تسجيل الدخولเจ้าทัพ…
“ไม่มีเรียนหรือไง ทำไมมีเวลามาทำงาน”
ผมหันไปถามคนข้าง ๆ ขณะกำลังขับรถอยู่ ที่จริงผมรู้อยู่แล้วแหละว่าเธอทำเรื่องดรอปเรียนไว้ เพราะข่าวลือของครอบครัวเธอนั้นดังไปทั่วมหาลัย ผมมีทั้งเพื่อนและรุ่นน้องรวมถึงคนรู้จักเรียนที่เดียวกันกับเธอ ก็เลยได้รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมาบ้างเพราะฝากพวกนั้นช่วยตามข่าวเธอให้
“ทำเรื่องดรอปไว้ค่ะ ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม”
เธอตอบทั้ง ๆ ที่นั่งก้มหน้าก้มตาไม่ยอมสบตากับผม ไม่รู้เพราะกลัวผมหรือโกรธที่ผมไม่ยอมให้เธอทำงานด้วยตั้งแต่วันนั้นกันแน่
เด็กนี่ผมเห็นเธอครั้งแรกตอนถ่ายแบบด้วยกันแล้วเกิดอยากได้ขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะท่าทางของเธอที่เหมือนกลัวผมวันนั้นหรือเปล่าเลยทำให้ผมสนใจในตัวเธอและอยากได้เธอมาประดับเตียง ยิ่งรู้ว่าเธอเป็นคนในครอบครัวของคนที่ผมเพิ่งจะส่งคนไปสั่งสอนแล้ว ก็รู้สึกว่าต้องดูแลเธอระหว่างที่เธอใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกคนเดียวโดยไร้ครอบครัว เธอยังเด็กเกินไปที่จะอยู่คนเดียวเพราะงั้นอยู่กับผมน่าจะปลอดภัยกว่า หึหึ
“พรุ่งนี้กลับไปเรียนซะ”
ผมบอกเธอทั้ง ๆ ที่สายตายังจับจ้องไปที่ถนน นี่คงเป็นเหตุผลที่เธอไปหาผมที่ผับแล้วคุยเรื่องนั้นสินะ ครั้งแรกก็คิดว่าเป็นแผน ที่ไหนได้ก็หาค่าเทอมจริง ๆ แต่มันเป็นการหาที่ผิดวิธีไปหน่อย
“แต่ว่าค่าเทอม…”
คนข้าง ๆ หันมามองด้วยสีหน้าลังเลก่อนจะเงียบไปเมื่อผมหันไปสบตาเข้า
“เดี๋ยวไปจ่ายให้”
“แล้วของที่อยู่ห้องนั้นล่ะคะ เกี๊ยวต้องกลับไปเอานะ”
“เดี๋ยวให้คนไปเอามาให้”
“อ่อ ขอบคุณค่ะ”
เราสองคนเดินทางมาถึงที่พักของผม ซึ่งก็คือผับที่ผมเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนสนิทพ่อ แต่ตอนนี้ทุกคนวางมือไปหมดแล้ว มีแค่ผมเท่านั้นที่ดูแลอยู่คนเดียวระหว่างรอลูกชายของหุ้นส่วนบรรลุนิติภาวะและเข้าออกผับได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“เกี๊ยวต้องอยู่ที่นี่กับพี่เหรอคะ”
คนที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังผมมาหลังจากลงรถถามเสียงเบา ทีตอนนี้ล่ะทำท่าเหมือนกลัวแต่วันนั้นล่ะใจกล้าเดินเข้ามาคนเดียว
“บอกไปแล้ว”
ผมตอบเธอแบบไม่หันไปมองก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ผมไม่ค่อยชอบพูดอะไรเยอะหรือพูดอะไรหลายครั้งกับคนที่ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ มีคนที่ทำให้ผมพูดมากได้แค่ไม่กี่คนหรอกแต่คงไม่ใช่เด็กนี่
หลังจากที่ผมพาเธอมาส่งถึงที่พักแล้ว ผมก็รีบไปจัดการธุระของตัวเองต่อ แต่กว่าจะกลับถึงผับก็ดึกพอสมควร พอเดินเข้ามาในห้องก็นึกบางอย่างได้ว่ามีใครบางคนรออยู่และเด็กนั่นอาจจะยังไม่ได้กินอะไร แต่แล้วกลิ่นหอมของอาหารที่โชยออกมาจากในครัวก็ทำให้ผมต้องถอยกลับเข้าไปดู
“พี่กลับมาแล้วเหรอคะ”
เสียงหวาน ๆ ของใครบางคนในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเงยหน้ามาถาม ขณะที่เจ้าตัวกำลังปรุงบางอย่างในถ้วยใบใหญ่ตรงหน้า เดินเข้าไปถึงได้รู้ว่าเป็นเกี๊ยวน้ำ
“เกี๊ยวลงไปซื้อของกินหน้าผับมาค่ะ แต่ไม่ได้ซท้อมาเผื่อพี่นะตังไม่พอ”
คนตรงหน้าพูดต่อขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่ชามใบโต
“ก็คิดว่าจะอดตายซะแล้ว”
ผมนั่งลงฝั่งตรงข้ามเธอพร้อมกับมองใบหน้าขาวเนียนไร้เครื่องสำอางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเหลือบมองของกินตรงหน้าที่มือเล็กเรียวกำลังคนให้เครื่องปรุงเข้ากัน
“พี่กินมั้ยคะ”
คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ก่อนจะนั่งลงอย่างรอคอยคำตอบ
“ไม่อะ ไม่ชอบกินเก๊ยว”
“อ่อค่ะ งั้นเกี๊ยวกินเลยนะคะ”
“แต่ถ้าเกี๊ยวที่เป็นคนก็อยากลองอยู่เหมือนกัน”
“…”
คนที่กำลัวตักเกี๊ยวเข้าปากชะงักเล็กน้อยก่อนจะหลุบตาลงแล้วก้มหน้าก้มตาสนใจของกินอย่างเงียบ ๆ ผมไม่ได้ชวนเธอคุยอะไรต่อแต่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงนั้น ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องนั่งตรงนั้น
“จะไม่เสียใจหรือไงที่เลือกเดินทางนี้”
อยู่ ๆ ผมก็ถามในสิ่งที่ไม่ควรจะถามขึ้น แต่ก็อดไม่ได้เพราะเธอยังเด็กมาก
“ก็มีบ้างค่ะ แต่เลือกแล้วก็ต้องยอมรับ เพื่อนของเกี๊ยวแนะนำให้ปลอบใจตัวเองไปว่าเหมือนมีแฟน ถ้าพี่ไม่ต่องานก็คิดซะว่าแฟนบอกเลิก”
“…”
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อแต่นั่งมองคนตรงหน้าเขี่ยเกี๊ยวคำสุดท้ายในถ้วยไปมาราวกับเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าคิดดี ๆ เด็กนี่เพิ่งขึ้นปีหนึ่งก็อารมณ์ประมาณเด็กเพิ่งจบมอปลาย อายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ผมยกเลิกตอนนี้ทันมั้ยวะไม่ค่อยสบายใจเลย
“แต่เกี๊ยวจะทำงานกับพี่แค่คนเดียวนะคะ เกี๊ยวตั้งใจไว้แล้ว”
เหมือนเธอจะคิดอะไรออกจึงพูดต่อพร้อมกับเงยหน้ามาสบตาผมที่กำลังนั่งฟังอยู่
“เกี๊ยวจะพยามเก็บเงินตอนที่อยู่กับพี่ไว้เยอะ ๆ เผื่อว่าวันไหนพี่เบื่อเกี๊ยวแล้วไม่ต่องาน เกี๊ยวจะได้มีเงินตั้งตัวจนกว่าจะเรียนจบ ตอนนั้นคงทำงานพิเศษเพิ่มบ้างแต่เกี๊ยวจะไม่กลับมาทำแบบนี้อีก”
เธอสบตากับผมด้วยแววตาที่ทำให้ผมนั้นรู้สึกวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะหลุบตาลงสนใจของกินของตัวเองต่อ
“พี่ให้เกี๊ยวเริ่มงานเลยมั้ยคะ เดี๋ยวเกี๊ยวล้างจานเสร็จแล้วจะตามเข้าไป”
คนตรงหน้าตักเกี๊ยวคำสุดท้ายเข้าปากพร้อมกับลุกขึ้น แต่แล้วอยู่ ๆ ผมก็โน้มใบหน้าลงไปทาบจูบบนริมฝีปากเนียนนุ่มของเธอ ก่อนจะสอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปฉกเกี๊ยวในปากเธอออกมาเคี้ยวต่อ
คนถูกกระทำไม่ได้พูดอะไรแต่มองผมด้วยแววตาวูบไหวราวกับตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว เนื้อตัวเธอสั่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ตอนนี้ผมอยากบอกให้เธอออกไปจากที่นี่เพราะไม่อยากให้เธอเดินทางผิด แต่คิดอีกมุมผมก็กลัวว่าเธอจะไปทำแบบนี้กับคนอื่น ซึ่งผมที่มองเธอไว้ก่อนคงยอมไม่ได้ และที่สำคัญผมทำให้เธอต้องโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว ผมต้องรับผิดชอบเธอ
“ฉันชอบเกี๊ยวร้านนี้นะ อร่อยดี”
ผมพูดกับเธอเสียงแผ่วทั้งที่มือทั้งสองข้างยังประคองใบหน้าสดสวยเอาไว้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมอยากดูแลใครสักคนขึ้นมา แต่ผมก็คิดว่ามันคงเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบหรืออารมณ์แปรปรวนเพราะเพิ่งเคยเล่นกับเด็กครั้งแรก มันคงแปลกใหม่จนทำให้สมหวั่นไหวและคิดอะไรไร้สาระขึ้นมา
“วันนี้ฉันมีงานต้องทำ เอาไว้วันหลังเราค่อยมาเริ่มกัน”
ผมบอกเธอก่อนจะปล่อยใบหน้าสวยหวานให้เป็นอิสระแล้วเดินกลับเข้าห้องไป ทั้งที่ความรู้สึกต้องการนั้นยังคงอยู่ และก็เหมือนกับว่ามันกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกทรมาน
เกี๊ยว…ฉันนอนแน่นิ่งหลับตาปี๋ขณะที่ความรู้สึกเย็นวาบนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เสื้อยืดตัวโคร่งถูกถกออกทางศีรษะ ต่อมาความรู้สึกโล่งโปร่งก็เกิดขึ้นเมื่อบราตัวจิ๋วที่ฉันสวมอยู่ถูกมือใหญ่ที่แทรกเข้าไปด้านหลังนั้นปลดออกอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักร่างกายของฉันก็เย็นวาบเพราะไม่เหลืออะไรให้ปกปิดอีกต่อไป“อื้อ” สัมผัสเย็นวาบเจ็บจี๊ดบนตุ่มเนื้อน้อย ๆ ที่แข็งชูชันบนเนินเนื้อทำให้ฉันสะดุ้งโหยง ริมฝีปากหนากำลังดูดดึงตุ่มเนื้อนั้นอย่างหิวกระหาย สองมือของฉันจิกหมอนไว้แน่นเพราะรู้สึกเกร็งแทบหายใจไม่ออก ยิ่งริมฝีปากเริ่มประโคมจูบตามเนินเนื้อและหน้าท้องยิ่งทำให้ฉันสั่นไหวและหายใจติดขัดขึ้นเรื่อย ๆ “อึก!” สองขาฉันเกร็งหนักขึ้นเมื่อนิ้วยาวเย็นเฉียบนั้นแทรกเข้าไปยังรอยแยกเบื้องล่าง ขณะที่ริมฝีปากร้อนนั้นเคลื่อนมาพรมจูบตามเนินเนื้อและซอกคอ ยิ่งนิ้วยาวเย็นเฉียบนั้นขยับถี่ขึ้นฉันก็ยิ่งดิ้นทุรนทุรายตามไปด้วย “หลายวันมานี้เธอทำให้ฉันหงุดหงิดตลอดเลยรู้มั้ยเกี๊ยว” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูขณะที่มือใหญ่นั้นยังขยับไม่หยุด“เกี๊ยวขอโทษ อึก” ฉันกลืนน้ำลายลงไปอึกนึงเมื่ออยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสำลัก นิ้วยา
เกี๊ยว…ผ่านมาสองวันแล้วที่ฉันไม่ได้ไปมหาลัยเพราะเอกฉันไม่มีเรียนแต่อาจารย์ให้ใช้เวลาว่างนี้อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ฉันเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือที่ผับคนเดียวเพราะไม่อยากออกไปไหน ส่วนเพื่อนคนอื่นที่ไม่มีธุระต้องไปมหาลัยก็เลือกที่จะอ่านหนังสือที่ห้องเหมือนกัน“โห ลายมือสวยใช้ได้เลยนะนี่แถมยังจดเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าเราอีก” ฉันเปิดเลคเชอร์สมัยปีหนึ่งที่ใครบางคนให้ไว้ขึ้นมาอ่าน ไม่ว่าจะเปิดเลคเชอร์ของวิชาไหนก็ต้องพูดแบบนี้ทุกครั้งไปถึงวิชาพื้นฐานเราจะเรียนคล้าย ๆ กันแต่ก็ผ่านไปหลายปีแล้วเพราะฉะนั้นฉันต้องเอามาเปรียบเทียบแล้วก็เอามาปรับใช้กับวิชาที่ฉันเรียนมาอีกที“ผ่านมาตั้งหลายปีพี่เขายังเก็บไว้อีกเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย” ฉันเปิดดูเลคเชอร์ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ทุกอย่างดูเป็นระเบียบแถมยังมีคำอธิบายและรายละเอียดปลีกย่อยก็ถูกบันทึกไว้เต็มไปหมด “ทำไมตอนเราจดแล้วพอกลับมาอ่านอีกทีถึงไม่เข้าใจนะ ดีไม่ดีอ่านลายมือตัวเองไม่ออกด้วยมั้งนี่” พอเปรียบเทียบกับเลคเชอร์ของตัวเองแล้วก็ปวดจิต ไม่คิดเลยว่าผู้ชายอย่างพี่เขาจะทำอะไรแบบนี้ได้ดีกว่าฉัน จดไว้ตั้งหลายปีพอกลับมาอ่านอ
เกี๊ยว…“เผ็ดเหรอคะ เอาน้ำมั้ย” ฉันถามคนที่หันไปมองทิศทางอื่นหลังจากรับแตงกวาไปเคี้ยวแล้ว ตอนนี้ใบหน้าหล่อ ๆ นั่นกลายเป็นสีแดงขึ้นมาล่ะ อาการแบบนี้! เผ็ดแน่นอน!“อ่อ อื้ม”“นี่ค่ะ” เพราะไม่ได้ซื้อน้ำเปล่ามาด้วยก็เลยยื่นชานมไข่มุกที่ฉันซื้อมาเพียงแก้วเดียวให้พี่เขาไป แต่แล้วใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนกินของบูดของพี่เขาก็ทำให้ฉันต้องตกใจ“พี่…”“ทำไมมันหวานแบบนี้เกี๊ยว” เสียงดุ ๆ เอ่ยถามก่อนจะสบัดหัวไปมาพร้อมกับยกไหล่ขึ้นสองข้างราวกับกำลังขนลุก“ก็ชานมไข่มุกมันเป็นของหวานนี่คะ” ฉันตอบด้วยสีหน้างุนงง ไม่ใช่ว่าพี่เขารู้อยู่แล้วหรอกเหรอว่ามันเป็นของหวานน่ะ คนบ้าอะไรไม่รู้จักชานมไข่มุก“ฉันไม่ชอบอะไรหวาน ๆ ทีหลังไม่ต้องเอามาให้กินอีก” “อ๋อเข้าใจแล้วค่ะ” แต่พี่เขาซื้อช็อกโกแลตกับขนมขบเคี้ยวไหนจะพวกเยลลี่ติดมือกลับห้องออกจะบ่อยนี่นา แล้วมาบอกว่าไม่ชอบของหวานทำไม… ย้อนแย้งชะมัด!“สงสัยอะไรให้ถามไม่ใช่มานั่งคิดเอง เห็นแล้วหงุดหงิด” ให้ตายสิคนแถวนี้อ่านใจฉันได้ด้วยแฮะ“พี่ซื้อขนมออกจะบ่อยแล้วมาบอกว่าไม่ชอบของหวานได้ยังไงกันคะ” ฉันหันไปถามพลางจิ้มลูกชิ้นเข้าปากด้วยความหงุดหงิด ในหั
เกี๊ยว…ก่อนเลิกเรียนวันนี้ฉันไม่ลืมว่ามีนัดกับลูกปลาไปเดินตลาดหลังมอด้วยกัน ในใจอยากชวนพี่ปอยสุดสวยไปเดินด้วยแต่ช่วงนี้พี่เขาไม่ว่างเพราะต้องพานางแบบไปถ่ายงานหลายที่หลังเลิกเรียน“ทำไรอะ โทรบอกพี่ทัพเหรอ” เพื่อนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมากระซิบถามเพราะยังอยู่ในเวลาเรียน“ใช่ ตอนพี่เขามาเกี๊ยวก็ลืมบอกน่ะว่าวันนี้ไม่ต้องมารับเพราะจะกลับเอง” ฉันกระซิบตอบเพื่อนรักก่อนจะก้มหน้าก้มตากดส่งข้อความไปหาใครบางคนเกี๊ยว : พี่คะวันนี้ไม่ต้องมารับเกี๊ยวนะ เดี๋ยวเกี๊ยวกลับเองเจ้าทัพ : ทำไม?เกี๊ยว : เกี๊ยวว่าจะไปซื้อของหลังมอกับเพื่อนเจ้าทัพ : ไปกับใคร?เกี๊ยว : ลูกปลาค่ะแต่อาจจะมีเพื่อนคนอื่นไปด้วยเจ้าทัพ : ใครบ้าง?เกี๊ยว : เกี๊ยวไม่รู้เจ้าทัพ : เสร็จแล้วก็บอก จะไปรับเกี๊ยว : ก็ได้ค่ะ“เฮ้อ!” ฉันพ่นลมหายใจออกมาเมื่อคุยยังไงก็เหมือนว่าพี่เขาจะมารับฉันให้ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เกรงใจแย่น่ะสิ จะเดินนาน ๆ หรือไปนั่งกินนมปั่นร้านประจำก็คงไม่ได้แล้ว“เป็นไรอะเกี๊ยว พี่ทัพไม่ให้ไปเหรอ” เหมือนลูกปลาจะได้ยินเสียงถอนหายใจของฉันก็เลยกระซิบถาม ฉันได้แต่มองลูกปลาด้วยสีหน้าลำบากใจก่อนจะส่ายหัวไปมาแ
เกี๊ยว…วันนี้ฉันมาเรียนเป็นวันสุดท้ายเพราะหลังจากนี้ไปจะเป็นช่วงสอบเตรียมปิดภาคเรียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งของฉันมันจะสาหัสมากขนาดนี้ การเรียนว่าแย่แล้วชีวิตประจำวันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นี่แค่เทอมแรกก็เล่นเอาน้ำตาตกในกันเลย“เกี๊ยวซึมตั้งแต่เช้าแล้วนะ เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงเพื่อนรักเอ่ยถามขณะที่เรากำลังเดินตรงไปยังโรงอาหารเพราะถึงช่วงพักแล้ว “เกี๊ยวมีอะไรบอกลูกปลาได้นะ ทะเลาะกับพี่ทัพเหรอ” เพื่อนรักถามต่อด้วยแววตาห่วงใย“ไม่มีอะไรหรอกลูกปลา ช่วงนี้เกี๊ยวอ่านหนังสือดึกน่ะก็เลยเพลีย ๆ แล้วก็เครียดเรื่องสอบด้วย ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง” ฉันส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อนรักก่อนจะเดินจูงมือนางเข้าไปในโรงอาหารยิ่งเห็นว่าเพื่อนเป็นห่วงฉันก็ไม่อยากบอก ที่สำคัญฉันก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องเมื่อคืนนี้กับลูกปลาหรอกนะ มันน่าอายจะตายไป เฮ้อ!“อื้มเกี๊ยว วันนี้เราไปเดินตลาดนัดหลังมอกันมั้ย ไม่ได้ไปนานแล้วอะ” เพื่อนรักหันมาถาม จะว่าไปตั้งแต่ที่ฉันไปอยู่ที่ผับฉันกับลูกปลาก็ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันอีกเลย แถมเพื่อน ๆ ในห้องบางคนที่ยังคบฉันอยู่ก็บอกว่าเดี๋ยวนี้ฉันเก
เจ้าทัพ…ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตอนที่มีเสียงใครบางคนส่งข้อความเข้ามา เปิดอ่านจึงรู้ว่าเป็นของรุ่นน้องต่างมหาลัย ผมตอบกลับเสร็จก็คิดจะงีบต่อ แต่แล้วคนที่นอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ ก็ทำให้ผมข่มตาหลับต่อไม่ลง“หนาว〜” เสียงของคนข้าง ๆ บ่นงึมงำขณะที่เจ้าตัวเริ่มขดตัวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนผมคิดว่าถ้าตัวยาวกว่านี้เธอคงกลายเป็นกิ้งกือไปแล้ว“พี่กันต์มากอดหน่อย เกี๊ยวหนาวจังเลย” เสียงอู้อี้ของยัยกิ้งกือน้อยดังขึ้นอีกครั้งจนผมต้องรีบลุกไปหาเสื้อคลุมมาสวมใส่ให้เธอ แต่กว่าจะสวมใส่ได้คนที่นอนขดเป็นกิ้งกือก็ไม่ยอมคลายตัวออกสักที เล่นเอาเหนื่อยเลยแฮะ แรงก็ไม่ค่อยจะมีเพราะเต็มที่ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน…ผมจัดการเช็ดตัวให้คนบนเตียงเพราะรู้สึกเหมือนเธอมีไข้ ก่อนจะห่อตัวให้ด้วยผ้าห่มจนตอนนี้กิ้งกือน้อยได้กลายเป็นดักแด้ไปเรียบร้อยแล้ว ผมปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้พอดีก่อนจะออกมาข้างนอกเพื่อหาอะไรไปให้เธอกิน แต่แล้วของในครัวที่ผมเห็นก็มีแต่ขนมขบเคี้ยวที่เธอซื้อมาติดไว้ “เด็กนี่กินแต่ขนม มิน่าล่ะตัวถึงได้เล็กนิดเดียว” พอนึกถึงสัดส่วนของใครบางคนแล้วก็น่าตีนักผมเดินลงมาที่ครัวชั้นล่างซึ่งเป็นครัว







