เข้าสู่ระบบไป๋เหลียนฮวาเบิกตาโพลงจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนก มือบางพยายามผลักแผ่นอกกว้างให้ถอยห่าง ทว่าคนตัวโตกลับไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งยังดึงรั้งเอวของนางลงไปนั่งบนตักเขาอีกด้วย!
“อื้อ อ่อย”
จ้าวหลงเหว่ยบดเบียดริมฝีปากลงไป ปิดกั้นทุกคำร้องท้วงจากร่างนุ่มนิ่ม เขาขบเม้มกลีบปากสีสดทั้งบนและล่างประหนึ่งมัจฉาแทะเล็มเหยื่อ ใช้โอกาสที่หญิงสาวเปิดปากเอาอากาศเข้าปอดแทรกปลายลิ้นร้อนเข้าไปเก็บกินความหอมหวานอย่างชำนิชำนาญ
ไป๋เหลียนฮวาตัวแข็งทื่อ ตื่นตระหนกกับสัมผัสแปลกใหม่ที่ปลามังกรตัวโตมอบให้ เป็นครั้งแรกในการปฏิบัติจริงของนาง แต่เรื่องราวในม่านมุ้งนางล้วนศึกษามาจนถ่องแท้จากผู้รู้ แม้จะไม่เคยปฏิบัติแต่ก็รู้ว่าบุรุษชอบการตอบสนองแบบใด จึงแสดงท่าทีเงอะงะตอบกลับไปอย่างรู้ความ
“อืม...”
จ้าวหลงเหว่ยเห็นการตอบสนองที่ไร้เดียงสาของนางก็ให้ร้อนรุ่มไปทั่วสรรพางค์กาย เผลอครางออกมาด้วยความพึงพอใจ หยอกเย้าพัวพันปลายลิ้นเล็กจนหญิงสาวตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมอก
ยิ่งจูบยิ่งอยากครอบครอง ยิ่งได้ลิ้มลองก็ยิ่งอยากจะได้มากกว่านี้...
“อื้อ ๆ”
ไป๋เหลียนฮวาทุบเข้าที่อกชายหนุ่ม ส่งสัญญาณให้รู้ว่าตนเองใกล้จะหมดลมหายใจ แม้จะเสียดายทว่าฮ่องเต้หนุ่มก็มิคิดทรมานคนงาม
ริมฝีปากหยักผละออกเชื่องช้าด้วยใจไม่ยินยอม มองใบหน้างามที่ขึ้นสีระเรื่อด้วยความพึงพอใจ เสียงหอบหายใจของไป๋เหลียนฮวาพาให้เขาจินตนาการไปไกล กอปรกับอกอวบที่กระเพื่อมขึ้นลงนั่น...เขาทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
“ว้าย! ไต้เท้า ท่านจะทำอันใด อ๊ะ”
เสียงหวีดร้องแหลมสูงด้วยความตกใจ ดังขึ้นเมื่อร่างบางถูกกดลงบนโต๊ะเตี้ยที่ชายหนุ่มใช้สะสางฎีกา ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว ปลามังกรยามหิวกระหายน่ากลัวเกินไปแล้ว!
“เหลียนเอ๋อร์...”
“ท่าน ท่านจะทำสิ่งใด เหลียนเอ๋อร์กลัวนะเจ้าคะ”
เสียงเล็กสั่นเทา นัยน์ตาคลอไปด้วยหยาดน้ำไม่ได้ทำให้จ้าวหลงเหว่ยนึกสงสารแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบของบุรุษเพศให้ปะทุขึ้นมาอย่างยากจะระงับ
“เหลียนเอ๋อร์อย่ากลัวนะ อย่ากลัว”
ปากปลอบว่าอย่ากลัว แต่มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามเรือนร่างยวนตาอย่างเหิมเกริมเสียแล้ว
“มะ เอา ฮือ เหลียนเอ๋อร์ไม่เอา”
เสียงร้องไห้โยเยเรียกสติคนหน้ามืดตามัวให้หยุดทุกการกระทำ นี่เขาเป็นอะไรไป ฮ่องเต้เช่นเขาไม่เคยขาดสตรี ทว่าคนตรงหน้ากลับทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ถึงเพียงนี้...
“ขอโทษ เหลียนเอ๋อร์ ข้าขอโทษ”
“ฮือออ ท่านเป็นคนไม่ดี”
จ้าวหลงเหว่ยกอดกระชับร่างอันสั่นเทาของไป๋เหลียนฮวาเข้าสู่อ้อมอก นึกแค้นใจตัวเองที่บุ่มบ่ามเกินไป ทว่าใครไม่เป็นเขาก็ไม่เข้าใจหรอก ลอบสบถด่าตัวเองในใจที่เมื่อเย็นตะกละกินเนื้อแพะมากเกินไป
“ใช่ ข้าไม่ดีเอง เงียบเถอะนะ เงียบเสียเด็กดี”
ยิ่งนางฝังใบหน้าร้องไห้กับอกของตน กลางกายชายหนุ่มก็ยิ่งปวดหนึบ ท่าทีไร้เดียงสาช่างปลุกความดิบเถื่อนของเขาเสียจริง!
ฝ่ายไป๋เหลียนฮวาพอได้ร้องไห้เรียกความสงสารจากอีกฝ่ายได้แล้ว มือไม้ก็ปัดป่ายมั่วซั่วผลักเขาบ้าง ลูบไล้แผ่นอกเขาบ้าง คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจจนได้ยินเสียงสูดหายใจของฮ่องเต้หนุ่มหนักหน่วงขึ้น นางก็ยกยิ้มสมใจ
“ท่านจุมพิตข้าเพราะชอบข้าหรือเจ้าคะ”
“ใช่ ข้าชอบเจ้า ชอบตั้งแต่แรกเห็น ข้าล่วงเกินเจ้าถึงเพียงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะไม่รับผิดชอบเจ้านะ”
จ้าวหลงเหว่ยเห็นนางเงียบไปหลังจากที่เขากล่าวประโยคนี้จบก็ให้กังวลใจนัก แต่ใบหูแดงก่ำของนางก็บ่งบอกได้ชัดว่านางมิได้โกรธเคือง
ไป๋เหลียนฮวาเขินอายนัก คิดจะผลักเขาออกก็ไม่กล้า จึงทำได้เพียงขยับกายไปมาให้เขารู้ว่านางยังนั่งอยู่ตรงนี้ ทว่าผลที่ได้กลับตรงกันข้าม นอกจากชายหนุ่มจะไม่ปล่อยแล้ว ยังพลิกกายนางลงไปนอนราบบนโต๊ะอีกครั้ง
“ข้าขอแค่ข้างนอกได้หรือไม่ นะทำให้ข้าหน่อยนะเหลียนเอ๋อร์ เด็กดี”
“ทำ ทำอันใด อ๊ะ ท่าน!”
“หึ ๆ แค่นี้ก็หอบแล้วหรือ”มู่ตานฮวายกมือฟาดไหล่หนาไปเต็มแรง เขายังมีหน้ามาเย้าแหย่นางอีก!ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันจะอ้าปากด่าก็ต้องตาเบิกโพลงเพราะมือหนาขยับไวถลกชายชุดวิวาห์ของนางขึ้นมากองอยู่เหนือสะโพกเสียก่อน“อ๊ะ..อาเจา...”“อืม กลิ่นกายท่านช่างหอมเสียจริง”เขากล่าวกระซิบชิดเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นล้นทะลักเอี๊ยมตัวบางออกมามากกว่าครึ่ง ก่อนจะเคล้นคลึงบีบขยำความนุ่มนิ่มราวกับนวลแป้ง ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนมู่ตานฮวาครางหวิว แอ่นปทุมถันคู่งามป้อนถึงปากของเขาอย่างเคยชิน“อ๊ะ...อะ อาเจา”“อืม อวบอิ่มนุ่มนิ่มเหลือเกิน”เว่ยเจาหลุนเอ่ยชมไปพลางก็ลากปลายลิ้นไปจนถึงแผ่นท้องแบนราบ เมื่อเห็นว่านางตัวเกร็งเพราะความหวามไหว เขาก็ยิ่งนำริมฝีปากเลื่อนลงไปคลุกเคล้าเย้าหยอกบุปผางามกลางกายนางหนักหน่วงแนบแน่น ดูดกลืนเกสรเต่งตูมเข้าปากกรีดเคล้นเอาน้ำหวานจนหญิงสาวดิ้นพล่านหวีดร้องเสียงใส“อ๊า!! อะ ไม่ อื้อ”“อืม...อามู่ คืนนี้โบตั๋นเช่นท่านจะถูกภมรเช่นข้าเชยชมจนกลีบช้ำแน่นอน”“อื้อ คน...อา ลามก อ๊า!”ร่างเล็กดิ้นเร่าบิดสะโพกโยกรับลิ้นร้อนที่สอดลึกเข้ามาภายใน ราวกับเชื้อไฟผ่าวร้อนที่แผดเผาลามเลียไปทั่วสรรพางค์
ทางฝั่งมู่ไทเฮาที่หนีออกจากวังมาได้ก็รู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย ทว่าส่วนลึกในจิตใจยังอดจะรู้สึกวูบโหวงมิได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทิวาราตรีในที่สุดมู่ตานฮวาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง“ชุนเถา เหตุใดเรายังไม่ออกจากเมืองหลวงอีก”“ทูลไทเฮา ผู้คนในเมืองค่อนข้างพลุกพล่านทำให้การเดินทางล่าช้าเพคะ”“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ…”ชุนเถาพยักหน้ารับประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ในเวลาเดียวกันนั้นเองรถม้าที่นางโดยสารมาพลันชะงักกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่มู่ตานฮวาจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฏสู่สายตาเสียก่อน“อาเจา! เหตุใดจึงเป็นเจ้า”“ข้ามาได้อย่างไรนะหรือ สตรีสกุลมู่ ไม่สิ สตรีสกุลหรงรับราชโองการ...”มู่ตานฮวายังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกก็ต้องเบิกดวงตากว้างเมื่อเขาเอ่ยสกุลมารดาของนาง ครั้นสติกลับคืนมาชุนเถาก็ดึงนางลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าเว่ยเจาหลุนเสียแล้ว“อะแฮ่ม! เวินกงกง เจ้ารีบถ่ายทอดราชโองการของเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขันทีข้างพระวรกายเจาหลุนฮ่องเต้เดินขึ้นหน้ามาสองก้าว ก่อนจะเปิดม้วนผ้าแพรสีทองอร่ามออกอ่าน“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา มู่ไทเฮาทรงละอายพระทัยที่ไม่สามารถดูแลวังหลังไม่อยู่ใน
เรื่องราวเร่าร้อนริมหน้าต่างในตำหนักโซ่คัง ไม่มีใครได้ล่วงรู้นอกจากหญิงสาวที่นอนหมดเรี่ยวแรงสลบไสลกับชายหนุ่มที่ใช้ท่อนแขนของตนเองต่างหมอนให้คนงามใช้หนุนเว่ยเจาหลุนกวาดสายตาพินิจดวงหน้างามปานล่มเมืองด้วยแววตาอ่อนหวาน รักใคร่นางจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกตนเองได้ มีเพียงการกระทำตลอดสิบปีมานี้ที่เขาคิดว่าได้บอกหญิงสาวไปจดหมดสิ้นแล้วทว่านี่ก็ยังไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดที่จะจากเขาไป หากถามว่าเว่ยเจาหลุนรู้ได้อย่างไรเช่นนั้นหรือ…เขาบอกแล้วว่าหลงรักนางมาตั้งแต่เยาว์วัย การกระทำและความคิดของนางมีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ ทั้งชุนเถานางกำนัลคนสนิทของนางก็แอบมาบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้อีก“อามู่ ท่านคิดจะหันหลังให้ข้า ก็ต้องดูก่อนว่าข้ายินยอมหรือไม่”ร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมาร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา“เอาเถอะ ท่านอยากจะหนีก็หนีต่อไป แต่หากข้าตาม
“อื้อ...”“อืม...”เว่ยเจาหลุนคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ยามนางตอบสนองกลับมาอย่างเร่าร้อนกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเรียวลิ้นของเขาเข้าไปพัวพันพลิกพลิ้วดุจเถาวัลย์ในพงไพรเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้น มือไม้เคลื่อนไหวพัลวันดึงทึ้งอาภรณ์กันและกันจนกระจัดกระจายเต็มพื้น“อ๊ะ...จะทำตรงนี้หรือ”“ท่านไม่อยากชมจันทร์หรือ หึ ๆ อ่า...อามู่”นางถูกเขาหยอกล้อจนหน้าแดงจึงเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการคว้าจับส่วนแข็งขืนเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะรูดรั้งรัวเร็วไม่ปล่อยให้เขาตั้งตัวชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่อง สูดดมดูดดึงความหอมหวานจากเนื้อนวลอย่างหื่นกระหาย กลางกายปวดหนึบจวนเจียนจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ“อ่า อามู่...อืม”“อาเจา เจ้า...อ๊ะ”หญิงสาวผวากายส่งเสียงครางรับยามเขาครอบปากงับยอดถันสีหวานดูดกลืนเก็บกินความเต่งตึงของนางจนเสียวซ่านสั่นสะท้านไปถึงกลางกายจนต้องขยับขาบดเบียดเสียดสีกันไปมา“อามู่...หวาน อืม...”“อ๊ะ พะ พอแล้ว”หญิงสาวแอ่นอกอวบเข้าหาริมฝีปากร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเห็นนางตัวอ่อนระทวยหวิดจะตกขอบหน้าต่างจึงรั้งเอวบางเข้ามา จงใจถูไถความใหญ่โตร้อนผ่าวของตนเข้าหาบุปผางามที่กำลังเปียกชื
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าพบในวันนี้ก็เพื่อจะหารือเรื่องนี้อยู่พอดี ยามนี้ฝ่าบาทยังต้องพักผ่อนพระวรกายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญไป ทำให้จิตใจของพระองค์ไม่สู้ดีนัก”เหล่าขุนนางที่ได้ฟังต่างลอบสูดหายใจเย็นเยียบเข้าลึก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดโต จากคำพูดของไทยเฮาไม่ใช่ว่าฝ่าบาทสติวิปลาสไปแล้วหรือ…“ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องใด วันนี้นอกจากเรื่องของเว่ยคุนแล้ว ข้ายังนำราชโองการของไท่ซ่างหวงมาประกาศด้วย เชิญคนเข้ามา”สิ้นคำพูดของหญิงสาวก็มีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมม้วนผ้าสีทองในมือ ขุนนางบางคนเริ่มรู้สึกได้ว่าท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี[1] แล้วจึงรีบคุกเข่าลงไป รอฟังพระราชโองการแต่โดยดี มีคนที่หนึ่งเริ่มแล้วเสียงคุกเข่าก็ดังตามกันมาอีกติด ๆ กัน“ขุนนางทุกท่าน ข้าคือเวินกงกงบุตรบุญธรรมของขันทีข้างพระวรกายของไท่ซ่างหวง ได้รับมอบหมายให้มาถ่ายทอดราชโองการ…”เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด กว่าขุนนางในราชสำนักจะเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ย่อมต้องเป็นผู้รู้สถานการณ์ อีกทั้งฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็เหลวไหลไร้ความสามารถ จะสู้รัชทายาทที่ถูกเก็บตัวตนมานา
เรื่องที่ตระกูลหลิวลอบปลงพระชนม์เว่ยคุนฮ่องเต้แพร่สะพัดออกไปในหมู่ราษฎรราวกับไฟลามทุ่ง อีกทั้งการเคลื่อนไหวอึกระทึกครึกโครมขององครักษ์รักษาพระองค์และทหารรักษาเมือง ก็ทำเอาผู้พบเห็นประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย พึงต้องทราบก่อนว่าตั้งแต่เว่ยคุนฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องใช้ทหารมากมายเข้าควบคุมถึงเพียงนี้มาก่อน หนำซ้ำบุตรสาวบ้านตระกูลหลิวยังเป็นถึงฮองเฮา เห็นทีว่าครานี้ตระกูลหลิวคงต้องจบสิ้นแล้วจริง ๆ“ปล่อยข้า! ข้าไม่ได้เป็นคนสั่งให้เดรัจฉานพวกนั้นลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท!”“เจ้าไม่ได้สั่ง แต่คนของเจ้ากลับลงมือ เช่นนี้เจ้าที่เป็นนายต้องร่วมรับผิดชอบก็ถูกแล้วมิใช่หรือ”ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเยาะหยัน ตระกูลหลิววางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ช่างเถอะ แต่นี่ถึงขั้นคิดการกบฏหมายทะยานขึ้นสู่ฟ้า สมควรจะมีจุดจบเช่นนี้แล้ว!“ปล่อยข้านะ! บุตรสาวข้าเป็นถึงฮองเฮา หากพวกเจ้าไม่อยากศีรษะหลุดจากบ่า ก็หัดหูตากว้างไกลเสียบ้าง”“ฮ่า ๆ ฮูหยินท่านนี้…ท่านคงยังไม่ทราบกระมัง ฮองเฮาที่ท่านพูดถึงยามนี้ถูกสั่งกักบริเวณในตำหนักเย็น ท่านยังคิดว่าตนเองเหลือทางรอดอยู่อีกหร







