LOGIN“ถ้ามึงไม่ได้คิดแบบที่กูว่า งั้นกูจีบนับหนึ่งนะ”
“ไอ้เหี้ย! มึงหยุดพูดสักที” “งั้นก็บอกกูมาว่าระหว่างมึงกับนับหนึ่งมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” “แม่ง!! ขี้เสือกว่ะ”สกายแกล้งต่อว่าเพื่อนออกไป ทั้งที่ในใจคือเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนไหน อีกทั้งมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไปหวงเธอ ไม่อยากให้เพื่อนจีบ ในเมื่อเขากับเธอตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกัน และยอมรับว่าความรู้สึกในใจเขา มันไม่ถึงขั้นชอบหรือรัก เพียงแต่เป็นความไม่เข้าใจที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทุกอย่างมันเลยหนักอึ้งอยู่ในอกของเขาจนถึงตอนนี้ “ถ้ามึงไม่ถือเรื่องได้ผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อน กูก็ไม่มีอะไรจะพูด” “สัดกาย ทำไมปากหมาจังว่ะ ว่าแต่คืนงานเลี้ยงส่งของรุ่นพี่ใช่ไหมว่ะ กูเห็นหลังจากวันนั้นนับหนึ่งก็หายไปเลย” “…..” สกายไม่ตอบ คีรินก็เลยทึกทักเอาเองว่าต้องเป็นคืนนั้นแน่นอน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เพื่อนหัวร้อนออกมาทันที“ได้แล้วไม่รัก ได้แล้วไม่ชอบ จะหวงทำเหี้ยไรว่ะ จะมองเขาตาเป็นมันขนาดนั้นทำไม” “กูไม่ได้หวง แค่ไม่เข้าใจ ว่าเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง” “อ้าว เขาไม่พูด มึงไม่พูด ก็แค่คิดว่ามันเป็นวันไนต์สแตนด์สิว่ะ จะไปยากอะไร เขาไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่มึงนอนด้วยสักหน่อย หรือมึงติดใจเขา” สกายเงียบไปอีกครั้ง เขาปาก้นบุหรี่ลงบนพื้น ใช้เท้าเหยียบด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว เพราะยังหาคำตอบให้เรื่องนี้ไม่ได้“กูไม่ได้ติดใจ” “งั้นก็ปล่อยผ่านไปดิว่ะ ทำเหมือนที่เธอทำนั่นแหละ เธอคงไม่อยากให้ใครรู้มั้ง ว่าพลาดนอนกับมึง” “เหอะ นอนกับกูมันน่าอายตรงไหนว่ะ อายคนอื่นกูไม่ว่านะ แต่กับกูก็หลบหน้า มันหมายความว่าไงว่ะ เขาทำตัวไม่ปกติก่อน ทำให้กูอยากรู้เลยว่ะ ว่าทำแบบนี้เพราะอะไร” “มึงแม่ง!! ย้อนแย้งว่ะไอ้กาย ไม่ติดใจแต่ไม่พอใจที่เขาเมิน ไม่ชอบไม่รักแต่อยากหาเหตุผลที่เขาหลบหน้า” “…..” “หรือว่าที่เขาหนีหน้า เพราะเซ็กซ์มึงมันไม่ได้เรื่อง มึงห่วยเหรอว่ะ” “ไอ้เหี้ยคีริน หุบปากมึงไปสักที” คีรินหลุดขำท่าทางของเพื่อน มันคงยังไม่รู้ตัว ที่มันสับสนอยู่ตอนนี้ เพราะมันติดใจเขา รู้สึกเหมือนถูกหยามที่โดนทิ้งให้นอนคนเดียวบนเตียง ทั้งสองคนกลับเข้ามาในงานแต่งอีกครั้ง จนถึงช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของกลุ่มเพื่อน ตอนแรกสกายคิดจะใช้เวลาช่วงนี้เข้าไปคุยกับนับหนึ่งให้รู้เรื่อง แต่ทว่าเธอกลับหนีกลับไปเสียก่อน มันแน่ชัดแล้วว่าเธอหนีหน้าเขาจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นเธอก็หายไปทันที เธอบล็อกช่องทางติดต่อเขาหมดทุกช่องทาง ปัจจุบัน แฟ้มเอกสารในมือของสกาย เป็นแฟ้มของแผนกบุคคลที่ส่งรายชื่อของวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่ประจำอยู่สาขาเชียงใหม่ รายชื่อตรงหน้าคือรายชื่อในหนังสือที่เขาเพิ่งเซ็นต์อนุมัติให้เธอย้ายกลับมาทำงานที่บริษัท โลกมันช่างกลมอะไรขนาดนี้ เขาเองก็เพิ่งได้สัมผัสเหมือนกัน ว่าจะมีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้ขนาดนี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่หายไปเป็นปี ที่แท้เธอจะอยู่ใต้จมูกเขาแค่นี้เอง หากไม่ใช่เพราะแผนกวิศวกรคอมพิวเตอร์ขาดบุคลากร เขาก็คงไม่รู้ว่าบริษัทที่พ่อของเขาเป็นคนควบรวมกิจการเมื่อปีที่แล้ว คือบริษัทพ่อของนับหนึ่ง ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจ เพราะมันอยู่นอกเหนือจากหน้าที่การทำงานของเขา แต่ตอนนี้เหมือนเรื่องนี้มันจะน่าสนใจขึ้นมา ในเมื่อเธออยากหนี เขาก็จะพาเธอให้กลับมาอยู่ใกล้ตัวเขา อยากรู้เหมือนกันว่าที่เธอลงทุนทำไปทั้งหมดมันเพราะอะไร เขาเดาว่าเธอเองก็คงไม่รู้ว่าบริษัทที่ส่งเธอไปทำงานมันคือบริษัทของพ่อเขา ไม่ใช่บริษัทพ่อของเธอ ทางด้านนับหนึ่งตอนนี้ เธอเตรียมเก็บกระเป๋า ถึงจะไม่อยากกลับไปก็คงปฏิเสธไม่ได้แล้ว เพราะมีหนังสือออกมาอย่างเป็นทางการแบบนั้น หากขัดคำสั่งก็เท่ากับว่าเธอต้องโดนไล่ออก กว่าจะหางานทำที่ตรงกับสายที่เรียนมาได้ สมัยนี้มันเป็นเรื่องยาก เธอคงไม่ฝืนตัวเองไปเริ่มต้นหางานใหม่ในสภาพสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้แน่ "เห้อออ" นั่งถอนหายใจอยู่หลายครั้ง ก็เริ่มต้นเก็บของที่ไม่ได้มีมากนักใส่กระเป๋าเดินทาง ส่วนใหญ่แล้วก็มีแค่เสื้อผ้ากับของใช้กระจุกกระจิกส่วนตัวอีกเล็กน้อย ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นหลายครั้ง คราวนี้เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่าน เป็นแชทส่วนตัวจากใยไหม คงจะสงสัยที่เธอหายเงียบไปทั้งวัน ไม่ตอบข้อความในแชตกลุ่ม ใยไหม: ตกลงมึงจะมาหรือเปล่านับ ใยไหม: กูอยากให้มึงมาเจอหลานนะ ใยไหม: ส่งรูป ภาพเด็กผู้ชายวัยเจ็ดเดือนตัวอ้วนกลม หน้าตาถอดแบบคนเป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้นับหนึ่งคลี่ยิ้มออกมาทันที เข้าใจว่าเพื่อนกำลังเอาหลานมาล่อเธอ คงไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังเก็บของเตรียมตัวจะไปกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่ไปงานเลี้ยงรุ่น แต่เธอจะกลับไปอยู่ที่นั่นถาวร โทรศัพท์ในมือถูกยกขึ้นถ่ายภาพของกระเป๋าเดินทางใบโตในสภาพเปิดอ้าอยู่ ข้างในมีของที่เธอเก็บไว้แล้วบางส่วน กับที่ตั้งกระจัดกระจายวางเรียงรายล้อมรอบ ก่อนจะกดส่งให้เพื่อนสนิทดูทันที นับหนึ่ง: ส่งรูป ใยไหม: กรี๊ดดด มึงจะกลับมาใช่ไหม ใยไหม: กูโทรหานะ Rrrr Rrrr “มึงเป็นแม่คนแล้วค่ะเพื่อน ไม่ควรใจเร็วด่วนได้อะไรขนาดนี้นะ” (ฮือ อีนับ กูดีใจ มึงจะกลับมาแล้วใช่ไหม) “อือ” (กูร้องไห้แล้วนะ มึงคิดถึงกูแล้วใช่ไหมว่ะ วิดีโอคอลได้ไหม กูอยากให้มึงคุยกับหลาน) “เหอะ ได้คืบจะเอาศอก” (นะ นะ กูอุ้มลูกอยู่ตอนนี้ ใส่ชุดนอนที่มึงซื้อให้ด้วยนะ กูบอกน้องเซ้นต์แล้วว่าน้านับซื้อให้) “พรุ่งนี้กูถึงกรุงเทพฯ สี่โมงเย็น” (จริงใช่ไหม มึงไม่ได้หลอกกูนะ) “หลอกเหี้ยไร กูจะไปหาหลาน” พูดประโยคนี้ออกไปแล้วน้ำตาก็รื้นออกมา ใช้ชีวิตที่นี่เธอแทบไม่มีเวลาอ่อนแอเลย หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกเหงา เธอก็จะพยายามหาซีรีย์ที่ฮีลใจดู เพื่อให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ หากเลือกที่จะติดต่อเพื่อน เธอก็กลัวว่าตัวเองจะยิ่งรู้สึกดิ่ง เหมือนตอนนี้ที่แค่ได้ยินเสียงเพื่อน เธอก็อยากร้องไห้ เธอเป็นคนรักเพื่อนมาก ยิ่งเป็นใยไหม เธอยิ่งรู้สึกรักเพื่อนคนนี้ ยอมรับว่ารักมากกว่าเอวากับใบหม่อน เพราะสองคนนั้นเข้มแข็งกว่าใยไหม ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง (กูจะรอที่สนามบินนะ) “เออ มึงพักผ่อนเหอะ” วันต่อมา เครื่องบินจากเชียงใหม่ลงจอดที่สนามบินตอนสี่โมงตรง นับหนึ่งก้าวออกจากเกตด้วยกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่หนักอึ้งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือความตื่นเต้น ที่ได้กลับมาเมืองกรุงศรีวิไลที่เธอปรารถนา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ผมลอนยาวสีน้ำตาลทองปล่อยยาว กำลังมองหาเพื่อนสนิทที่บอกเธอว่าจะมารอเธอที่สนามบิน ไม่นานดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง พร้อมกับริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาทันที ใยไหมยืนอยู่ตรงนั้น อุ้มน้องเซ้นต์ตัวอ้วนกลมไว้แนบอก เด็กชายเจ็ดเดือนในชุดบอดี้สูท มืออวบอ้วนกำเข้าหากันแน่น ดวงตากลมโตมองเพื่อนสนิทของแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนด้วยความสงสัย “อีนับ”เสียงใยไหมสั่นเครือ เธอวิ่งเข้ามากอดเพื่อนสนิทจนน้องเซ้นต์ที่อยู่ตรงกลางดีดดิ้นตัวเล็กน้อย“กูคิดว่าจะไม่ได้เจอมึงแล้วเสียอีก มึงใจดำทิ้งกูไปได้ลงคอ” นับหนึ่งกอดตอบแน่นน้ำตาผุดซึมออกมา"กูก็มาแล้วนี่ไง ร้องไห้ขี้แยเป็นเด็กไปได้ ดูสิหลานกูยังไม่งอแงเลย” น้องเซ้นต์เอื้อมมือมาจับแก้มเธอ มือเล็กลูบแก้มนุ่มให้อย่างไม่รู้ตัวหลังจากนั้นไม่นาน ใยไหมก็มาส่งนับหนึ่งที่คอนโดเก่าของตัวเอง สภาพห้องยังปกติทุกอย่างเพราะใยไหมให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง "ขอบใจมึงมากนะ รีบกลับไปดูลูกเถอะ" "งั้นเจอกันที่ร้านเหล้าเลยนะ มึงห้ามเบี้ยวเด็ดขาด เข้าใจไหม" "อะไรทำให้มึงคิดว่ากูจะเบี้ยว" นับหนึ่งเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพื่อน ตั้งแต่กลับมาเธอเองก็สังเกตุว่าเพื่อนพูดอะไรทำนองนี้หลายครั้ง จนเธอนึกสงสัยว่าเพื่อนรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า "กะ กู...." "ติดอ่างอะไรของมึง" "ก็กูคิดว่ามันคือเหตุผลที่มึงหนีไปทำงานที่เชียงใหม่"เธอถึงกับอึ้งไปทันที เมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อน "แต่กูแค่คิดนะ แล้วไม่อยากรู้ด้วย ถ้ามึงไม่อยากเล่าให้กูฟังเอง เอาที่มึงสบายใจ อยากบอกอะไรกับกูตอนไหนก็บอก ขอแค่มึงรู้ว่ากูอยู่ข้าง ๆ มึงเสมอก็พอ ห้ามคิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว" น้ำตาที่เก็บไว้แทบจะไหลออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท แต่ก็พยายามแสร้งยิ้มออกมา "กูบอกว่าอย่าพูดอะไรเลี่ยน ๆ นี่มึงติดคำพูดพวกนี้มาจากใครว่ะ" "ไม่ได้ติดมาจากใคร กูแค่อยากย้ำให้มึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว" "กลับไปได้แล้วเหอะ หลานกูร้องไห้คิดถึงมึงแล้ว" เมื่อรู้ว่าตั
“หม่ำ หม่ำ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังขึ้นทำให้นับหนึ่งเอ็นดูเป็นที่สุด ได้แต่คิดว่าเธอหายไปนานจนหลานโตขนาดนี้ได้ยังไง "กูคิดถึงมึง"ใยไหมยิ้มทั้งน้ำตา“กูจะไม่ถามว่าที่ผ่านมามึงหายไปทำไม แต่หลังจากนี้อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมว่ะ” "เออ กูไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่เกาะติดมึง จนมึงเบื่อกูเลยดีไหม"นับหนึ่งเอ่ยออกมา พลางหัวเราะเบา ๆ รับหลานตัวน้อยมาอุ้ม เด็กน้อยเกาะคอของเธอแน่น“ไหนน้องเซ้นต์ของน้าครับ ดื้อกับแม่หรือเปล่าเอ๋ย” ทั้งสองคนเดินออกจากสนามบิน ใยไหมเป็นคนเข็นกระเป๋าให้เพื่อน ส่วนนับหนึ่งอุ้มหลานชายตัวอ้วนที่หลับตาพริ้มในอ้อมแขน จากที่คิดว่ากลับมาแล้ว บรรยากาศระหว่างเพื่อนคงแปลกไป กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เธอกับใยไหมยังคงต่อกันติด มีเรื่องเล่าให้ฟังกันไปตลอดทาง จนถึงบ้านหลังโตของเพื่อน “พ่อแม่ผัวมึงไม่อยู่เหรอ”นับหนึ่งถามพลาง มองสำรวจไปรอบบ้าน ที่ดูเงียบผิดปกติ นอกจากมีแค่แม่บ้านที่เดินมาช่วยเข็นกระเป๋าของเธอ “พ่อกับแม่ไปพักผ่อนที่ลำปาง ส่วนยีนส์กับมิลลิไปนอนคอนโดนะ" "ปกติมึงอยู่คนเดียวแบบนี้เหรอ ถ้าผัวมึงไปทำงาน" ใยไหมพยักหน้า รับเอาลูกชายที่กำลังหลับมาวางบนที่นอนอย่างเบามือ นับหนึ่งที่เห็นภาพนั
“ถ้ามึงไม่ได้คิดแบบที่กูว่า งั้นกูจีบนับหนึ่งนะ” “ไอ้เหี้ย! มึงหยุดพูดสักที” “งั้นก็บอกกูมาว่าระหว่างมึงกับนับหนึ่งมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” “แม่ง!! ขี้เสือกว่ะ”สกายแกล้งต่อว่าเพื่อนออกไป ทั้งที่ในใจคือเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนไหน อีกทั้งมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไปหวงเธอ ไม่อยากให้เพื่อนจีบ ในเมื่อเขากับเธอตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกัน และยอมรับว่าความรู้สึกในใจเขา มันไม่ถึงขั้นชอบหรือรัก เพียงแต่เป็นความไม่เข้าใจที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทุกอย่างมันเลยหนักอึ้งอยู่ในอกของเขาจนถึงตอนนี้ “ถ้ามึงไม่ถือเรื่องได้ผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อน กูก็ไม่มีอะไรจะพูด” “สัดกาย ทำไมปากหมาจังว่ะ ว่าแต่คืนงานเลี้ยงส่งของรุ่นพี่ใช่ไหมว่ะ กูเห็นหลังจากวันนั้นนับหนึ่งก็หายไปเลย” “…..” สกายไม่ตอบ คีรินก็เลยทึกทักเอาเองว่าต้องเป็นคืนนั้นแน่นอน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เพื่อนหัวร้อนออกมาทันที“ได้แล้วไม่รัก ได้แล้วไม่ชอบ จะหวงทำเหี้ยไรว่ะ จะมองเขาตาเป็นมันขนาดนั้นทำไม” “กูไม่ได้หวง แค่ไม่เข้าใจ ว่าเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง” “อ้าว เขาไม่พูด มึงไม่พูด ก็แค่คิดว่ามันเป็นวันไนต์สแตนด์สิว่ะ จะไปยากอะ
สกายทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มือหนากุมศีรษะแน่น ความทรงจำเมื่อคืนพรั่งพรูออกมา ทั้งเสียงครางของเธอที่เรียกชื่อเขาหลุดออกมาจากปากเธอหลายครั้ง แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีเพียงความเงียบ และความสงสัยในหัวของเขา ว่าเธอทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง หรือเมื่อคืนเธอจะจำไม่ได้ว่าเราสองคนทำอะไรกัน และเพิ่งมารู้สึกตัวตอนตื่น เลยหนีเขาไปแบบนี้ สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของโซลกับใยไหมถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะลูกชายบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ติดอันดับของประเทศ ทุกอย่างถูกเนรมิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนเจ้าสาว อย่างนับหนึ่ง เอวา และใบหม่อน แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็ม ด้วยธีมชุดเพื่อนเจ้าสาว เดรสเกาะอกสีชมพูหวาน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีนส์ คาเตอร์ สกาย คีริน ตะวัน อยู่ในชุดทักซิโด้แบรนด์ดัง “มึงมองใครนักหนาไอ้กาย กูเห็นมองอยู่นานแล้ว”ตะวันหันมาถามไถ่เพื่อน เขาสังเกตุเห็นว่าตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า จนถึงงานเลี้ยงตอนเย็น สกายเอาแต่มองไปยังกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวตลอดเวลา “มันคงตะลึงที่เห็นเพื่อนเจ้าสาวสวยล่ะมั้ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ นับหนึ่งสวยฉิบหายเลยว่ะ แม่ง!!! ไม่คิดว่าจะแต่งแนวหวานแบบนี้แล้วสวยจับใจข
สกายยกศีรษะขึ้นมองหน้าเธอ ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และความปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกายของเขา จนร้อนรุ่มกลางกาย ไม่อาจทานทนไหว “อยากให้หยุดไหม?”เขาถามเสียงแหบพร่า ทว่าคำตอบของเธอ คือดึงใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาจูบอย่างดุเดือด กางเกงในของทั้งสองคนถูกถอดออกในพริบตา คนตัวสูงก้มลงจูบที่หน้าอกอวบอิ่มของเธอ ดูดเม้มจุกยอดสีหวานที่แข็งคัด ชูชันขึ้นมาจนเธอร้องครางดังลั่น มือหนาอีกข้างของเขาลูบไล้เนินอกข้างที่ว่าง สลับกับปากที่ดูดเม้มไม่หยุด นับหนึ่งเกร็งตัว มือจิกผมหนาของเขาแน่น ก่อนเขาจะลากเลียความเปียกชื้นลงไปตามหน้าท้องแบนราบ "อื้อ~ อ๊าสส" นับหนึ่งครางเสียงแผ่วเมื่อริมฝีปากหนาของเขาแตะผิวเนื้อต้นขาด้านใน ร่างกายของเธอสั่นระริก ลมหายใจร้อนผ่าวขึ้นทุกขณะ สกายยกยิ้มมุมปาก มองขึ้นไปเห็นใบหน้าหวานที่บิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเสียวซ่าน เขาตวัดลิ้นร้อนออกมาแตะเบา ๆ ที่ร่องรักชุ่มชื้นของเธอ ซึ่งกำลังอ้าออกเล็กน้อย เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างเข้ามาเติมเต็ม “อ๊าส กะ กาย”นับหนึ่งร้องครวญคราง มือเล็กจิกผ้าปูที่นอนแน่น ทว่าสกายไม่รอช้า ลิ้นร้อนของเขาดูดเลียร่องรักนั้นอย่างช่ำชอง เริ่มจากกล
สองวันต่อมา ไฟนีออนสลัวสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวของร้านเหล้าชื่อดังแห่งหนึ่ง กลิ่นเหล้า กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงดนตรีสดดังกระหึ่มจนพื้นสั่นสะเทือน กลุ่มรุ่นพี่ฝึกงานที่แผนกยกแก้วขึ้นชนกันครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด “กินเต็มที่เลยนะ พวกพี่เลี้ยงเอง”รุ่นพี่ผู้ชายที่ชอบแซวนับหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นแข่งกับเสียงเพลง นับหนึ่งหัวเราะ ยกแก้วเหล้าในมือขึ้นชนกลับ “ขอบคุณพวกพี่มากนะคะ”เธอพูดเสียงสดใส ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มมาแล้วหลายแก้ว ตะวันที่นั่งข้างกันยกมือขึ้นปิดปากหาว“กูขอตัวก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องไปหน้างานแต่เช้า”เขาหันไปกระซิบกับสกายและคีริน“มึงกลับพร้อมกูด้วยไหม” คีรินพยักหน้า“เออ กลับด้วย กูก็ง่วงแล้วเหมือนกันว่ะ ปล่อยให้สองคนนี้เมาให้พอ”ทั้งคู่ลุกขึ้น บอกลารุ่นพี่รอบโต๊ะ แล้วเดินกอดคอออกไปทันที ทิ้งให้สกายและนับหนึ่งนั่งดื่มต่อกับกลุ่มรุ่นพี่ สกายถือแก้วเหล้า สีหน้าเรียบเฉย แต่ทว่าดวงตาเริ่มแดงก่ำ เพราะดื่มไปหลายแก้ว แต่ดูเหมือนคนที่เมาหนักกว่าเขาคือนับหนึ่ง เธอเอาแต่ยกแก้วชนกับคนนั้น คนนี้ไปทั่ว บางครั้งก็ยืนขึ้นโยกตามจังหวะเพลงที่กำลังดัง ด้







