تسجيل الدخولแม้คำพูดของเขาจะซึ้งกินใจเหล่าผู้ร่วมพิธีแต่งงาน แต่เป็นนางที่อยากให้ทุกคนจดจำ และหวังให้เขารักษาคำพูด รีบจัดการประมวลผลในหัวไว้เรียบร้อย
“เรียนเชิญท่านอ๋องและพระชายาเข้าห้องหอ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว” เพราะฝ่าบาทเดินทางกลับทันทีที่มอบป้ายทองอวยพรบ่าวสาว ตอนนี้บรรยากาศจึงไม่เคร่งเครียดมากนัก ทั้งคู่ถูกก่งก่งและแม่สื่อ ส่งตัวเข้าหออย่างเรียบง่าย “เหมยหลิน คืนนี้เจ้านอนกับข้า” นางกระซิบบอกสาวใช้ที่หน้าห้อง “ไม่ได้เพคะ พระชายาต้องเข้าห้องหอ บ่าวจะรอที่หน้าห้องหอ แบบนั้นดีหรือไม่เพคะ“ เหงื่อเม็ดเล็กชื้นหน้าผากทำผู้คนต่างเอ็นดู ท่าทางคิดหนักของนางยังอยู่ในสายตาเฟยอ๋อง เขาหันไปพยักหน้าให้ทุกคนถอยออกไป ก่อนจับมือบางเย็นเฉียบให้เดินตามไปในห้องที่ประดับของตกแต่งรวมถึงเครื่องนอนไว้ด้วยสีแดงทั้งหมด ”ซิ่วอิง…“ นิ้วมือหยาบก้านเชยคางมนต์ขึ้นมาสานสบตา ดวงตากลมโตจึงพอมีเวลาพินิจพิจารนาใบหน้าคมเข้ม สันกรามแกร่งสวยงามดั่งพระเจ้าปั้น ดวงตาเรียวรีคล้ายมีความดุแต่กลับแฝงความเอ็นดูต่อนางไม่น้อย หม่าซิ่วอิงเม้มปากแน่นด้วยความประหม่า ”ข้าไม่ใช่พี่ชายที่วิ่งเล่นกับเจ้าตั้งแต่เยาว์วัยหรือ“ คำถามของเขาทำนางส่ายหน้าโดยอัตโนมัติ นางไม่มีความทรงจำผูกพันธ์ใดๆกับร่างเดิม เห็นเพียงเหตุการณ์ที่พานพบเจอเท่านั้น ความรู้สึกใดๆของนางต้องเริ่มต้นใหม่หมด ”ท่านอ๋อง หากหม่อมฉันต้องเอ่ยคำใดออกมาในค่ำคืนนี้ คำแรกที่หม่อมฉันจะพูดก็คง…ต้องบอกพระองค์ตามตรงว่าหม่อมฉันนั้น…ไม่เหลือความทรงจำใดๆ ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้านี้คือหม่อมฉันต้องสร้างความคุ้นชินใหม่ทั้งหมด“ แม้จะเอ่ยไปเช่นนั้นแต่นางกลับรู้สึกลึกๆว่าเขาไม่แปลกใจ ทำเพียงขมวดคิ้วคล้ายชั่งใจอะไรบางอย่าง ”หมายความว่า…เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าเริ่มความรู้สึกเฉกเช่นคนรักใหม่กับเจ้าเช่นนั้นถูกหรือไม่“ นางส่ายหัว ทั้งที่ในใจตบตีกันพัลวัล การทำหน้าที่ภรรยาบนเตียงนางทำใจมาพอสมควร แต่มันจะดีกว่าหรือไม่หากนางได้มีเวลาถักทอความผูกพันธ์ขึ้นมาใหม่ ”จริงๆแล้วหม่อมฉันเตรียมตัวมาปรนนิบัติพระองค์พอสมควร แต่ว่า…หม่อมฉัน…ทำตัวไม่ถูก ทั้งยังสับสน และกำลังมึนงงว่าต้องทำตัวเช่นไร หม่อมฉัน…อุ๊ป“ ความร้อนผะผาวแล่นผ่านแก้มนวลจนออกร้อนเป็นริ้วๆ ร่างบอบบางแข็งค้างยามเขาบดคลึงริมฝีปากอิ่มฟูทีละนิด มือเล็กๆกำเสื้อคลุมสีแดงที่อยู่บนกายแกร่งจะแน่น นานเกือบเป็นเวลาหนึ่งถ้วยชากว่าเขาจะปล่อยนางให้เป็นอิสระ ”เดิมทีข้าคิดว่า…น้องสาวแสนอ่อนโยนที่เคยวิ่งตามข้าครั้งวัยเยาว์คงเปลี่ยนไปแล้ว ดูจากที่เจ้ากล้าร้องขอข้าตอนทำพิธี แต่จริงๆแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด“ แม้จะพูดออกมาคล้ายอารมณ์ดีและอยากแกล้ง แต่ต้องยอมรับว่า จูบหวานล้ำเมื่อครู่เขาชอบมันมาก จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะทำแค่ตอกย้ำความรู้สึกบางอย่างเท่านั้น ”ท่านอ๋อง…“ ”เรียกข้าว่าท่านพี่ ยามอยู่กันสองคนข้าเป็นเพียงท่านพี่สามีธรรมดาของเจ้าเท่านั้น“ เขาไม่ได้ผละตัวออกจากนาง แถมยังแนบชิดมากกว่าเดิมเมื่อฝ่ามือหนายังลูบแผ่นหลังบางไม่หยุด ”ทำเช่นนั้นไม่ได้ หม่อมฉันกลัวว่าจะเคยตัวเกินไปจนเผลอทำให้เฟยอ๋องไม่พอใจในภายหน้า“ ตอนนี้ใจของนางมันน้วยไปหมด ไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาโบราณมาบอกความรู้สึกเช่นนี้ว่าอย่างไรดี แต่ต้องบอกว่าอยู่แนบชิดกับคนหล่อเช่นนี้ นางแทบยืนไม่ไหว! ”คืนนี้เจ้าไม่พร้อม ข้าก็จะไม่บังคับ แต่ข้าอยากให้เจ้ารับรู้ งานข้านั้นมีมากมาย ข้าอาจมีเวลาศึกษากับเจ้าเพียงน้อยนิด เช่นนั้นอาจใช้เวลานับสิบปี กว่าที่เจ้าจะวางใจโอนอ่อนกับข้า“ คำพูดของเขาทำนางเผลอขยุ้มเสื้อที่อกเขาอีกรอบ ”หม่อมฉัน…ไม่ได้ต้องการเวลานานถึงเพียงนั้น…เพียงแต่ว่า…อยากคุยเรื่องสำคัญกับพระองค์ก่อนเท่านั้น“ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นางแนบแก้มนวลลงไปบนอกแกร่ง อาจจะเป็นตอนที่เขาใช้ฝ่ามืออบอุ่นลูบแผ่นหลังบอบบางของนางพร้อมความรู้สึกอบอุ่นอยู่ก็เป็นได้ ”ว่ามาเถอะ คืนนี้ข้ามีเวลาฟังเจ้าทั้งคืน แต่เครื่องหัวและชุดพวกนี้คงหนักไม่น้อย ข้าจะช่วยเจ้าถอดดีหรือไม่“ เขาจับจูงนางให้มานั่งตรงหน้ากระจกบานใหญ่ ก่อนที่เขาจะยืนซ้อนหลังนางและสบตากันผ่านกระจกเงา มือหนาค่อยๆถอดเสื้อคลุมชั้นนอกของนางออก ตามด้วยเครื่องประดับบนหัวออกทีละชิ้น ”หม่อมฉันได้รับรู้รายงานการเคลื่อนไหวจากท่านพ่อมาบ้าง ทราบว่าตอนนี้การเร่งงานสมรสของเรามาจาก แคว้นอื่นๆ เคลื่อนไหวหรือเพคะ“ นางคิดว่าเวลานี้สมควรคุยกับเขามากที่สุด หากนางอยากรักษาชีวิตรอดก็ต้องทำตัวให้เหมาะสมคอยยืนเคียงข้างเขา จนหาใครเปรียบไม่ได้!!“ท่านมีข้า หนิงหลงท่านอย่าได้กลัว…ข้าจะเคียงข้างท่านทั้งยามสุขและทุกข์” เสวี่ยมู่ฉิงร้องไห้ออกมา แม้จะเปลี่ยนชะตากรรมได้ก็ใช่ว่าจะมีแต่ความสุข ห้วงสุดท้ายก่อนนางจะขาดใจ นางได้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับพระสวามี เช่นที่นางได้ยินวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่วันนี้เขารับฟังมันร่วมกับนาง ไม่ว่านางพยายามจะมีโอกาสได้กลับมาเปลี่ยนชะตาชีวิต แต่ความทุกข์ที่เขาต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ร่างบางซุกซบบนอกแกร่ง ก่อนจะหลับไปพร้อมกับเขาด้วยความอ่อนเพลียโดยไม่รู้เลยว่าอยู่ในสายตาของฮ่องเต้ทั้งหมด“สั่งให้คนไปเก็บข้าวของของหนิงหลงและพระชายามาเถิด ให้อยู่ที่ตำหนักมังกรนี่แหละ มันควรจะเป็นของเขามาเนิ่นนานแล้ว” องค์ฮ่องเต้หันไปสั่งกั๋วกงข้างกายก่อนมองบุตรชายและสะใภ้ด้วยแววตาอ่อนแสง และเดินจากไปจัดการคนชั่วที่คิดโค่นบัลลังค์ผ่านไปเกือบห้าวันที่นางเฝ้าวนเวียนเช็ดตัวและอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง“เจ็บหรือไม่เพคะ” วินาทีแรกที่นางตื่นมาสานสบตาคมเข้มที่จ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว นางรีบเอ่ยถามทันทีไม่รั้งรอ“แค่ตื่นมาแล้วเจอเจ้าอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้สึกสิ่งใดนอกจากความสุข” ความร้อนระเหยขึ้นจนใบห
“แม่เจ้าเป็นรักแรกของท่านพ่อ ท่านพ่อรอเวลาให้บ้านเมืองสงบก่อนจะเตรียมยกแม่เจ้าเป็นฮองเฮา แต่แม่เจ้ามันโง่ โง่จนไม่รู้ว่ามีงูพิษเช่นแม่ข้าอยู่ข้างกาย” คนยอมแพ้ต่อโชคชะตาสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือก“เจ้าลูกบ้า เจ้าพูดอะไรออกมา อย่าไปฟังเพคะ หม่อมฉันไม่เคยทำเช่นนั้น” บัดนี้สตรีสูงศักดิ์คุกเข่าอ้อนวอนอย่างสิ้นท่า“เจ้า… เจ้าทำร้ายอาเพ่ยได้อย่างไร ทั้งๆที่นางสนับสนุนให้เจ้าอยู่ข้างกายข้าแท้ๆ ทั้งๆที่นางไม่หวังสิ่งใดเหตุใดเจ้าถึงชั่วช้า!!!” มือสั่นเทายกขึ้นชี้หน้าสตรีที่เขาคิดว่าเหมาะสมพอจะช่วยกันบรรเทาทุกข์ประชาชน“หากอยากรู้หม่อมฉันก็จะบอก ต้นเหตุมันก็มาจากพระองค์มิใช่หรือเพคะ เพราะพระองค์แต่งหม่อมฉันเข้ามาตามคำร้องขอของท่านพ่อ แต่ไม่เคยมอบความรักหรือตำแหน่งใดๆให้หม่อมฉัน ยามหม่อมฉันคลอดบุตรชายพระองค์ทำเพียงมอบแก้วแหวนให้แต่ไม่มีความดีใจสักนิด กลับกันวันที่หนิงหลงกำเนิด ท่านประทานชื่อที่คิดร่วมกันกับอาเพ่ย โอบกอดยามนางเจ็บปวด แล้วหม่อมฉันเล่าเพคะ” นางร้องไห้อย่างทุกข์ระทม“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ท่านฆ่าเสด็จแม่มิใช่หรือ ไม่ว่าอย่างไรท่านมีสิทธิ์อะไรพรากท่านแม่ไปจากข้า!!” หนิงหลงรอวันนี้ม
“นั่นมิใช่ว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของข้าอยู่แล้วหรือ ข้าเพียงแต่ย่นเวลาเข้ามา ข้าผิดสิ่งใดกัน” คนคิดชั่วยังไม่ยอมรับผิด “ผิด ผิดที่เจ้า…เข็ญฆ่าคนบริสุทธฺิ์เพื่ออำนาจตัวเอง หากวันนี้เลือดเจ้าไม่นองแผ่นดิน อย่ามาเรียกข้าว่าหนิงหลงเลย” สายตาคมดุมองเหล่าทหารที่ครั้งนึงเคยฝึกร่วมกับเขาแต่บัดนี้กลับเปลี่ยนข้างช่วยคนชั่วหันปลายดาบใส่เขาแทน“หนิงหลงเจ้าจำได้หรือไม่ ทหารพวกนี้เจ้าฝึกพวกเขามาเองกับมือ เจ้าเองก็คงพอรู้ว่าฝีมือไม่ด้อยกว่าเจ้าสักนิด จัดการ!!!“ พูดจบคนที่กระหายในอำนาจก็ถอยออกไปและปล่อยให้เป้นหน้าที่ของเหล่าทหารฝีมือดีแทน หนิงหลงแหละเหล่าทหารปะดาบอย่างไม่ย่อท้อ แม้กำลังคนจะเสียเปรียบอยู่มากแต่ก็ใช่ว่าเขาจะคณามือ ร่างหนาที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดแต่ยังสู้ไม่ถอยแม้จะมีทหารฝีมือดีเข้ามาอยู่ตลอดก็ตาม จนฟ้าเกือบมืดและเขาสะบักสะบอมไม่น้อย”เจ้าจะเอาสิ่งใดมาสู้กันหนิงหลง เจ้ายังอ่อนหัดนัก“ ยังไม่ทันจะพูดจบกองทัพทมิฬที่สวมชุดดำขี่ม้าเข้ามาเกือบร้อยนาย”ฆ่าให้หมด คุ้มกันท่านอ๋อง“ เสียงผู้มาใหม่ทำเหล่าทหารขวัญเสียเมื่อจำได้ว่านี่คือกองทัพของแม่ทัพใหญ่สกุลเสวี่ย จังหว่ะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก คมดา
”ท่านอ๋องเกิดเรื่องใหญ่พะยะค่ะ“ ทหารม้าเร็วนายนึงวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน”มีสิ่งใดจงกล่าวมา“ ”ฮองเฮาและองค์รัชทายาทกระทำการยึดอำนาจฮ่องเต้พะยะค่ะ!!“ สิ่งที่ได้รับรายงานมาทำเขากำหมัดแน่น“กล้าดีเช่นนี้เห็นทีว่าข้าเองคงไม่ต้องเกรงใจ…ซีเหยา เจียอี่ เตรียมกำลังพลข้าจะตีล้อมเมืองหลวง!!” เส้นความอดทนเขาขาดผึงทันที“เรียนท่านอ๋อง แคว้นอู๋และแคว้นอวี๋ถูกกองกำลงโจรบุกเข้าตีล้อมเมืองขอรับ” ทหารอีกนายรีบเข้ามารายงานทันที“เจี่ยอีคลุมกำลังพลสองร้อยนายไปช่วยแคว้นอู๋และแคว้นอวี๋ ข้าจะนำทัพไปเมืองหลวง” เขาเตรียมดาบเข้ามาไว้ในมือก่อนเดินเข้าห้องทำงานไปวางแผนรบ“ท่านอ๋อง ข้าจะไปกับท่าน” เสวี่ยมู่ฉิงไม่อาจนิ่งนอนใจได้นางร้องขอไปกับเขาทันที“พระชายาสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปลอดภัยนัก ข้าเกรงว่า…” ยังไม่ทันที่เขาจะบอกเหตุและผลแก่นางร่างบางยกมือนุ่มขึ้นมาปิดปากเขาเอาไว้เสียก่อน“มีท่านมีข้า กองกำลังที่สกุลเสวี่ยมีไม่น้อย หากข้าไปด้วยย่อมดีกว่า” เขาชั่งใจคิดอยู่เพียงครู่ก็เห็นว่าควรขอความช่วยเหลือจากท่านแม่ทัพใหญ่สกุลเสวี่ยจิงๆ จึงยอมตกลง “ข้าจะรอเจ้าที่ห้องทำงาน เรียกท่านเสนาทุกฝ่ายเข้าพบข้า” นางรีบไปเปลี่ยนชุดก
ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม เสียงกองร้องทุกข์ดังลั่น ร่างหนาและร่างบางรีบลุกขึ้นสวมอาภรณ์ก่อนเปิดประตูมาที่ห้องทรงงาน“ทูลท่านอ๋อง ตอนนี้เกิดการปล้นสดมกลางเมือง บ้านเรือนประชาชนถูกเผาไหม้ถึงสามหลังด้วยกันขอรับ!!” ทหารคนสนิทรีบรายงานทันทีที่เขาอนุญาติให้เข้าเฝ้า“สั่งคนลาดตระเวนให้ทั่วแคว้น ส่งราชโองการออกไปตามหมู่บ้านทุกที่ บุรุษคนใดที่เคยฝึกทหารเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ ยามเจอโจรฆ่าได้ทันทีไม่ต้องจับกุม!!“ ทหารนับร้อยนายมีใจฮึกเหิมยิ่งนัก เมื่อเข้าแถวรอรับคำสั่งต่างออกไปทำหน้าที่ได้รับมอบหมาย”ซีเหยาส่งคนไปป้องกันคลังเสบียงให้แน่นหนา หากทำร้ายชาวบ้านไม่ได้มันจะพุ่งเป้ามาที่เสบียงเรา“ สั่งการณ์เสร็จเขาจึงเดินเข้าไปสวมชุดเกราะ”เหตุการณ์เลวร้ายหรือเพคะ“ นางที่ถูกสั่งให้อยู่แต่ในห้องรีบเข้ามาถาม”ตอนนี้ยังไม่เลวร้ายเท่าใดนัก แต่มันคงรุนแรงขึ้นหากสกัดเอาไว้ไม่อยู่ พระชายาเจ้าอยู่เพียงในจวนแห่งนี้ข้างนอกไม่ปลอดภัยนัก“ ไม่วายยังห่วงนางอันเป็นที่รัก”ท่านอ๋องข้าเป็นบุตรตรีสกุลเสวี่ย เพลงดาบของข้าไม่แพ้บุรุษแน่นอนเพราะถูกฝึกมากับบรรดาพี่น้องที่เป็นบุรุษ“ เสวี่ยมู่ฉิงไม่มีพี่สาวหรือน้องสาว นางเป็นบุตรตรีเพียง
“ใจเย็นลงสักนิดเถิดท่านองค์รัชทายาท” เสียงผู้มาใหม่ทำนางอุ่นใจเพราะคาดว่าคนสนิทคงส่งข่าวให้พระสวามี ท่านจึงกลับมากลางทางเช่นนี้“ท่านเสนา สำนวนคดีคัดลอกลงไปทุกถ้อยคำไม่มีตกหล่นใช่หรือไม่” ร่างสูงลงมาจากหลังม้าก่อนตามด้วยเหล่าทหาร“ขอรับท่านอ๋อง” คนของทางการส่งสำเนาคดีให้ผู้ปกครองแคว้นได้ตรวจทานดู“ส่งสำนวนคดีนี้เข้าไปไตร่สวนสกุลเมิ่งในวังหลวง ทหาร!!ส่งคนไปคุมตัวคนสกุลเมิ่งที่เรือน หากเป็นคนของฮองเฮายิ่งต้องจัดการให้ถูกวิธีไม่ให้เสื่อมสีชื่อเสียงพระองค์ได้ ส่วนคนคตโกงพวกนนี้ล้วนเป็นคนในแคว้นซีเหมินให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเถิด” เขาหันมาเอ่ยกับองค์รัชทายาทที่กวาดตามองไปโดยรอบ เพราะถูกจับจ้องจากเหล่าเสนาธิการทั้งหลาย เขาจำต้องทำตัวเป็นกลางแม้ในใจจะรู้สึกร้อนเป็นไฟขนาดไหนก็ตาม“ท่านอ๋องจะมิไตร่สวนสิ่งใดหรือ หากทั้งสี่คนนี้ปรักปรำคนของฮองเฮา เจ้าจะจัดการเช่นไร” อย่างไรเขาก็ยังยืนกรานว่าเป็นการใส่ร้าย“คนของเมืองหลวงข้าเองมิอาจแตะต้องหากไม่ทำการไตร่สวน เหล่าอำมาตย์และท่านเสนาทั้งหลายคงมีวิธีในการจัดการเองขอรับ” แม้เขาจะพูดเช่นนั้นแต่องค์รัชทายาทไม่สบายใจสักนิด เพราะรู้ดีว่าเหล่าเสนาบดีและเ







