LOGINสกายทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มือหนากุมศีรษะแน่น ความทรงจำเมื่อคืนพรั่งพรูออกมา ทั้งเสียงครางของเธอที่เรียกชื่อเขาหลุดออกมาจากปากเธอหลายครั้ง
แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีเพียงความเงียบ และความสงสัยในหัวของเขา ว่าเธอทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง หรือเมื่อคืนเธอจะจำไม่ได้ว่าเราสองคนทำอะไรกัน และเพิ่งมารู้สึกตัวตอนตื่น เลยหนีเขาไปแบบนี้ สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของโซลกับใยไหมถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะลูกชายบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ติดอันดับของประเทศ ทุกอย่างถูกเนรมิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนเจ้าสาว อย่างนับหนึ่ง เอวา และใบหม่อน แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็ม ด้วยธีมชุดเพื่อนเจ้าสาว เดรสเกาะอกสีชมพูหวาน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีนส์ คาเตอร์ สกาย คีริน ตะวัน อยู่ในชุดทักซิโด้แบรนด์ดัง “มึงมองใครนักหนาไอ้กาย กูเห็นมองอยู่นานแล้ว”ตะวันหันมาถามไถ่เพื่อน เขาสังเกตุเห็นว่าตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า จนถึงงานเลี้ยงตอนเย็น สกายเอาแต่มองไปยังกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวตลอดเวลา “มันคงตะลึงที่เห็นเพื่อนเจ้าสาวสวยล่ะมั้ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ นับหนึ่งสวยฉิบหายเลยว่ะ แม่ง!!! ไม่คิดว่าจะแต่งแนวหวานแบบนี้แล้วสวยจับใจขนาดนี้" คีรินเอ่ยออกมาตามภาพที่เห็น ปกติเขาเคยเห็นเวลาเธอลงรูปในโซเชียล จะเป็นคนมีความมั่นใจในเรื่องการแต่งตัวมากพออยู่แล้ว แต่ทว่าไม่ค่อยเห็นแต่งแนวหวาน พอแต่งขึ้นมาก็ดูสวยผิดหูผิดตาขึ้นมาทันที "มึงจีบดิว่ะ เอาตรง ๆ ช่วงฝึกงานกูเห็นมึงสองคนสนิทกัน กูว่าเหมาะสมกันดีนะ" "มึงมีเมียแล้ว ไปเสือกอะไรกับเขาว่ะ" "อ้าว ไอ้เหี้ยนี่ เป็นเหี้ยอะไรของมึงว่ะ แปลกตรงไหนที่กูจะยุให้ไอ้คีรินจีบ มันก็โสด นับหนึ่งก็โสด พอดีกันเป๊ะ" "เป๊ะ พ่อง!! มึงสิ ถ้าคนมันใช่ มันใช่ไปนานแล้ว" คีรินหันมามองหน้าสกายแล้วคลี่ยิ้มออกมา พักหลังเพื่อนคนนี้ทำตัวแปลกขึ้นทุกที เมื่อก่อนติดคุยกับสาวยิ่งกว่าอะไร แต่ช่วงนี้ไม่เห็นมันคุยกับใคร เอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ทุกครั้งที่เจอกัน "มึงโดนผู้หญิงเทมาเหรอว่ะ อาการเหมือนคนถูกทิ้งนะ" "เออจริงสิ น้องคนนั้นหายไปไหนแล้ว รู้สึกมึงไม่คุยนานแล้วนี่หว่า หรือว่าถูกเทเหมือนไอ้คีรินว่าจริง ๆ" "เสือก!!" สกายเดินหนีเพื่อนออกมาสูบบุหรี่อยู่บริเวณสวนหย่อมของโรงแรม ปกติไม่ใช่คนติดสูบบุหรี่อะไรขนาดนั้น ถ้าให้นับระดับความติดนิโคตินจากเพื่อนในกลุ่ม เขาถือว่าติดน้อยรองจากคีรินเลยก็ว่าได้ เขาจะสูบเฉพาะเวลาไปผับหรือร้านเหล้า หรือเวลามีเรื่องให้คิดเหมือนช่วงนี้ ที่เขาเหมือนกลายเป็นคนติดบุหรี่ไปแล้ว เพราะแทบจะหยิบขึ้นมาจุดสูบตลอดเวลาที่ว่าง "ขอกูสูบบ้างดิ" คีรินเดินตามหลังเพื่อนออกมา เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอาการที่เพื่อนเป็นอยู่ตอนนี้คืออะไรกันแน่ "สูบทำไมว่ะ มึงมีไรให้เครียด" "มีสิว่ะ" สกายส่งซองบุหรี่ให้เพื่อน ก่อนจะเป็นคนจุดให้เพื่อนด้วยตัวเอง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปากของคีรินทันที "มึงรู้ไหมว่ากูถูกหลอก"คีรินเอ่ยออกมา ทำให้สกายชะงักไปทันที "ถูกหลอก? หมายความว่าไงว่ะ" "ก็ถูกหลอกให้รัก ถูกหลอกให้รอ สุดท้ายที่กูรอมันว่างเปล่า" "ใครทำมึง กูไม่เคยเห็นมึงคุยกับใครเลยนี่หว่า กูว่ากูอยู่กับมึงตลอดนะ หรือช่วงฝึกงานจบแล้ว" คีรินส่ายหน้า ก่อนจะสูดนิโคตินเข้าไปเต็มปอด แล้วพ่นควันสีขาวออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ทว่าแววตากลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด "มึงจะรู้ได้ไง ในเมื่อมันเป็นความลับ กูเป็นแค่คนในความลับของเขา พอจะออกมาที่แจ้งถึงได้รู้ว่ากูถูกหลอกมาตลอด เขามีผู้ชายที่ชอบอยู่แล้ว" "เชี่ย!! เจ็บสัด ๆ เลยว่ะ" "เออเจ็บฉิบหายเลยว่ะ" "ว่าแต่มึงบอกกูทำไม อยากให้กูปลอบใจมึงเหรอว่ะ"สกายหันมาเลิกคิ้วถามเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ ถึงจะพอมองออกว่าแววตาของเพื่อนเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน "ปลอบใจอะไร กูก็แค่บอกให้มึงรู้ ตอนนี้กูยังไม่เคลียร์เรื่องทุกอย่างหรอก กูแค่บังเอิญไปรู้มา แต่ว่าจะเคลียร์หลังจากงานแต่งไอ้โซลนี่แหละ กลัวว่าหากเคลียร์ก่อน กูคงทำใจมางานแต่งมันไม่ไหว" "หนักขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ" "หนักสิว่ะ รักเขานะโว้ย!!! รักฉิบหาย" สกายถอนหายใจออกมา ทำไมพอฟังไปฟังมา เขาถึงได้เอาเรื่องของเพื่อนมาเปรียบเทียบกับเรื่องของตัวเอง รู้สึกแปลกอยู่ในใจเหมือนกัน "แล้วมึงล่ะ มีอะไรจะบอกกูไหมว่ะ" "บอกเหี้ยไร อย่าบอกนะว่ามึงเอาความลับของมึงมาแลกเพราะอยากรู้เรื่องของกู" "น้องคนนั้นไปไหนว่ะ กูเห็นมึงไม่พูดถึงนานแล้ว" "ไม่รู้ว่ะ เลิกยุ่งไปตั้งแต่ก่อนจะฝึกงานเสร็จ พอคุยไปจริง ๆ กูรู้สึกว่าไม่ใช่ ยิ่งเวลาอยู่ด้วยกัน มันไม่รู้สึกถึงเคมีอะไรเลยว่ะ กูคงไม่ชอบเอาใจใครนาน ๆ" "ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ การจะเลิกยุ่งกับคน ๆ หนึ่ง ที่กูดูเหมือนมึงจะชอบเขาไม่น้อย ยอมขับรถไปกินข้าวกับน้องเขาถึงมหาลัย ไปรับไปส่งขนาดนั้น พอรู้สึกไม่ใช่ก็เลิกยุ่งง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอว่ะ" "เออว่ะ ช่วงแรกกูคงปลื้มมั้ง เลยมีพลังทำเรื่องบ้า ๆ พวกนั้น เพราะน้องเขาดูเข้าถึงยาก แต่พอผ่านไปสักพัก เหมือนกูหมดความท้าทาย มันไม่อิน มึงเข้าใจไหมว่ะ" คีรินส่ายหน้ารัวอีกครั้ง"ไม่เข้าใจ ขนาดนับหนึ่งยังดูออกเลยว่ามึงดูเครซี่น้องเขามากขนาดไหน" ชื่อที่ออกจากปากของเขา ทำให้แววตาของสกายเปลี่ยนไปทันที คีรินคลี่ยิ้มออกมา ดูเหมือนเขาจะเริ่มมาถูกทางแล้ว คิดไว้ไม่มีผิดว่าระหว่างสองคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลังจากคืนงานเลี้ยงส่ง นับหนึ่งก็ไม่มาฝึกงานอีกเลย เธอให้เหตุผลกับรุ่นพี่ในแผนกว่าป่วย แต่เขาเห็นอาการของสกายก็ดูไม่ปกติเหมือนกัน มันเอาแต่เหม่อลอย ตอนนั้นเขายังคิดว่ามันคงถูกน้องคนนั้นเท แต่เพิ่งจะมาเข้าใจวันนี้ว่ามันต่างหากที่เป็นฝ่ายเทน้องคนนั้น “ถ้ากูเคลียร์เรื่องตัวเองจบ มึงคิดว่าไง ถ้ากูจะจีบนับหนึ่ง เหมือนที่ไอ้ตะวันยุ” “สัด! มึงไปฟังเหี้ยไรมันว่ะ ปากมันก็พูดไปเรื่อย อีกอย่างมึงเพิ่งบอกกูว่าเสียใจ มึงจะทำใจไปจีบผู้หญิงอีกคนได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ” “แม่ง!! หลักการสัด แต่ฟังดูแล้วขัดหูกูฉิบหาย ฟังดูเหมือนอะไร มึงรู้ไหมว่ะ”คีรินหันหน้าไปยิ้มล้อเลียนคำพูดของเพื่อน“ฟังดูเหมือนมึงไม่อยากให้กูจีบหรือยุ่งกับนับหนึ่งเลยว่ะ ทั้งที่เมื่อก่อนมึงก็ไม่เห็นจะสนใจเธอนี่หว่า” “…..” สกายนิ่งไปทันที ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นมาสูบแก้เก้อ จนถึงตอนนี้ในหัวของเขามันมีแต่คำถามเต็มไปหมด เกิดมาเขาเองก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงแบบนี้เหมือนกัน ถึงจะมีหากินบ้างตามประสาผู้ชาย แต่นั่นมันก็คือข้อตกลงที่มีร่วมกันตั้งแต่แรก แต่กับนับหนึ่งจะเรียกว่าเมาแล้วพลาดเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเขามั่นใจว่าเธอรู้ทุกอย่าง แต่ทำไมเธอถึงหนีเขาไป ทำไมถึงทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่ใช้คำนี้เพราะเขามั่นใจแล้วว่าเธอไม่อยากเจอหน้าเขา พยายามหลบหน้าเขามาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เธอไม่รับโทรศัพท์ ไม่อ่านข้อความที่เขาส่งไปเลยแม้แต่ข้อความเดียว ในงานแต่งไอ้โซลวันนี้เธอก็หลบหน้าเขาตลอดเวลา เกาะติดกลุ่มเพื่อนของเธอแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะเดินเข้าไปพูดเรื่องคืนนั้น สายตาของเธอเอาแต่หลบเลี่ยงสายตาของเขาตลอดเวลาที่เขาหันไปมองหลังจากนั้นไม่นาน ใยไหมก็มาส่งนับหนึ่งที่คอนโดเก่าของตัวเอง สภาพห้องยังปกติทุกอย่างเพราะใยไหมให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง "ขอบใจมึงมากนะ รีบกลับไปดูลูกเถอะ" "งั้นเจอกันที่ร้านเหล้าเลยนะ มึงห้ามเบี้ยวเด็ดขาด เข้าใจไหม" "อะไรทำให้มึงคิดว่ากูจะเบี้ยว" นับหนึ่งเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพื่อน ตั้งแต่กลับมาเธอเองก็สังเกตุว่าเพื่อนพูดอะไรทำนองนี้หลายครั้ง จนเธอนึกสงสัยว่าเพื่อนรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า "กะ กู...." "ติดอ่างอะไรของมึง" "ก็กูคิดว่ามันคือเหตุผลที่มึงหนีไปทำงานที่เชียงใหม่"เธอถึงกับอึ้งไปทันที เมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อน "แต่กูแค่คิดนะ แล้วไม่อยากรู้ด้วย ถ้ามึงไม่อยากเล่าให้กูฟังเอง เอาที่มึงสบายใจ อยากบอกอะไรกับกูตอนไหนก็บอก ขอแค่มึงรู้ว่ากูอยู่ข้าง ๆ มึงเสมอก็พอ ห้ามคิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว" น้ำตาที่เก็บไว้แทบจะไหลออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท แต่ก็พยายามแสร้งยิ้มออกมา "กูบอกว่าอย่าพูดอะไรเลี่ยน ๆ นี่มึงติดคำพูดพวกนี้มาจากใครว่ะ" "ไม่ได้ติดมาจากใคร กูแค่อยากย้ำให้มึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว" "กลับไปได้แล้วเหอะ หลานกูร้องไห้คิดถึงมึงแล้ว" เมื่อรู้ว่าตั
“หม่ำ หม่ำ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังขึ้นทำให้นับหนึ่งเอ็นดูเป็นที่สุด ได้แต่คิดว่าเธอหายไปนานจนหลานโตขนาดนี้ได้ยังไง "กูคิดถึงมึง"ใยไหมยิ้มทั้งน้ำตา“กูจะไม่ถามว่าที่ผ่านมามึงหายไปทำไม แต่หลังจากนี้อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมว่ะ” "เออ กูไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่เกาะติดมึง จนมึงเบื่อกูเลยดีไหม"นับหนึ่งเอ่ยออกมา พลางหัวเราะเบา ๆ รับหลานตัวน้อยมาอุ้ม เด็กน้อยเกาะคอของเธอแน่น“ไหนน้องเซ้นต์ของน้าครับ ดื้อกับแม่หรือเปล่าเอ๋ย” ทั้งสองคนเดินออกจากสนามบิน ใยไหมเป็นคนเข็นกระเป๋าให้เพื่อน ส่วนนับหนึ่งอุ้มหลานชายตัวอ้วนที่หลับตาพริ้มในอ้อมแขน จากที่คิดว่ากลับมาแล้ว บรรยากาศระหว่างเพื่อนคงแปลกไป กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เธอกับใยไหมยังคงต่อกันติด มีเรื่องเล่าให้ฟังกันไปตลอดทาง จนถึงบ้านหลังโตของเพื่อน “พ่อแม่ผัวมึงไม่อยู่เหรอ”นับหนึ่งถามพลาง มองสำรวจไปรอบบ้าน ที่ดูเงียบผิดปกติ นอกจากมีแค่แม่บ้านที่เดินมาช่วยเข็นกระเป๋าของเธอ “พ่อกับแม่ไปพักผ่อนที่ลำปาง ส่วนยีนส์กับมิลลิไปนอนคอนโดนะ" "ปกติมึงอยู่คนเดียวแบบนี้เหรอ ถ้าผัวมึงไปทำงาน" ใยไหมพยักหน้า รับเอาลูกชายที่กำลังหลับมาวางบนที่นอนอย่างเบามือ นับหนึ่งที่เห็นภาพนั
“ถ้ามึงไม่ได้คิดแบบที่กูว่า งั้นกูจีบนับหนึ่งนะ” “ไอ้เหี้ย! มึงหยุดพูดสักที” “งั้นก็บอกกูมาว่าระหว่างมึงกับนับหนึ่งมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” “แม่ง!! ขี้เสือกว่ะ”สกายแกล้งต่อว่าเพื่อนออกไป ทั้งที่ในใจคือเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนไหน อีกทั้งมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไปหวงเธอ ไม่อยากให้เพื่อนจีบ ในเมื่อเขากับเธอตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกัน และยอมรับว่าความรู้สึกในใจเขา มันไม่ถึงขั้นชอบหรือรัก เพียงแต่เป็นความไม่เข้าใจที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทุกอย่างมันเลยหนักอึ้งอยู่ในอกของเขาจนถึงตอนนี้ “ถ้ามึงไม่ถือเรื่องได้ผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อน กูก็ไม่มีอะไรจะพูด” “สัดกาย ทำไมปากหมาจังว่ะ ว่าแต่คืนงานเลี้ยงส่งของรุ่นพี่ใช่ไหมว่ะ กูเห็นหลังจากวันนั้นนับหนึ่งก็หายไปเลย” “…..” สกายไม่ตอบ คีรินก็เลยทึกทักเอาเองว่าต้องเป็นคืนนั้นแน่นอน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เพื่อนหัวร้อนออกมาทันที“ได้แล้วไม่รัก ได้แล้วไม่ชอบ จะหวงทำเหี้ยไรว่ะ จะมองเขาตาเป็นมันขนาดนั้นทำไม” “กูไม่ได้หวง แค่ไม่เข้าใจ ว่าเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง” “อ้าว เขาไม่พูด มึงไม่พูด ก็แค่คิดว่ามันเป็นวันไนต์สแตนด์สิว่ะ จะไปยากอะ
สกายทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มือหนากุมศีรษะแน่น ความทรงจำเมื่อคืนพรั่งพรูออกมา ทั้งเสียงครางของเธอที่เรียกชื่อเขาหลุดออกมาจากปากเธอหลายครั้ง แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีเพียงความเงียบ และความสงสัยในหัวของเขา ว่าเธอทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง หรือเมื่อคืนเธอจะจำไม่ได้ว่าเราสองคนทำอะไรกัน และเพิ่งมารู้สึกตัวตอนตื่น เลยหนีเขาไปแบบนี้ สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของโซลกับใยไหมถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะลูกชายบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ติดอันดับของประเทศ ทุกอย่างถูกเนรมิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนเจ้าสาว อย่างนับหนึ่ง เอวา และใบหม่อน แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็ม ด้วยธีมชุดเพื่อนเจ้าสาว เดรสเกาะอกสีชมพูหวาน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีนส์ คาเตอร์ สกาย คีริน ตะวัน อยู่ในชุดทักซิโด้แบรนด์ดัง “มึงมองใครนักหนาไอ้กาย กูเห็นมองอยู่นานแล้ว”ตะวันหันมาถามไถ่เพื่อน เขาสังเกตุเห็นว่าตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า จนถึงงานเลี้ยงตอนเย็น สกายเอาแต่มองไปยังกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวตลอดเวลา “มันคงตะลึงที่เห็นเพื่อนเจ้าสาวสวยล่ะมั้ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ นับหนึ่งสวยฉิบหายเลยว่ะ แม่ง!!! ไม่คิดว่าจะแต่งแนวหวานแบบนี้แล้วสวยจับใจข
สกายยกศีรษะขึ้นมองหน้าเธอ ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และความปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกายของเขา จนร้อนรุ่มกลางกาย ไม่อาจทานทนไหว “อยากให้หยุดไหม?”เขาถามเสียงแหบพร่า ทว่าคำตอบของเธอ คือดึงใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาจูบอย่างดุเดือด กางเกงในของทั้งสองคนถูกถอดออกในพริบตา คนตัวสูงก้มลงจูบที่หน้าอกอวบอิ่มของเธอ ดูดเม้มจุกยอดสีหวานที่แข็งคัด ชูชันขึ้นมาจนเธอร้องครางดังลั่น มือหนาอีกข้างของเขาลูบไล้เนินอกข้างที่ว่าง สลับกับปากที่ดูดเม้มไม่หยุด นับหนึ่งเกร็งตัว มือจิกผมหนาของเขาแน่น ก่อนเขาจะลากเลียความเปียกชื้นลงไปตามหน้าท้องแบนราบ "อื้อ~ อ๊าสส" นับหนึ่งครางเสียงแผ่วเมื่อริมฝีปากหนาของเขาแตะผิวเนื้อต้นขาด้านใน ร่างกายของเธอสั่นระริก ลมหายใจร้อนผ่าวขึ้นทุกขณะ สกายยกยิ้มมุมปาก มองขึ้นไปเห็นใบหน้าหวานที่บิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเสียวซ่าน เขาตวัดลิ้นร้อนออกมาแตะเบา ๆ ที่ร่องรักชุ่มชื้นของเธอ ซึ่งกำลังอ้าออกเล็กน้อย เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างเข้ามาเติมเต็ม “อ๊าส กะ กาย”นับหนึ่งร้องครวญคราง มือเล็กจิกผ้าปูที่นอนแน่น ทว่าสกายไม่รอช้า ลิ้นร้อนของเขาดูดเลียร่องรักนั้นอย่างช่ำชอง เริ่มจากกล
สองวันต่อมา ไฟนีออนสลัวสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวของร้านเหล้าชื่อดังแห่งหนึ่ง กลิ่นเหล้า กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงดนตรีสดดังกระหึ่มจนพื้นสั่นสะเทือน กลุ่มรุ่นพี่ฝึกงานที่แผนกยกแก้วขึ้นชนกันครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด “กินเต็มที่เลยนะ พวกพี่เลี้ยงเอง”รุ่นพี่ผู้ชายที่ชอบแซวนับหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นแข่งกับเสียงเพลง นับหนึ่งหัวเราะ ยกแก้วเหล้าในมือขึ้นชนกลับ “ขอบคุณพวกพี่มากนะคะ”เธอพูดเสียงสดใส ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มมาแล้วหลายแก้ว ตะวันที่นั่งข้างกันยกมือขึ้นปิดปากหาว“กูขอตัวก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องไปหน้างานแต่เช้า”เขาหันไปกระซิบกับสกายและคีริน“มึงกลับพร้อมกูด้วยไหม” คีรินพยักหน้า“เออ กลับด้วย กูก็ง่วงแล้วเหมือนกันว่ะ ปล่อยให้สองคนนี้เมาให้พอ”ทั้งคู่ลุกขึ้น บอกลารุ่นพี่รอบโต๊ะ แล้วเดินกอดคอออกไปทันที ทิ้งให้สกายและนับหนึ่งนั่งดื่มต่อกับกลุ่มรุ่นพี่ สกายถือแก้วเหล้า สีหน้าเรียบเฉย แต่ทว่าดวงตาเริ่มแดงก่ำ เพราะดื่มไปหลายแก้ว แต่ดูเหมือนคนที่เมาหนักกว่าเขาคือนับหนึ่ง เธอเอาแต่ยกแก้วชนกับคนนั้น คนนี้ไปทั่ว บางครั้งก็ยืนขึ้นโยกตามจังหวะเพลงที่กำลังดัง ด้







