LOGINบทที่ 4 เดินทาง
เย็นวันเดียวกันกับที่ น้ำปิง ได้พูดคุยกับอาสาวเรื่องการเดินทาง พันเอกธเนศ ก็กลับมาบ้านกลางดึกเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้มาพร้อมกับภาพที่บาดตาและบาดใจมากกว่าทุกครั้ง ร่างสูงใหญ่โอบกอดเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรที่ดูอายุเพียงประมาณสิบแปดปีเข้าบ้านอย่างหน้าไม่อาย น้ำปิงที่เดินลงมาดูสถานการณ์ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาได้แต่ยืนกอดอก มองดูพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้เป็นสามีด้วยความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด “พี่เนศ! เมื่อไหร่พี่จะเลิกสำส่อนเอาไม่เลือกแบบนี้!” น้ำปิงเหลืออดกับพฤติกรรมที่เลยเถิด ทุกครั้งที่พันเอกธเนศหายไปสามวัน พอวันที่สี่มักจะมีเด็กใหม่กลับมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย “กูบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเสือก!” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ผมต้องเสือก! ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมพี่แล้ว!” “นั่นก็เรื่องของมึง! ส่วนเรื่องของกูคือ... ควยกู! กูจะเอาใครมึงก็ไม่มีสิทธิ์เสือก เพราะกูเป็นคนหาเงินเลี้ยงมึงกับลูก! เงียบปากเน่าๆ ของมึงไปซะ!” ถ้อยคำหยาบช้าที่พ่นออกมาอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ทำเอาใบหน้าของน้ำปิงชาหนึบราวกับถูกตบด้วยของแข็ง หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความอัปยศที่ถูกลดทอนคุณค่าจนเหลือเพียงผู้อาศัย “งั้นเราหย่ากันเถอะครับ! ในเมื่อพี่ไม่เห็นค่ากันแล้ว ก็ต่างคนต่างอยู่ไปเลย!” “กูไม่หย่า!” ธเนศแผดเสียงก้อง “มึงต้องอยู่ที่นี่เป็นของตายให้กูโขกสับจนกว่ากูจะเบื่อ!” “พี่เนศครับ... เราขึ้นข้างบนกันดีกว่า ลูกหว้าไม่อยากให้พี่ต้องอารมณ์เสียเพราะของเก่าค้างปีแบบนี้” เสียงของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ลูกหว้า ซึ่งเบียดกายอยู่ในอ้อมกอดของสามีเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วยวน ดวงตาคู่นั้นมองจิกมาที่น้ำปิงอย่างผู้ชนะ “ไปครับคนสวย... คืนนี้พี่จะจัดหนักให้หนูจนเดินไม่ได้เลยเชียว” ร่างสูงหันไปสบตาเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย มือหนาลูบไล้สะโพกมนอย่างเปิดเผย เขาโน้มลงหอมแก้มชู้รักอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตาภรรยาที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า “ไปสิครับ... ลูกหว้าอยากโดนพี่ตอกจนใจจะขาดจะแย่อยู่แล้ว” เด็กหนุ่มกระซิบเสียงพร่าอย่างไม่อายฟ้าดิน ก่อนจะพากันกอดก่ายเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอน... ห้องที่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขากับธเนศ “ทุเรศ... ต่ำที่สุด” น้ำปิงพึมพำออกมาอย่างรังเกียจ ความรู้สึกสะอิดสะเอียนมันตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ “อย่าเสือกปากดี! อีดอก!” เสียงตะโกนด่าทออย่างกักขฬะดังย้อนลงมาจากชั้นบน เป็นดั่งตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงความสัมพันธ์นี้จนมิด น้ำปิงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองขึ้นไปบนชั้นสองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เมื่อไหร่หนอ…เมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกันเสียที เขาคิดอย่างเจ็บปวด จะโทษใครได้ ในเมื่อเขาเป็นคนเลือกที่จะรักและแต่งงานกับผู้ชายคนนี้มากับมือ คิดว่าจะรักเขาคนเดียว แต่สุดท้ายก็เหลือไว้เพียงร่องรอยของการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ น้ำปิงยืนรอจนกระทั่งเสียงครางและเสียงเตียงดังมาจากชั้นบนดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเขามีเวลาจำกัดแล้ว เขาเดินขึ้นไปในห้องนอนของน้องปันปันอย่างเงียบเชียบ ลูกชายยังคงหลับใหลอย่างไม่รู้เรื่องราวใด ๆต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น! เขาเริ่มเก็บของทันที กระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้แล้วถูกนำออกมา เขาเซ็นเอกสารใบหย่าที่ทนายร่างไว้แล้วอย่างเด็ดเดี่ยว วางไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมกับสำเนาหลักฐานทุกอย่าง แล้วหยิบเงินสดและบัตรเอทีเอ็มที่เก็บสะสมไว้ออกมาให้มากที่สุด หลังจากนั้น เขาอุ้มร่างเล็กของลูกชายที่หลับปุ๋ยลงมาเบา ๆ ห่มด้วยผ้าห่มผืนโปรด แล้วพาเดินออกจากประตูหน้าบ้านราวกับเป็นโจรหนีคดี เขาไม่ได้ห่วงทรัพย์สมบัติใด ๆ ในบ้านแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการพาลูกชายของเขาหนีออกจากขุมนรกนี้ให้เร็วที่สุด เขาเดินออกมาจากรั้วหมู่บ้านหรูเงียบ ๆ ในยามวิกาลอย่างหวาดระแวง กลัวว่าจะมีรถของพันเอกธเนศตามมา เขาโทรศัพท์เรียกแกร๊บไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารราชบุรีทันที เมื่อถึงสถานีขนส่ง สิ่งแรกที่น้ำปิงทำคือตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว แม้จะดึกมากแล้ว “ขอตั๋วรถทัวร์ไป ศรีสะเกษ ด่วนที่สุดครับ!” น้ำปิงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความเหนื่อยล้าและความตื่นกลัว “รอบถัดไปคือรถสายด่วน ออกตีหนึ่งสี่สิบห้า ถึงศรีสะเกษเช้าเลยค่ะ” พนักงานตอบ น้ำปิงมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เขากำตั๋วในมือแน่น แล้วเดินพาลูกชายไปยังจุดรอรถทัวร์ที่เงียบเหงาสถานีขนส่งผู้โดยสารราชบุรี – มุ่งสู่ศรีสะเกษน้ำปิงนั่งอยู่บนม้านั่งแข็ง ๆ โดยมีน้องปันปันซบหลับอยู่ในอ้อมแขน เขาพยายามซ่อนตัวอยู่ใต้เงาเสาไม่ให้เป็นที่สังเกต ดวงตาคมสวยเฝ้ามองประตูทางเข้าตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าร่างของพันเอกธเนศจะปรากฏขึ้นที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก นี่คือการเดินทางไกลที่สุดในชีวิต…และเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เขาต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งน้ำปิงที่นั่งรออย่างกระวนกระวายไม่นาน รถทัวร์สายด่วน ราชบุรี–ศรีสะเกษ ก็เทียบชานชาลา เขาอุ้มลูกชายที่หลับไม่รู้เรื่องขึ้นไปบนรถอย่างรวดเร็ว หาที่นั่งคู่ริมหน้าต่างตามหมายเลขตั๋ว แล้วจัดแจงวางกระเป๋าสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งอย่างแน่นหนา ทันทีที่ร่างกายได้ทิ้งน้ำหนักลงบนเบาะที่นั่งแคบ ๆ ความรู้สึกตึงเครียดที่สะสมมาหลายชั่วโมงก็ค่อย ๆ คลายลง น้ำปิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ตัวเมืองราชบุรีในยามดึกสงัดดูเงียบงันกว่าที่เคยเห็น เขาหันมามองลูกชายที่ซบอยู่บนไหล่ของเขาอย่างปลอดภัย สูดดมกลิ่นแป้งเด็กจากกลุ่มผมของน้องปันปันอย่างรักใคร่ การตัดสินใจที่เด็ดขาดในคืนนี้ คือทางรอดเดียวของชีวิตพวกเขา น้ำปิงเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลาเพิ่งจะผ่านพ้นตีหนึ่งไปไม่นาน เขาคิดไว้ในใจว่าจะโทรศัพท์ไปหาอาเมื่อเวลาประมาณตีห้า ซึ่งเป็นเวลาที่รถทัวร์น่าจะใกล้เข้าเขตอีสานแล้ว และเป็นเวลาที่อาสาวน่าจะตื่นมาทำวัตรเช้าพอดี ตลอดการเดินทางข้ามคืน เสียงเครื่องยนต์ที่ดังอื้ออึงและความมืดมิดภายนอกไม่ได้ทำให้เขาสงบลงเลย น้ำปิงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่รถเบรกหรือชะลอความเร็ว หัวใจของเขาก็เต้นรัวด้วยความระแวง กลัวว่าจะมีใครมาหยุดรถเพื่อตามหาเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความระแวงก็ถูกแทนที่ด้วยความหวังอันริบหรี่ เช้ามืด… บนถนนสู่ดินแดนอีสานเมื่อแสงแรกของวันเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างรถทัวร์ น้ำปิงรู้ทันทีว่าเขากำลังเข้าสู่ดินแดนที่คุ้นเคยในความทรงจำวัยเยาว์ ทุ่งนาสีเขียวอมทองเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ ความรู้สึกผ่อนคลายก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือได้เวลาแล้ว… ในที่สุดเขาก็กดเบอร์โทรศัพท์ของอาสาวยายนิดตามที่ตั้งใจไว้ เสียงโทรศัพท์ดังไปไม่นานก็มีเสียงรับสายที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความง่วงงุนเล็กน้อย “ติ๊ด… ติ๊ด…” “ฮัลโหลจ้า” เสียงของยายนิดรับสายด้วยความงัวเงียเล็กน้อย “อาครับ ผมเอง น้ำปิง ตอนนี้ผมอยู่บนรถทัวร์กำลังจะถึงศรีสะเกษแล้วครับ” “โอ๊ย! มาอีหลีบ่ลูก! อาดีใจเด้อ!” เสียงของอาสาวเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นและดีใจอย่างออกนอกหน้าทันที “แล้วเราถึงสถานีตอนใด๋ล่ะ เดี๋ยวอาให้บ่าวนิค ไปรับ ลูกของพี่ชายพ่อเรา จำน้องได้บ่” อานิดถามถึงลูกพี่ลูกน้อง น้ำปิงนึกถึงความทรงจำที่เลือนราง “จำได้ครับ ตอนนั้นน้องตัวเล็กนิดเดียวเอง” “ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว”อานิดหัวเราะเบา ๆ “ครับอา เดี๋ยวผมรออยู่ที่สถานี แล้วน้องจะจำผมได้ไหมครับ” น้ำปิงอดกังวลไม่ได้ เพราะจากกันไปนานมาก “เดี๋ยวอาเอารูปเราให้น้องดู” “ครับ” น้ำปิงตอบรับอย่างโล่งใจ “ถึงแล้วโทรหาอาอีกรอบนะ เดี๋ยวอาให้น้องไปรอ” “รถน่าจะเข้าถึงสถานีขนส่ง อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย ประมาณเก้าโมงเช้าครับ” “โอเค ๆ เดินทางปลอดภัยเด้อ” “ครับอา ขอบคุณมากครับ” น้ำปิงตอบรับด้วยหัวใจที่เต้นแรง ด้วยความตื่นเต้นและความหวังอันแรงกล้า การเดินทางครั้งนี้คือการเดิมพันเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สงบสุขสำหรับเขาและลูกชายบทที่ 5 มาเยือนอีสาน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย จังหวัดศรีสะเกษเวลาเก้าโมงเช้าตามเวลาที่กะไว้ไม่มีผิดเพี้ยน รถทัวร์สีฟ้าขาวคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าจอดสนิทในชานชาลา น้ำปิงกระชับอ้อมกอดอุ้มลูกชายที่เพิ่งตื่นเต็มตาลงจากรถอย่างทุลักทุเล มืออีกข้างต้องคอยพยุงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุสัมภาระชิ้นสุดท้ายในชีวิตเดิมของเขาเอาไว้ เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ สถานีขนส่งที่ดูเรียบง่ายและเงียบสงบ กลิ่นไอของไอดินและสายลมจาง ๆ ในยามเช้าของภาคอีสานช่างแตกต่างจากความแออัดในเมืองหลวงที่เขาเพิ่งจากมา น้ำปิงตัดสินใจจูงมือลูกชายไปนั่งรอที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่งใกล้ ๆ จุดจอดรถ เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปไหนไกล น้องชายที่อาบอกว่าจะมารับจะหากันไม่เจอ ส่วนน้องปันปัน เด็กน้อยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ดวงตาคู่กลมโตกวาดมองรถสามล้อเครื่องและผู้คนที่สวมโสร่งหรือผ้าซิ่นเดินขวักไขว่ไปมาอย่างแปลกตา “หม่ามี้ครับ...เราอยู่ที่ไหนครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ พลางดึงชายเสื้อแม่เบา ๆ น้ำปิงก้มลงยิ้มให้ลูกชาย ความกังวลในใจดูจะเบาบางลงเมื่อเห็นท่าทางของเด็กน้อย “เราอยู่อีสานครับ เป็นบ้านเกิดของคุณตา” “ว้
บทที่ 4 เดินทาง เย็นวันเดียวกันกับที่ น้ำปิง ได้พูดคุยกับอาสาวเรื่องการเดินทาง พันเอกธเนศ ก็กลับมาบ้านกลางดึกเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้มาพร้อมกับภาพที่บาดตาและบาดใจมากกว่าทุกครั้ง ร่างสูงใหญ่โอบกอดเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรที่ดูอายุเพียงประมาณสิบแปดปีเข้าบ้านอย่างหน้าไม่อาย น้ำปิงที่เดินลงมาดูสถานการณ์ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาได้แต่ยืนกอดอก มองดูพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้เป็นสามีด้วยความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด “พี่เนศ! เมื่อไหร่พี่จะเลิกสำส่อนเอาไม่เลือกแบบนี้!” น้ำปิงเหลืออดกับพฤติกรรมที่เลยเถิด ทุกครั้งที่พันเอกธเนศหายไปสามวัน พอวันที่สี่มักจะมีเด็กใหม่กลับมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย “กูบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเสือก!” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ผมต้องเสือก! ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมพี่แล้ว!” “นั่นก็เรื่องของมึง! ส่วนเรื่องของกูคือ... ควยกู! กูจะเอาใครมึงก็ไม่มีสิทธิ์เสือก เพราะกูเป็นคนหาเงินเลี้ยงมึงกับลูก! เงียบปากเน่าๆ ของมึงไปซะ!” ถ้อยคำหยาบช้าที่พ่นออกมาอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ทำเอาใบหน้าของน้ำปิงชาหนึบราวกับถูกตบด้วยของแข็ง หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความอัปยศที่ถูกลดทอนคุณค
บทที่ 3 วางแผน เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องครัว น้ำปิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ลูกชายอย่างเงียบ ๆ พลันประตูห้องก็เปิดออก เมื่อหญิงสาวคนเมื่อคืนเดินลงมาจากบันไดเพียงลำพัง ท่าทางของเธอรีบร้อนและมีพิรุธเล็กน้อย เมื่อเห็นน้ำปิงเธอก็ยกมือไหว้เขาอย่างเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายที่กำลังนั่งรออาหารหันไปมองหน้าแม่ด้วยความไม่เข้าใจ ในสายตาของเด็กสามขวบมีความสงสัยอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร และเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของตนได้ “แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ?” น้องปันปันถามเสียงใส น้ำปิงกำลังจะอธิบายให้ลูกชายฟังว่าเธอเป็นเพื่อนคุณพ่อเพื่อปกป้องจิตใจของลูก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก เสียงผู้เป็นสามีที่แต่งตัวเต็มยศนายทหารก็เดินลงมาจากบันไดมาถึงห้องครัวพอดี “มอร์นิ่งครับ ลูกชายพ่อ” พันเอกธเนศทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “มอร์นิ่งครับ คุณพ่อ” เด็กชายตอบผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาไม่กล้าสบตาตรง ๆ ด้วยความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อวาน “วันนี้ไปเที่ยวบิ๊กซีไหมครับ?” พันเอกธเนศเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เ
บทที่ 2 ตัดพ้อ สองสามวันที่พันเอกธเนศไม่กลับบ้าน เป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในคฤหาสน์หลังนี้ น้ำปิง และลูกชายรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ความกดดัน และไม่ต้องคอยฟังเสียงก่นด่าที่บาดลึก แต่ทว่าความสบายใจนั้นมักอยู่กับเขาได้ไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่น้ำปิงกำลังจะเคลิ้มหลับ ความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์คุ้นเคยที่ดังเข้ามาจากหน้าบ้าน เขาเดินลงมาชั้นล่างด้วยความหวาดระแวง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก แม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาก็ไม่เคยชินกับความเจ็บปวดที่บาดลึกนี้เลย ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นสามี กำลังประคองหญิงสาวใบหน้าน่ารักที่แต่งกายล่อแหลมเข้ามาในบ้านอย่างไม่แยแสและเปิดเผย หัวใจของน้ำปิงแตกสลายจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งที่เห็นก็เหมือนโดนคมมีดกรีดซ้ำลงไปบนแผลเก่า เขาพยายามประคับประคองครอบครัวนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นภรรยาจะทำได้ ทว่าความทุ่มเททั้งหมดกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับการกระทำที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอดของผู้เป็นที่รัก “พี่เนศ…เมื่อไหร่พี่จะเลิกพาผู้หญิงเข้าบ้าน?” น้ำปิงเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะรู้ว่าคำตอบที่ได้มาจะไม่น่าฟังก็ตาม
บทที่ 1 รอยร้าวในใจณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี“กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้ ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที
แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับมาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้ กระผม จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความม่วนซื่นและฮีลใจให้ทุกคนในทุ่งนาแห่งนี้กันครับภาษาในเรื่องในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ "ภาษาอีสาน" สอดแทรกในบทสนทนาบ้าง เพื่อให้ได้บรรยากาศความม่วนซื่นและเข้ากับกลิ่นอายของจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่คนดีไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ กระผมจะเน้นคำที่เข้าใจง่าย หรือมีการแปลกำกับไว้ให้ในตอน เพื่อให้ทุกคนอ่านได้ลื่นไหลและอินไปกับความน่ารักของพี่สิงห์และน้ำปิงแน่นอนจ้า!สถานที่ในเรื่องสำหรับสถานที่ที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ มีชื่อสถานที่อยู่จริงในจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่เหตุการณ์ บรรยากาศ และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริงในพื้นที่ 100% จ้า อ่านเอาความม่วนความฟินกันนะจ๊ะ!:นายเอก น้ำปิง (นภวัฒน์) อายุ 29 ปีนิสัยของนายเอก : แม่ศรีเรือนตัวจริงครับ เรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ใจเย็นสุดๆ แถมยังทำกับข้าวเก่งจนมัดใจคนทั้งบ้านได้ แต่เห็นหวานๆ แบบนี้ เวลาเด็ดขาดขึ้นมาบอกเลยว่า ‘แม่เสือ’ ดีๆ นี่เ







![พันธะต้องห้าม : Fated to Bind [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)