تسجيل الدخول“ค้นตัวดูสิ” ไทยมุงออกความเห็น ทุกคนต่างเห็นด้วย พลอยขวัญจึงถามเจ้าของร้านว่าสินค้าที่หายไปคืออะไร
“ฉันวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะ หันหน้ามามันก็หายไปแล้ว แล้วน้องเธอก็เดินจ้ำออกจากร้านฉัน ฉันวิ่งตาม เรียกให้หยุดก็ไม่หยุด มีพิรุธชัดๆ พอฉันจะค้นตัว น้องเธอก็ก้าวร้าวใส่ฉัน”
จังหวะนั้นมีสายเรียกเข้าพอดี เจ้าของร้านได้ยินเสียงริงโทนก็ปรบมือว่าใช่แล้ว แต่พอหาที่มาของเสียง ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือดังออกมาจากกระเป๋าเอี๊ยมของเจ้าของร้านเอง ทำเอาไทยมุงส่ายหน้าแล้วสลายวง เจ้าของร้านก็พูดแค่ว่าลืม ไม่รู้ว่ามือถืออยู่กับตัวมาตลอด
“ในเมื่อเข้าใจผิดกันก็ไม่มีอะไรแล้ว พาน้องเธอกลับบ้านไปเหอะ”
เจ้าของร้านพูดตัดบทแบบนั้น พลอยขวัญจึงยืนขึ้นเต็มความสูง ลูบศีรษะของเด็กชายแล้วกอดจากด้านหลัง เอ่ยยิ้มๆ
“พี่กล่าวหาในสิ่งที่น้องหนูไม่ได้ทำ พี่ต้องขอโทษน้องชายหนูด้วยค่ะ”
เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น พลอยขวัญก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ จำได้แค่ว่าหนุ่มน้อยร้องไห้กระซิก กอดเอวเธอแน่น พลอยขวัญพูดกับเขาสองสามคำแล้วพาไปส่งที่แผงขายของในตลาดซึ่งแม่ค้าเป็นป้าของเด็กชาย ป้าเห็นหลานเดินกินไอติมโคนมากับเด็กสาวหน้าตาน่ารัก แต่งตัวใส่ชุดเครื่องแบบโรงเรียนคุณหนู มือข้างหนึ่งจูงเดินมาด้วยกันสบายๆ แถมคุยกันแจ้วๆ ป้านึกแปลกใจจึงเอ่ยถาม
“หนูจ๋า หลานป้ามันไปก่อเรื่องอะไรมาหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ” พลอยขวัญรีบบอก “หนูมาซื้อของที่ตลาดพอดี เลยเดินมาส่งน้องค่ะ”
“เดี๋ยวเถอะ ไปรบกวนพี่สาวเขาแบบนั้นได้ยังไง”
“ไม่ได้รบกวนเลยค่ะ หนูอยากกินไอติม แต่มันมีโปร 1 แถม 1 หนูเลยแบ่งให้น้องเขาช่วยกินค่ะ เนอะ” พลอยขวัญขยิบตาให้ เด็กชายก็ก้มหน้างุดๆ ใบหูแดงก่ำและเอาแต่กินไอติมโดยไม่พูดอะไรเลย ป้าก็เลยดุใส่
“พี่เขาเลี้ยงไอติม ขอบคุณพี่เขาแล้วหรือยัง”
“ขอบคุณครับ”
“เอ่อ พ่อเขาเลิกกับแม่เขาไปนานแล้ว ปีก่อนแม่เขาเพิ่งเสีย เด็กคนนี้ย้ายมาอยู่กับป้า ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ยิ้ม ไม่คุยกับใครเลย ดีที่รู้จักช่วยป้าวิ่งส่งของในตลาด ถ้าหลานป้าเขาไปรบกวน ป้าก็ขอโทษด้วยนะ”
พลอยขวัญสบตาเด็กชาย ก่อนจะหยิบทิชชูออกมาเช็ดคราบไอติมเลอะตรงมุมปากให้ “คิดถึงคุณแม่ใช่มั้ยเอ่ย”
“ครับ”
“เด็กดี” พลอยขวัญปัดเผ้าผมให้อย่างอ่อนโยน คะเนอายุแล้วน้องน่าจะสิบเอ็ดสิบสอง เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านวัยไปอีกขั้น หนำซ้ำยังสูญเสียแม่ไปอีก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนุ่มน้อยจึงดูเงียบๆ ไม่ยิ้มหรือหัวเราะสดใส แววตาออกจะเกินวัยไปด้วยซ้ำ
“ที่ผ่านมาคงจะเหงามากเลยใช่มั้ย”
“อือ”
“ต่อไปนี้ไม่เหงาแล้วนะ เพราะพี่เป็นเพื่อนของน้องแล้ว คุณแม่ที่เสียไปแล้วเคยบอกมั้ยว่าอยากให้น้องมีความสุข มีเพื่อนเยอะๆ ได้เรียนหนังสือให้เก่งๆ แล้วก็ได้ทำงานที่อยากทำ”
“เคยครับ”
“แล้วโตขึ้นอยากเป็นอะไรเหรอ”
“... ไม่รู้ครับ แล้วพี่ล่ะครับ อยากเป็นอะไร”
“พี่อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ นี่ไง พี่อยากตัดชุดให้ตุ๊กตา ไปๆ มาๆ ก็เลยชอบ อยากตัดชุดสวยๆ เยอะๆ เลย” พลอยขวัญหยิบสมุดวาดภาพของตัวเองออกมาให้ดู เวลาที่ได้คุยเรื่องที่ชอบ แววตาสดใสของเธอก็ยิ่งสวยงาม โดยเฉพาะรอยยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครยิ้มตาม “พี่เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าจากยูทูป ฝีมือยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อยากให้พี่ลองตัดเสื้อให้มั้ย”
“อยากครับ”
พลอยขวัญยิ้ม ล้วงหยิบสายวัดตัวออกมาวัดตัวให้ “เพิ่งจะมีเราเป็นคนแรกเลยนะที่ตอบแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเป็นนายแบบ จะได้ใส่ชุดของพี่เยอะๆ”
“ด้วยความยินดีเลย” พลอยขวัญยิ้มกว้างขึ้นไปอีก ดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะหัวเราะเมื่อได้ยินคำตอบของหนุ่มน้อย
“ถ้าจะเป็นนายแบบก็ต้องบุคลิกดี กล้าแสดงออก รู้วิธีโพสท่าทางนำเสนอเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ แล้วถ้าจะโกอินเตอร์ก็ต้องเก่งภาษา” พลอยขวัญจับแก้มเด็กชายแล้วพินิจพิจารณาใกล้ๆ “ว้าว หล่อจัง พี่ว่าพี่เห็นแววในตัวเราแล้วนะ ไหนยิ้มให้ดูหน่อย ยิ้มแล้วหล่อขึ้น 300%”
“อื้อ!”
“โอเค พี่จะรอนะสุดหล่อ”
“อื้อ!!”
“ถึงจะไม่ชินเพราะเพิ่งย้ายโรงเรียนมา แต่น้องจะหาเพื่อนใหม่ได้แน่ๆ อย่าเพิ่งท้อนะ” พลอยขวัญสอนวิธีหาเพื่อน นั่นคือรอยยิ้มและคาถา ‘ขอเราเล่นด้วยได้มั้ย’ ถ้าลองใช้คาถาวิเศษนี้ รับรองเลยว่าไม่เหงาอีกแน่นอน
“ตั้งใจเรียนนะหนุ่มหล่อ” เธอต้องกลับแล้วจึงยกมือไหว้คุณป้าก่อนจะโบกมือบ๊ายบายให้ เด็กชายจึงคว้าชายแขนเสื้อพี่สาวคนสวยไว้แล้วถามเสียงอ่อยๆ
“ผมจะได้เจอพี่อีกมั้ยครับ”
“แน่นอนสิ เราต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ” พลอยขวัญก้มตัวลงมาพลางลูบศีรษะเด็กชายอย่างเอ็นดู “พี่ชื่อพลอย ถ้าเจอกันคราวหน้าให้เรียกพี่พลอยสุดสวยนะ”
“ครับพี่พลอยสุดสวย”
เด็กชายโบกมือให้พลอยขวัญสุดแรง น่าร๊าก!! พลอยขวัญหัวเราะพลางโบกมือตอบ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถซึ่งมีคนขับรออยู่ แต่บังเอิญสมุดวาดรูปของเธอหล่น เด็กชายจึงรีบเก็บแล้ววิ่งไล่ตามรถ แต่รถวิ่งไปไกลเสียแล้ว เขาจึงเก็บสมุดเล่มนั้นไว้ดุจของล้ำค่าตลอดมา
วันต่อๆ มา โปรเจคที่ทำเสร็จไปประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ยี่หวามักจะโผล่หน้ามาที่แผนกแล้วหาเรื่องกลับก่อนเวลาเสมอ พลอยขวัญมอบหมายงานอะไรให้ไปก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร วันนี้เป็นวันดีเดย์ นายแบบจะใส่ชุดจริงแล้วถ่ายภาพ งานจะยุ่งขึ้นหลายเท่า พลอยขวัญจึงยื่นคำขาดให้ยี่หวาเข้ามาทำงาน ไม่อย่างนั้นก็เซ็นชื่อลาออกไป ยี่หวาถึงได้เข้าร่วมงานอย่างเสียมิได้ ภายในห้องทำงานของพลอยขวัญเต็มไปด้วยภาพสเก็ตซ์ขีดๆ เขียนๆ ซึ่งร่างแบบไว้คร่าวๆ มักจะเป็นไอเดียที่คิดได้ฉับพลันทันใดจึงจดบันทึกไว้คร่าวๆ แล้วค่อยหยิบมาต่อยอดภายหลัง ยี่หวาถือวิสาสะเข้ามา กวาดตามองพลางเบะปาก แต่แล้วสายตาของยี่หวาก็สะดุดหยุดที่ชุดเดรสสีดำเลื่อมพรายเหลือบม่วง ลวดลายดวงดาราว่ายวน จัมป์เอวดูเก๋ไก๋และทรงพลัง จดอยู่ในกระดาษยู่ยี่ ยี่หวาเห็นว่าไม่มีใครอยู่จึงแอบหยิบไป เมื่อหมุนตัวจะกลับออกไปก็ตกใจสุดตัวเพราะไอ้นายแบบปากเสียยืนเท้าแขนกับประตูห้องอยู่ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเยียบเย็น&
แสงแดดแผดเปรี้ยงกับอากาศอบอ้าวแทบไม่มีลมพัดเป็นสัญญาณบอกว่าฤดูร้อนมาถึงแล้ว พลอยขวัญตัวเหนียวหนะไม่ต่างคนอื่นๆ แต่เธอรับมือได้สบายมากเพราะที่ผ่านมาก็นอนห้องพัดลมและผ่านฤดูร้อนมาได้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปเพราะได้ทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แม้แต่ไอ้ปื๊ดก็ครางสบาย วันนี้เป็นวันที่เงินเดือนเดือนแรกออก หลังจากเลิกงานพลอยขวัญตรงดิ่งไปจ่ายบิลต่างๆ จ่ายหนี้บัตรกดเงินสด ซื้ออาหารแมวและหาซื้อหนังสือแบบตัดเย็บเสื้อผ้าที่อยากได้ แน่นอนว่าหนุ่มเติร์ดก็ตามมาด้วย “ทำไมถึงซื้อสองเล่มล่ะครับพี่พลอย” “บริจาคให้โรงเรียนการอาชีพของชุมชนจ้ะ ที่นี่ยังขาดอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าพี่พอมีเงินก็จะซื้อหนังสือกับอุปกรณ์ให้โรงเรียนตลอด นี่ไง น้องอิ้งคนนี้เคยเรียนกับพี่ ตอนนี้เป็นมือหนึ่งเรื่องชุดแดนเซอร์สวยๆ อลังการ วงหมอลำดังๆ จองคิวกันแน่นเลยนะ” พลอยขวัญเปิดรูปในมือถือเก่าๆ ให้ดู เป็นสาวหน้าแฉล้มยืนยิ้มคู่กับพลอยขวัญ ในมื
ช่วงเวลาสองสามวัน จะว่าสั้นก็สั้น จะว่านานก็นาน พลอยขวัญไม่รู้ตัวเลยว่าเอาแต่มองนาฬิกา เธอมองโทรศัพท์ พยายามอดใจไม่หยิบมันขึ้นมา ตอนแรกก็อยากจะหาเรื่องโทรไปถามเรื่องลมฟ้าอากาศ ไม่ก็รายงานความเป็นอยู่ของไอ้ปื๊ดให้เขาฟัง แต่คิดดูแล้วมันไม่เหมาะ น้องเขาไปทำงาน! ต้องการสมาธิและคงไม่ดีแน่ถ้าเธอโทรไปรบกวนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง กระทั่งเข้าวันที่สาม พลอยขวัญเริ่มชะเง้อ คอยมองว่าใครเปิดประตูแผนกเข้ามา แต่ก็หมดวันไปโดยที่เขายังไม่กลับมา น้องเขาก็ต้องมีธุระส่วนตัว จะมาที่นี่ทำไมบ่อยๆ จนแล้วจนรอด วันที่ห้าแล้วที่น้องเขายังไม่กลับเข้าบริษัท พลอยขวัญเริ่มนึกเป็นห่วง แต่ก็สองจิตสองใจว่าควรจะติดต่อไปดีไหม ขณะที่เธอกำลังกินข้าวอยู่ที่โรงอาหาร เก้าอี้ตัวตรงข้ามยังว่างอยู่ พลอยขวัญเอาแต่เท้าแขนมองเก้าอี้ตัวนั้น ก่อนจะสะดุ้งเมื่อร่างกำยำดึงเข้าอี้ออกแล้วทิ้งตัวลงนั่งเหมือนเด็กๆ “พี่
บทที่ 9 นายแบบที่ชื่อพชร และแล้วบริษัทก็มีประกาศ อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาที่ทำงานได้ พลอยขวัญถึงกับเหวอเมื่อห้องทำงานของเธอมีคอนโดแมวใหม่เอี่ยม เบาะนอน เปลแขวน ของเล่น ถ้วยอาหาร ตู้น้ำพุและห้องน้ำแมวแบบอัตโนมัติจัดวางอย่างสวยงามอยู่ที่มุมห้อง เจ้าหนุ่มเติร์ดจัดแจงเอาทรายแมวเก่าที่พลอยขวัญพกมาเทผสมลงไปกับทรายใหม่ พลอยขวัญซึ่งหิ้วไอ้ปื๊ดใส่ตะกร้าแมวมาก็มองอย่างอึ้งๆ “น้องเติร์ดไปขอใครมาคะเนี่ย” “พี่พลอยรักแมว บริษัทก็รักด้วยครับ เป็นสวัสดิการให้พนักงาน จะได้คลายเครียดระหว่างการทำงานด้วยนะ แค่ผมพูดนิดหน่อย ทุกคนก็เห็นด้วยทันทีเลยครับ” ไอ้ปี๊ดหรี่ตา หางกลมๆ ตวัดไปมา เมื่อเปิดตะกร้า มันกระโดดออกมาอย่างไม่ลังเล สำรวจโลกใหม่ ดมๆ แล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่คนที่มามุ
“จริงสิ พี่มีอะไรบางอย่างให้น้องเติร์ดดู” “อะไรหรือครับ” “รอเดี๋ยวนะ รู้สึกว่าพี่จะเก็บไว้ตรงนี้” พลอยขวัญเปิดตู้เสื้อผ้า พลิกๆ หาก็เจอสิ่งที่ต้องการ วินาทีแรกที่เขาเห็นมัน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง นิ่งงันไปอึดใจราวกับว่านี่คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาฝันไว้ พลอยขวัญยิ้มร่าพลางชูเสื้อแจ๊กเกตของเด็กผู้ชาย แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่สภาพของมันยังคงใหม่เอี่ยม ลวดลายปักเย็บละเอียดสวยงาม เป็นเสื้อที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น “นี่คือ?...” “แรงบันดาลใจของโปรเจคของเรายังไงล่ะ” พลอยขวัญลองยกเสื้อทาบกับตัวเขาดู เสื้อแจ๊กเกตก็ดูจะหดไปเลย “ก่อนหน้าที่จะมีอินเตอร์เนต รายการหลังข่าวภาคค่ำจะเป็นช่วงเวลาทองที่ทุกคนมารวมตัวกันเฝ้าหน้าโทรทัศน์ พ่อกั
ปกติมันไม่ยอมเชื่องกับคนแปลกหน้าเลยนะ น้องเติร์ดทำได้ยังไง” ตอนแรกไอ้ปื๊ดมันแยกเขี้ยวขู่ปากสั่น แต่ตอนนี้มันเป็นฝ่ายนั่งรอกินขนมจากมือเขาแล้ว เติร์ดหัวเราะ ยังไม่รีบร้อนจับตัวมัน แค่ผูกมิตรด้วยขนมไปเรื่อยๆ ก่อน “เมื่อก่อนผมอยู่ตลาด เจอแมวจรจัดขี้ระแวงมาเยอะครับ แต่ผมปราบได้หมด” “เติร์ดเก่งจัง ตอนพี่เลี้ยงมันใหม่ๆ ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเลยกว่ามันจะยอมกินขนมจากมือพี่” “ผมคุยกับมันครับ” “จริงเหรอ คุยว่าอะไร” “ผมขอบคุณที่มันช่วยดูแลพี่พลอยแทนผมครับ” “หื้ม?” พลอยขวัญเอียงคออย่างสงสัย เมื่อครู่เขาพูดอะไรนะ แต่อีกฝ่ายเท้าคางป้อนขนมแมวพลางเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น “ปื๊ด







