เข้าสู่ระบบสกายทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มือหนากุมศีรษะแน่น ความทรงจำเมื่อคืนพรั่งพรูออกมา ทั้งเสียงครางของเธอที่เรียกชื่อเขาหลุดออกมาจากปากเธอหลายครั้ง
แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีเพียงความเงียบ และความสงสัยในหัวของเขา ว่าเธอทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง หรือเมื่อคืนเธอจะจำไม่ได้ว่าเราสองคนทำอะไรกัน และเพิ่งมารู้สึกตัวตอนตื่น เลยหนีเขาไปแบบนี้ สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของโซลกับใยไหมถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะลูกชายบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ติดอันดับของประเทศ ทุกอย่างถูกเนรมิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนเจ้าสาว อย่างนับหนึ่ง เอวา และใบหม่อน แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็ม ด้วยธีมชุดเพื่อนเจ้าสาว เดรสเกาะอกสีชมพูหวาน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีนส์ คาเตอร์ สกาย คีริน ตะวัน อยู่ในชุดทักซิโด้แบรนด์ดัง “มึงมองใครนักหนาไอ้กาย กูเห็นมองอยู่นานแล้ว”ตะวันหันมาถามไถ่เพื่อน เขาสังเกตุเห็นว่าตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า จนถึงงานเลี้ยงตอนเย็น สกายเอาแต่มองไปยังกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวตลอดเวลา “มันคงตะลึงที่เห็นเพื่อนเจ้าสาวสวยล่ะมั้ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ นับหนึ่งสวยฉิบหายเลยว่ะ แม่ง!!! ไม่คิดว่าจะแต่งแนวหวานแบบนี้แล้วสวยจับใจขนาดนี้" คีรินเอ่ยออกมาตามภาพที่เห็น ปกติเขาเคยเห็นเวลาเธอลงรูปในโซเชียล จะเป็นคนมีความมั่นใจในเรื่องการแต่งตัวมากพออยู่แล้ว แต่ทว่าไม่ค่อยเห็นแต่งแนวหวาน พอแต่งขึ้นมาก็ดูสวยผิดหูผิดตาขึ้นมาทันที "มึงจีบดิว่ะ เอาตรง ๆ ช่วงฝึกงานกูเห็นมึงสองคนสนิทกัน กูว่าเหมาะสมกันดีนะ" "มึงมีเมียแล้ว ไปเสือกอะไรกับเขาว่ะ" "อ้าว ไอ้เหี้ยนี่ เป็นเหี้ยอะไรของมึงว่ะ แปลกตรงไหนที่กูจะยุให้ไอ้คีรินจีบ มันก็โสด นับหนึ่งก็โสด พอดีกันเป๊ะ" "เป๊ะ พ่อง!! มึงสิ ถ้าคนมันใช่ มันใช่ไปนานแล้ว" คีรินหันมามองหน้าสกายแล้วคลี่ยิ้มออกมา พักหลังเพื่อนคนนี้ทำตัวแปลกขึ้นทุกที เมื่อก่อนติดคุยกับสาวยิ่งกว่าอะไร แต่ช่วงนี้ไม่เห็นมันคุยกับใคร เอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ทุกครั้งที่เจอกัน "มึงโดนผู้หญิงเทมาเหรอว่ะ อาการเหมือนคนถูกทิ้งนะ" "เออจริงสิ น้องคนนั้นหายไปไหนแล้ว รู้สึกมึงไม่คุยนานแล้วนี่หว่า หรือว่าถูกเทเหมือนไอ้คีรินว่าจริง ๆ" "เสือก!!" สกายเดินหนีเพื่อนออกมาสูบบุหรี่อยู่บริเวณสวนหย่อมของโรงแรม ปกติไม่ใช่คนติดสูบบุหรี่อะไรขนาดนั้น ถ้าให้นับระดับความติดนิโคตินจากเพื่อนในกลุ่ม เขาถือว่าติดน้อยรองจากคีรินเลยก็ว่าได้ เขาจะสูบเฉพาะเวลาไปผับหรือร้านเหล้า หรือเวลามีเรื่องให้คิดเหมือนช่วงนี้ ที่เขาเหมือนกลายเป็นคนติดบุหรี่ไปแล้ว เพราะแทบจะหยิบขึ้นมาจุดสูบตลอดเวลาที่ว่าง "ขอกูสูบบ้างดิ" คีรินเดินตามหลังเพื่อนออกมา เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอาการที่เพื่อนเป็นอยู่ตอนนี้คืออะไรกันแน่ "สูบทำไมว่ะ มึงมีไรให้เครียด" "มีสิว่ะ" สกายส่งซองบุหรี่ให้เพื่อน ก่อนจะเป็นคนจุดให้เพื่อนด้วยตัวเอง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปากของคีรินทันที "มึงรู้ไหมว่ากูถูกหลอก"คีรินเอ่ยออกมา ทำให้สกายชะงักไปทันที "ถูกหลอก? หมายความว่าไงว่ะ" "ก็ถูกหลอกให้รัก ถูกหลอกให้รอ สุดท้ายที่กูรอมันว่างเปล่า" "ใครทำมึง กูไม่เคยเห็นมึงคุยกับใครเลยนี่หว่า กูว่ากูอยู่กับมึงตลอดนะ หรือช่วงฝึกงานจบแล้ว" คีรินส่ายหน้า ก่อนจะสูดนิโคตินเข้าไปเต็มปอด แล้วพ่นควันสีขาวออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ทว่าแววตากลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด "มึงจะรู้ได้ไง ในเมื่อมันเป็นความลับ กูเป็นแค่คนในความลับของเขา พอจะออกมาที่แจ้งถึงได้รู้ว่ากูถูกหลอกมาตลอด เขามีผู้ชายที่ชอบอยู่แล้ว" "เชี่ย!! เจ็บสัด ๆ เลยว่ะ" "เออเจ็บฉิบหายเลยว่ะ" "ว่าแต่มึงบอกกูทำไม อยากให้กูปลอบใจมึงเหรอว่ะ"สกายหันมาเลิกคิ้วถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ ถึงจะพอมองออกว่าแววตาของเพื่อนเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน "ปลอบใจอะไร กูก็แค่บอกให้มึงรู้ ตอนนี้กูยังไม่เคลียร์เรื่องทุกอย่างหรอก กูแค่บังเอิญไปรู้มา แต่ว่าจะเคลียร์หลังจากงานแต่งไอ้โซลนี่แหละ กลัวว่าหากเคลียร์ก่อน กูคงทำใจมางานแต่งมันไม่ไหว" "หนักขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ" "หนักสิว่ะ รักเขานะโว้ย!!! รักฉิบหาย" สกายถอนหายใจออกมา ทำไมพอฟังไปฟังมา เขาถึงได้เอาเรื่องของเพื่อนมาเปรียบเทียบกับเรื่องของตัวเอง รู้สึกแปลกอยู่ในใจเหมือนกัน "แล้วมึงล่ะ มีอะไรจะบอกกูไหมว่ะ" "บอกเหี้ยไร อย่าบอกนะว่ามึงเอาความลับของมึงมาแลกเพราะอยากรู้เรื่องของกู" "น้องคนนั้นไปไหนว่ะ กูเห็นมึงไม่พูดถึงนานแล้ว" "ไม่รู้ว่ะ เลิกยุ่งไปตั้งแต่ก่อนจะฝึกงานเสร็จ พอคุยไปจริง ๆ กูรู้สึกว่าไม่ใช่ ยิ่งเวลาอยู่ด้วยกัน มันไม่รู้สึกถึงเคมีอะไรเลยว่ะ กูคงไม่ชอบเอาใจใครนาน ๆ" "ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ การจะเลิกยุ่งกับคน ๆ หนึ่ง ที่กูดูเหมือนมึงจะชอบเขาไม่น้อย ยอมขับรถไปกินข้าวกับน้องเขาถึงมหาลัย ไปรับไปส่งขนาดนั้น พอรู้สึกไม่ใช่ก็เลิกยุ่งง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอว่ะ" "เออว่ะ ช่วงแรกกูคงปลื้มมั้ง เลยมีพลังทำเรื่องบ้า ๆ พวกนั้น เพราะน้องเขาดูเข้าถึงยาก แต่พอผ่านไปสักพัก เหมือนกูหมดความท้าทาย มันไม่อิน มึงเข้าใจไหมว่ะ" คีรินส่ายหน้ารัวอีกครั้ง"ไม่เข้าใจ ขนาดนับหนึ่งยังดูออกเลยว่ามึงดูเครซี่น้องเขามากขนาดไหน" ชื่อที่ออกจากปากของเขา ทำให้แววตาของสกายเปลี่ยนไปทันที คีรินคลี่ยิ้มออกมา ดูเหมือนเขาจะเริ่มมาถูกทางแล้ว คิดไว้ไม่มีผิดว่าระหว่างสองคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลังจากคืนงานเลี้ยงส่ง นับหนึ่งก็ไม่มาฝึกงานอีกเลย เธอให้เหตุผลกับรุ่นพี่ในแผนกว่าป่วย แต่เขาเห็นอาการของสกายก็ดูไม่ปกติเหมือนกัน มันเอาแต่เหม่อลอย ตอนนั้นเขายังคิดว่ามันคงถูกน้องคนนั้นเท แต่เพิ่งจะมาเข้าใจวันนี้ว่ามันต่างหากที่เป็นฝ่ายเทน้องคนนั้น “ถ้ากูเคลียร์เรื่องตัวเองจบ มึงคิดว่าไง ถ้ากูจะจีบนับหนึ่ง เหมือนที่ไอ้ตะวันยุ” “สัด! มึงไปฟังเหี้ยไรมันว่ะ ปากมันก็พูดไปเรื่อย อีกอย่างมึงเพิ่งบอกกูว่าเสียใจ มึงจะทำใจไปจีบผู้หญิงอีกคนได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ” “แม่ง!! หลักการสัด แต่ฟังดูแล้วขัดหูกูฉิบหาย ฟังดูเหมือนอะไร มึงรู้ไหมว่ะ”คีรินหันหน้าไปยิ้มล้อเลียนคำพูดของเพื่อน“ฟังดูเหมือนมึงไม่อยากให้กูจีบหรือยุ่งกับนับหนึ่งเลยว่ะ ทั้งที่เมื่อก่อนมึงก็ไม่เห็นจะสนใจเธอนี่หว่า” “…..” สกายนิ่งไปทันที ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นมาสูบแก้เก้อ จนถึงตอนนี้ในหัวของเขามันมีแต่คำถามเต็มไปหมด เกิดมาเขาเองก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงแบบนี้เหมือนกัน ถึงจะมีหากินบ้างตามประสาผู้ชาย แต่นั่นมันก็คือข้อตกลงที่มีร่วมกันตั้งแต่แรก แต่กับนับหนึ่งจะเรียกว่าเมาแล้วพลาดเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเขามั่นใจว่าเธอรู้ทุกอย่าง แต่ทำไมเธอถึงหนีเขาไป ทำไมถึงทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่ใช้คำนี้เพราะเขามั่นใจแล้วว่าเธอไม่อยากเจอหน้าเขา พยายามหลบหน้าเขามาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เธอไม่รับโทรศัพท์ ไม่อ่านข้อความที่เขาส่งไปเลยแม้แต่ข้อความเดียว ในงานแต่งไอ้โซลวันนี้เธอก็หลบหน้าเขาตลอดเวลา เกาะติดกลุ่มเพื่อนของเธอแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะเดินเข้าไปพูดเรื่องคืนนั้น สายตาของเธอเอาแต่หลบเลี่ยงสายตาของเขาตลอดเวลาที่เขาหันไปมองห้าปีต่อมา ชีวิตคู่ของสกายและนับหนึ่ง ดำเนินมาจนถึงช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งคู่มีลูกน้อยที่น่ารักสองคนเข้ามาเติมเต็ม คนที่หนึ่งเป็นผู้ชายอายุสี่ขวบชื่อปกป้อง เป็นเด็กที่ช่างพูดและหน้าตาถอดแบบคนเป็นแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนคนที่สองเป็นผู้หญิงชื่อออดอ้อน คนนี้เป็นเด็กขี้อ้อนเหมือนชื่อ หน้าตาเหมือนคนเป็นพ่อราวกับแกะ และที่สำคัญคือติดสกายมาก ตอนนี้ทั้งสี่คนกำลังมุ่งไปยังเกาะเสม็ด เพื่อใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุด โดยสกายเป็นคนขับรถพาครอบครัวมาด้วยตัวเอง เป็นเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับลูกชายว่า หากมีวันหยุด เขาจะพาลูกมาเล่นน้ำที่ทะเล ใช้เวลาขับรถกว่าสี่ชั่วโมงก็ถึงท่าเรือบ้านเพ ที่จะพาไปยังเกาะเสม็ด จากท่าเรือนั้นต้องเดินทางอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ถึงจะถึงที่พักวิลล่าที่เขาจองเอาไว้ “เดี๋ยวกายอุ้มลูกเอง?” สกายหันไปรับลูกสาวคนเล็กมาจากภรรยา ส่วนปกป้องนั้น ตอนนี้กำลังตื่นเต้นกับน้ำทะเลที่เห็น จนไม่สนใจสิ่งอื่น แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ลูกของเขาทั้งสองคนไม่มีใครมีอาการเมาเรือ ที่รู้ก็เพราะเขาเคยพาไปนั่งเรือยอร์ชเมื่อเดือนที่แล้ว ห้องพักที่สกายจองนั้น เป็นห้องพักวิลล่าแบบครอบครัว มีสอ
สามเดือนผ่านไป ทะเลอันดามันตอนเช้าตรู่ สีฟ้าครามใสจนเห็นเงาของเรือยอร์ชลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ สกายยืนอยู่ที่หางเสือ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างโอบเอวนับหนึ่งที่ยืนพิงหน้าอกของเขา ชุดเดรสสีขาวบางของเธอปลิวไปตามสายลม ผมยาวสีน้ำตาลปลิวไสว จนเขาต้องเอามือจับไปไว้ข้างหนึ่ง “แน่ใจนะว่าอยากทิ้งสมอตรงนี้?”สกายถามเสียงแผ่ว ก้มลงจูบที่ขมับของเธออย่างแสนรัก “แน่ใจสิ”นับหนึ่งหันมายิ้ม“ตรงนี้แหละ ห่างไกลผู้คนดี โรแมนติกที่สุด?” เป็นความคิดของเธอเอง ที่อยากมาฮันนีมูนบนเรือยอร์ชกลางทะเล โชคดีที่ครอบครัวของสกายมีธุรกิจเรือยอร์ชพอดี เธอจึงถือโอกาสมาจัดงานแต่งที่ทะเลด้วยเสียเลย งานแต่งจบปุ๊บก็ขึ้นเรือมาฮันนีมูนทันที ทว่าเจ้าบ่าวหมาด ๆ ของเธอคงไม่รู้ว่าการมาล่องเรือของเธอนั้น มันมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ ตกตอนเย็น พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ส่องแสงสีส้มเรืองรองตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม เรือยอร์ชจอดนิ่งอยู่กลางอ่าวลับตาผู้คน ไม่มีเรือลำไหนแล่นผ่านเลยสักลำ เหมือนผืนน้ำแห่งนี้ มีเพียงคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันเป็นเจ้าของ นับหนึ่งนอนเอนตัวบนเก้าอี้ผ้าใบสีสันสดใส ตรงดาดฟ้าด้านหน้าเรือ บิกินี่สีดำสนิทสุดเซ็กซ
เธอโน้มหน้าเข้ามาใกล้ เรียวปากสีแดงก่ำแตะลงบนกลีบปากของเขาอย่างแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนจะกดจูบลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างเร่าร้อน แต่ทว่ามีความนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน คนตัวสูงหลับตาพริ้ม ตอบรับจูบร้อนแรงนั้นโดยอัตโนมัติ มือหนาของเขายกขึ้นกอดเอวบางของเธอโดยไม่รู้ตัว จูบนั้นไม่เร่งรีบ ไม่ดุดันอย่างที่คิด มันเต็มไปด้วยความรักที่ล้นทะลักจนเขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะสลาย ไม่นานคนตัวเล็กก็ถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า สกายที่ยังคงหลับตาอยู่ ใบหน้าขึ้นสีแดงจัด กำลังหอบหายใจเบา ๆ แต่ทว่าจู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงสัมผัสเย็นวาบที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง ก่อนลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงง ๆ เห็นนับหนึ่งส่งยิ้มหวานให้เขา เธอยังคงอยู่ในชุดคอสเพลย์แมวเซ็กซี่ แต่ทว่าท่าทางของเธอกลับจริงจังขึ้นมาอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เธอยกมือขวาขึ้น โชว์แหวนเพชรสีเงินที่มีเพชรเม็ดโตส่องแสงระยิบระยับใต้แสงไฟสลัว หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ กับภาพนั้น ก้มมองนิ้วมือของตัวเองที่มีแหวนสีเงินราบเรียบแบบของผู้ชายอยู่ในนิ้วนางข้างซ้าย “กาย”น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ“ตั้งแต่เรื่องคืนนั้นของเราเกิดขึ้น ถึงแม้ตอนแรกมันจะไม่ชัดเจน แต่มันเปลี่ยนแ
นับหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงใหญ่ ขาทั้งสองข้างพาดลงพื้นอย่างยั่วเย้า ร่างกายของเธอห่อหุ้มด้วยชุดแมวยั่วสวาทที่เซ็กซี่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น ชุดนั้นเป็นหนังสีดำมันวาว รัดรูปเข้ากับเรือนร่างโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ หูแมวเล็ก ๆ สีชมพูครอบทับอยู่บนศีรษะ ผมยาวสลวยสีน้ำตาลทองของเธอถูกปล่อยลงมาแผ่สลายเต็มแผ่นหลัง หางแมวห้อยย้อยลงมาจากบั้นท้ายงอนงาม ปลายหางสั่นไหวเบา ๆ ตามจังหวะการหายใจของเธอ ชุดนั้นเปิดเผยมากพอที่จะทำให้หัวใจแกร่งของเขากระหน่ำเต้นแรงขึ้นทันที คอเสื้อเว้าลึกจนถึงสะดือ เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลง กระโปรงสั้นกุดที่แค่อ้าขาออก ก็มองเห็นเนินอวบอิ่มที่มีกางเกงในตัวจิ๋วผ้าเนื้อบางโผล่ออกมา แทบจะปกปิดส่วนนั้นของเธอไม่มิด ปล่อยให้ต้นขาเรียบเนียนและเรียวขาของเธอที่มีถุงน่องตาข่ายสีขาว เพิ่มความเซ็กซี่มากขึ้นไปอีก ดวงตากลมโตของเธอมองตรงมาที่เขา ด้วยแววตายั่วยวนที่เต็มไปด้วยความซุกซนและขี้เล่น ทว่ามีไฟแห่งความปรารถนาปะปนอยู่ด้วย ในตอนนั้นเอง ที่ความรู้สึกของเขาพุ่งทะลักราวกับคลื่นยักษ์ที่สาดซัดถล่มเข้ามา ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ใครจะคิดว่าเธอจะกล้ายั่วยวนเขาด้วยชุดคอสเพลย์
ห้าเดือนผ่านไป มือหนาของสกายแตะคีย์การ์ดหน้าห้องพักของแฟนสาว ทว่าทันทีที่ประตูเปิดออก ภายในห้องกลับมืดและเงียบสนิท ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นี่ หัวคิ้วหนาขมวดมุ่น ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจออีกครั้ง เป็นข้อความล่าสุดจากเธอที่เขาได้รับ นับหนึ่ง: เลิกงานแล้ว มาที่คอนโดนะ เขาอ่านข้อความนั้นซ้ำไปมา ก็คิดว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจอะไรผิด เมื่อเช้าเขาเป็นคนมาส่งเธอที่คอนโด เพราะเธอบอกว่าปวดหัว อยากนอนพัก และจะเริ่มเก็บของ เพื่อย้ายไปอยู่คอนโดของเขา ขาเรียวยาวก้าวอย่างมั่นคงไปยังประตูห้องนอนที่ปิดสนิท มือหนาจับลูกบิดหมุนออก ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องนอน ภายในห้องก็เงียบและมืดสนิทไม่ต่างกันกับด้านนอก เขากำลังจะกดสวิตช์ไฟเพื่อเปิด แต่ทว่าได้ยินเสียงหวานของเจ้าของห้องดังขึ้นขัดจังหวะจากด้านหลังของเขาเสียก่อน "อย่าเปิดนะ" ยอมรับว่าเขาสะดุ้งตกใจในช่วงแรก แต่ก็ถูกความวาบหวามจากฝ่ามือเล็กที่กำลังลูบไล้แผงอกแกร่งของเขาจากด้านหลัง ลำตัวด้านหน้าของเธอแนบสนิทไปกับแผ่นหลังกว้างของเขา กลิ่นน้ำหอม ของเธอลอยขึ้นแตะจมูก จนกลืนกินความรู้สึกตกใจไปจนหมดสิ้น "เล่นอะไร หืม?" คนตัวเล็กด้านหลังยิ้มกริ่มในค
เวลาต่อมา รถคันหรูจอดที่โรงรถของบ้านพ่อแม่ของนับหนึ่ง สกายนั้นมีท่าทีสบาย ๆ ไม่ได้เกร็งเหมือนตอนที่เธอไปเจอพ่อแม่เขาก่อนหน้านี้ “ไหนบอกว่าความรู้สึกไม่เหมือนกันไง” “ก็ไม่เหมือน แต่คิดว่ายังไงก็ต้องเจอกัน เรื่องแบบนี้มันหนีกันไม่พ้นหรอก” เขาดึงมือเธอมาจับเอาไว้ และเดินตรงเข้าไปในตัวบ้าน ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง ในขณะที่นับหนึ่งได้แต่ภาวนาให้คนเป็นพ่อ ไม่พูดอะไรที่ทำให้สกายลำบากใจ “มากันแล้วเหรอลูก”ธนิดาคนเป็นแม่ เดินออกมาต้อนรับลูกสาวคนเล็ก ที่เดินควงคู่กันมากับแฟนหนุ่ม เธอยิ้มดีใจอย่างไม่คิดปิดบัง มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ที่ลูกสาวของเธอมีผู้ชายที่เพรียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง เข้ามาดูแล “สวัสดีครับ”สกายยกมือไหว้ผู้อาวุโส ก่อนจะเดินตามเข้ามาในห้องรับแขก เห็นหน้าก้องภพ พ่อของนับหนึ่งที่เขาเคยเจอมาแล้วหลายครั้ง ก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “นั่งลงสิ” ช่วงแรกคนตัวสูงก็ยอมรับว่าเกร็งเหมือนกัน ที่จะต้องพูดคุยกันในฐานะอื่น ที่ไม่ใช่เรื่องงานเหมือนที่บริษัท แต่ทว่าก็แค่เพียงช่วงแรก เพราะหลังจากที่ย้ายมาพูดคุยกันที่โต๊ะอาหาร บรรยากาศทุกอย่างก็ดีขึ้นมาก รวมถึงนับหนึ่งที่คลายความกังวลทุกอย่าง
คำว่ากายที่หลุดออกมาจากปากของเธอ มันทำให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้เมามากอย่างที่คิด ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้เขามากขึ้นไปอีก เขายื่นมือไปจับข้อมือเล็กของเธอ ดึงออกจากแขนของคีรินที่เธอเผลอไปจับเข้าโดยบังเอิญ “เมาแล้วเป็นแบบนี้ทุกที” “มึงทำเชี่ยไรของมึงไอ้กาย มือนับจะมาโดนตัวกูสักนิดไม่ได้เลยเหรอว่ะ เป็นอ
“หม่ำ หม่ำ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังขึ้นทำให้นับหนึ่งเอ็นดูเป็นที่สุด ได้แต่คิดว่าเธอหายไปนานจนหลานโตขนาดนี้ได้ยังไง "กูคิดถึงมึง"ใยไหมยิ้มทั้งน้ำตา“กูจะไม่ถามว่าที่ผ่านมามึงหายไปทำไม แต่หลังจากนี้อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมว่ะ” "เออ กูไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่เกาะติดมึง จนมึงเบื่อกูเลยดีไหม"นับหนึ่งเอ่ยออกมา พลางหั
สกายยกศีรษะขึ้นมองหน้าเธอ ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และความปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกายของเขา จนร้อนรุ่มกลางกาย ไม่อาจทานทนไหว “อยากให้หยุดไหม?”เขาถามเสียงแหบพร่า ทว่าคำตอบของเธอ คือดึงใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาจูบอย่างดุเดือด กางเกงในของทั้งสองคนถูกถอดออกในพริบตา คนตัวสูงก้มลงจูบที่หน้า
สองวันต่อมา ไฟนีออนสลัวสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวของร้านเหล้าชื่อดังแห่งหนึ่ง กลิ่นเหล้า กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงดนตรีสดดังกระหึ่มจนพื้นสั่นสะเทือน กลุ่มรุ่นพี่ฝึกงานที่แผนกยกแก้วขึ้นชนกันครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด “กินเต็มที่เลยนะ พวกพี่เลี้ยงเอง”รุ่นพี่ผู้ชายที่ชอบแซว







