพลันมุมปากกระตุก นี่นางอยา
จางจื่อรุ่ยมองตามคนตัวเล็กที่เดินนำเข้าไปด้านใน ก่อนจะหันกลับไปสั่งควาคนขับรถม้าและคนสนิทอีกหลายประโยค จึงหมุนกายสาวเท้าตามหญิงสาวเข้าไป เรือนหลังนี้มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หากมองจากภายนอกล้วนไม่มีสิ่งใดสะดุดตา แต่เมื่อได้เหยียบย่างเข้ามายังเรือนด้านใน ชายหนุ่มก็ต้องตกใจกับภาพทิวทัศน์เบื้องหน้า ต้นท้อที่เรียงรายสองฝั่งริมทางเดินผลิดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุน ยามลมราตรีพัดมาแผ่วเบาก็พาเอากลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิดปลิวร่วงหล่น กอปรกับร่างอรชรของหญิงงามที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ยิ่งมองหัวใจของชายหนุ่มยิ่งสั่นไหว… “เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ เรือนของข้าอาจจะคับแคบไปเสียหน่อย โปรดอย่าได้ถือสา นี่น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “ขอบใจมาก ทุกอย่างล้วนดียิ่ง” ดวงตาคมกวาดไปรอบกายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวธุระของตนทันที “ไม่ขอปิดบังเจ้าก็แล้วกัน ที่เข้ามาวันนี้เป็นเพราะสืบทราบมาว่าเครื่องหอมร้านเจ้าสามารถทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ หลายวันมานี้คิดว่าเจ้าคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับข้าไม่มากก็น้อยกระมัง” ชายหนุ่มเอ่ยพร้มมกับจ้องมองใบหน้างดงามของอดีตน้องสาวข้างบ้านไปพลาง เถียนเถาฮวาเห็นเขา
สิ้นคำเรียกขานที่ดูจะสนิทสนมของเถียนเถาฮวา จางจื่อรุ่ยที่คิดจะกล่าวคำทักทายเป็นอันต้องหยุดชะงักคำพูดติดอยู่ในลำคอ เขาพินิจหญิงงามเบื้องหน้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ หากจำไม่ผิดตนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสตรีนอกเรือนมาก่อน การที่นางรู้จักชื่อของเขานั้นมิผิด แต่ทว่าการเรียกขานพี่ชายเช่นนี้ก็ดูจะสนิทสนมเกินไปหรือไม่… ราชครูหนุ่มตั้งใจจ้องมองนางอีกครั้ง ดวงหน้างดงามสะคราญโฉมเช่นนี้ หากได้ยลเพียงหนึ่งคราย่อมมิอาจลืมเลือน ดวงตากลมโตฉายประกายยินดีนั่นก็คล้ายจะคุ้นเคยขึ้นมาบ้างแล้ว ฉับพลันนั้นในสมองพลันมีภาพเด็กสาวผู้หนึ่งวาบผ่าน ดวงตาคมเหลือบมองป้ายชื่อร้านเหนือบานประตูในที่สุดก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก “เจ้า…เถาเถาหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าเอง หลายปีมานี้ท่านสบายดีหรือไม่เจ้าคะ” จางจื่อรุ่ยไม่อยากจะเชื่อสายตา เด็กสาวในวันวานยามนี้กลายเป็นโฉมสะคราญไปเสียแล้ว เถียนเถาฮวาในความทรงจำของเขานั้นผอมแห้ง สูงยังไม่ถึงเอวเขา ตามติดแจราวกับหางน้อย ๆ จางจื่อรุ่ยยังจำได้ดียามที่เขาเดินทางเข้าเมืองหลวง สาวน้อยผมแกละผู้นั้นยังร้องห่มร้องไห้จะตามมาให้ได้อยู่เลย “พี่ชายสบายดี ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า
“คุณหนู แต่นั่นคือราชครูจางนะเจ้าคะ เราทำเช่นนี้จะดีแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ลี่ชุนที่เห็นผู้เป็นนายยังคงนิ่งเฉยก็ร้อนใจแทนหญิงสาวอดจะกล่าวเตือนขึ้นมาไม่ได้ เถียนเถาฮวาเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มปลอบโยนส่งไปให้“วางใจเถอะ หากเขาอยากพบข้าจริง ๆ ย่อมต้องมีวิธีการ ไปเรียกลูกค้าคนต่อไปเข้ามาได้แล้ว” ภายนอกเถียนเถาฮวาทำเป็นไม่สนใจได้ ใครเลยจะรู้ว่ายามนี้ในใจของนางลิงโลดเพียงใด ในที่สุดเขาก็มาเสียที ทว่าหากนางให้เขาพบง่ายดายเช่นนั้น สิ่งที่ทำมาตั้งแต่ต้นก็สูญเปล่าน่ะสิ…เวลาผ่านไปราวสามชั่วยาม ร่างบางในอาภรณ์สีชมพูดอกท้อจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยอาการเมื่อยล้า นางทอดสายตามองออกไปด้านนอกก็เห็นว่าผืนนภาถูกอาบย้อมไปด้วยสีหมึกเสียแล้ว“คุณหนู ให้ลงกลอนห้องปรุงกำยานเลยหรือไม่เจ้าคะ” “เอานี่ไปเก็บให้ข้าด้วยก็แล้วกัน ถ้าเสร็จแล้วเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ” เถียนเถาฮวายื่นกล่องไม้น่านมู่ที่ด้านในเต็มไปด้วยกำยานหลากหลายตำรับไปให้ลี่ชุน เด็กสาวรับไปถือไว้อย่างเคยชินก่อนจะกล่าวคุกับณหนูของตนอีกว่า“บ่าวไปดูบัญชีรายชื่อของวันนี้แล้ว ไม่มีคนของจวนราชครูลงชื่อจองไว้เจ้าค่ะ” “เช่นนั้นหรือ…” เถียนถานฮวาชะงัก
“มีข่าวอันใด เจ้าพูดมาให้กระจ่าง” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมลงถนัดตาเมื่อเห็นคนข้างกายเสียกิริยา ทว่าตงจื้อกลับไม่รอช้ารีบกล่าวออกมาในคราวเดียว “คนเฝ้าประตูจวนสืบข่าวจากชาวบ้านระแวกนี้ได้ความมาว่า ที่ตรอกซานฮวามีร้านเครื่องหอมมาเปิดใหม่ แต่เครื่องหอมภายในร้าน หาใช่เครื่องหอมธรรมดาขอรับ” “มิใช่เครื่องหอมธรรมดา เจ้าหมายถึง…เครื่องหอมนั้นทำให้คนมีบุตรหรือ!” ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมีประกายความหวังพาดผ่านก่อนจะเลือนหายไปในเวลาต่อมา ขนาดหมอหลวงยังไม่สามารถรักษาอาการประหลาดของฮ่องเต้ได้ เขาอย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูงจะดีกว่า “เป็นเครื่องหอมที่ทำให้มีบุตรจริง ๆ ขอรับ แต่เป็นกำยานสำหรับสตรี บ่าวไม่แน่ใจว่าจะมีกำยานรักษาโรคของบุรุษหรือไม่” “สืบมาแน่ชัดแล้วใช่หรือไม่ มิใช่พวกนักต้มตุ๋นกระมัง” จางจื่อรุ่ยถามเพื่อความมั่นใจหากแต่ร่างกายไวกว่าความคิด เขาพูดพลางเดินนำคนข้างกายไปทางรถม้าหน้าประตูจวนทันที ใช่นักต้มตุ๋นหรือไม่ไปเยือนสักครั้งก็กระจ่างแล้วไม่ใช่หรือ “ไปตรอกซานฮวา” “ขอรับนายท่าน” สารถีขับรถม้าควบทะยานไปทางที่ผู้เป็นนายบอกอย่างรวดรเร็ว ยิ่งใกล้ถึงตรอกซานฮวามากเท่าใด การสัญจรก็ยิ
ตลอดการประชุมเช้าในราชสำนัก เจ้าของตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ ไม่เอ่ยวาจาใดแม้เพียงครึ่งคำ ใบหน้าหล่อเหลาฉายประกายเย็นชา ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายไม่น่าเข้าใกล้ แม้ขุนนางที่เคยมีไมตรีต่อกันยังไม่กล้ากล่าวทักทายภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ ครั้นการประชุมเช้าจบลงชายหนุ่มก็ออกจากพระราชวังตรงกลับจวนของตนเองทันที“นายท่าน น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “อืม” เสียงทุ้มขานรับคำ ทว่าสายตาไม่ได้ละไปจากหนังสือราชการเบื้องหน้า มือหนาพลิกหน้ากระดาษไปสองสามที หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อรับรู้ได้ว่าในห้องตำราของตนยังมีคนอยู่“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก” “บ่าวเห็นว่านายท่านขยับไหล่อยู่หลายครา ให้บ่าวนวดให้ดีหรือไม่เจ้าคะ” ร่างอวบอัดตอบด้วยน้ำเสียงหยดย้อยพลางขยับกายบิดสะโพกเข้ามาใกล้เสียจนได้กลิ่นเครื่องหอมฉุนจมูก จางจื่อรุ่ยสำรวจการแต่งกายของสาวใช้ผู้นี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้านางจัดว่างามอยู่หลายส่วน แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นก้อนเนื้ออวบอิ่มที่ถูกสายรัดอกขับเน้นให้นูนเด่น ชายหนุ่มใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่คือสาวใช้อุ่นเตียงที่ไต้เท้าผู้หนึ่งมอบให้ เขาเคยใช้งานไปเพียงคร







