LOGIN
หลังจากผ่านไปสามปี ช่วงฤดูหนาวผมบินกลับไปจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้หลินทิงกลับมากับผมด้วยหลังจากทำเอกสารเรียบร้อย ตอนเดินออกมาจากล็อบบี้ หิมะตกหนักมากเธอยื่นมือมากระชับผ้าพันคอของผมให้แน่นขึ้น“หนาวไหม?”“โอเคอยู่”“รถอยู่ฝั่งตรงข้าม เดี๋ยวฉันไปขับมา นายรอฉันหน้าประตูนะ”ผมส่ายหน้าไปมา“ไปด้วยกันสิ”ตอนเราเดินมาถึงทางแยก ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งยองอยู่ริมถนนเธอใส่เสื้อโค้ทเก่าๆ รูปร่างผอมบาง กอดเค้กสตรอว์เบอร์รีไว้ในอ้อมแขนซูหร่านเธอจำผมไม่ได้จะบอกว่าเธอไม่ได้มองผมก็ได้ เพราะสายตาของเธอเอาแต่จ้องหน้าจอมือถือบนหน้าจอเป็นโปรไฟล์ของบัญชีโซเชียลมีเดียที่ปิดใช้งานไปแล้วเธอพูดเสียงแผ่วเบา เหมือนกลัวจะทำให้ใครตื่นยังไงยังงั้น“อาเหยียน วันนี้คือวันเกิดนาย ฉันไม่ได้ซื้อผิดนะ เพราะนายไม่ได้แพ้สตรอว์เบอร์รี”เธอเงียบไปแป๊บหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ พูดอีกว่า“ฉันไม่พนันกับใครแล้ว นายเปิดประตูได้ไหม?”ห่างออกไปไม่ไกล เย่หล่างในชุดพนักงานร้านสะดวกซื้อเดินหิ้วถุงผักลดราคาเข้ามาหาเธอความหนาวทำให้มือเขาแดงก่ำ ใบหน้าดูอิดโรย ไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยเมื่อเห็นซูหร
ซูหร่านผอมจนจำแทบไม่ได้ เสื้อโค้ทสีดำหลวมโคร่งเย่หล่างก็ไม่ได้มีออร่าเปล่งประกายเหมือนเมื่อก่อน ผมเผ้าไม่เป็นทรง ใต้ตาดำคล้ำเห็นได้ชัดว่าพวกเขารีบมาที่นี่มากซูหร่านเดินฝ่ากลุ่มคนมาตรงหน้าผมขอบตาของเธอแดงก่ำ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน“อาเหยียน”ผมไม่ได้ตอบเธอเอากล่องแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นมันมาตรงหน้าผมแขกที่อยู่บริเวณรอบๆ เงียบลง“ฉันไม่ได้พนันกับใครทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้ล้อเล่นด้วย” เธอเงยหน้ามองผม เสียงสั่นเครือ “ฉันมาขอนายแต่งงานจริงๆ ฉันขอใช้ทั้งชีวิตชดใช้ให้นายได้ไหม?”เย่หล่างก็เดินเข้ามาพร้อมกับดวงตาแดงก่ำ เขาจะยื่นมือมาจับแขนเสื้อผม“พี่เหยียน ผมรู้จักคำว่าขอบเขตแล้ว ผมแซวเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงแบบมั่วซั่ว ทำให้โดนบริษัทไล่ออก ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้ว เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?”ผมถอยหลังหลบมือของเขาซูหร่านยังยืนถือกล่องแหวนอยู่อย่างนั้น“ฉันขายคอนโดนั้นแล้ว นายเอาเงินไปเลย เรื่องประกวด เรื่องโน้ตบุ๊ก ทุกสิ่งที่ทำพลาดไป ฉันจะชดใช้ให้นาย นายจะให้ฉันทำอะไรก็ได้”ผมมองเธอ“ซูหร่าน สิ่งที่ฉันต้องการคือพวกเธอไม่ควรเอาชีวิตฉันมาล้อเล่นตั้งแต่แรก”
ลมหนาวที่เรคยาวิกทำให้รู้สึกแสบผิวมาก เหมือนเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ พัดใส่หน้าตอนอาจารย์ที่ปรึกษามารับผมที่สนามบิน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือผ้าพันแผลที่แขนผมเขาไม่ได้ถามอะไรมาก ทำเพียงแค่ถอดผ้าพันคอของตัวเองมาพาดไว้บนไหล่ผม“ที่สตูดิโอเปิดฮีตเตอร์ไว้ นายไปพักผ่อนสักหน่อยดีกว่า”ผมพยักหน้าที่นี่ไม่มีใครเอาความอดทนของผมมาเดิมพัน แล้วก็ไม่มีใครมองว่าการที่ผมมีขอบเขตเป็นเรื่องน่าอึดอัดผมเริ่มจัดการอาร์ตบุ๊กอีกครั้งโน้ตบุ๊กที่พังถูกส่งไปซ่อมแล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในฮาร์ดดิสก์ส่วนเลเยอร์ภาพที่ขาดหายไป ผมค่อยๆ วาดใหม่อีกครั้งบางครั้งวาดจนถึงตอนเช้าตรู่ จะรู้สึกคันตรงแผลที่แขนอาจารย์ที่ปรึกษาเคาะประตูแล้วเอาซุปร้อนๆ มาวางไว้ข้างโต๊ะ“ไม่ต้องรีบ เจียงเหยียน อย่าเอาสุขภาพตัวเองไปแลกกับผลงาน”สัปดาห์ที่สาม ผมเจอหลินทิงที่สตูดิโอเธอเป็นภัณฑารักษ์ที่อาจารย์ที่ปรึกษาทำงานด้วย ประจำอยู่ที่ไอซ์แลนด์หลายปีแล้ว เธอพูดภาษาจีนช้ามาก แต่ออกเสียงชัดเจนทุกคำเธอเดินมาหยุดข้างโต๊ะ ก่อนจะยื่นกาแฟให้ผม เธอพูดว่า“นายดื่มกาแฟดำเฉยๆ หรือต้องเพิ่มนมด้วย?”ผมชะงักเล็กน้อย“กาแฟดำก็ได้”เธอพยักหน้
ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมา แขนผมถูกล็อกไว้ข้างเตียงผู้ป่วยพยาบาลกำลังทำแผลให้ผม พอเห็นผมลืมตาขึ้นมา เธอเอ่ยเสียงเบาว่า“แขนของคุณเย็บเจ็ดเข็ม เสียเลือดค่อนข้างมาก ยามที่คอนโดได้ยินเสียงกระจกแตกก็เลยพังประตูเข้าไป แล้วก็พาคุณมาส่งโรงพยาบาล”ผมมองเพดาน ตั้งสติอยู่แป๊บหนึ่ง เพิ่งจะรู้สึกว่าลำคอแห้งผากมากพยาบาลยื่นมือถือให้ผม“เพิ่งชาร์จแบต มือถือคุณดังอยู่นานมาก”บนหน้าจอมีแจ้งเตือนสายไม่ได้รับหลายสิบสายเป็นสายจากซูหร่านทั้งหมดเย่หล่างก็ส่งข้อความเสียงมาเยอะมากผมยังไม่ทันกดเข้าไปดูเพื่อนดันส่งคลิปมาให้ก่อนเป็นคลิปที่ซูหร่านนั่งอยู่บนโซฟาในคลับ เธอถือแก้วอยู่ในมือ พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย“ฉันตามใจเจียงเหยียนจนเขานิสัยเสีย ขังไว้สัก 3-4 ชั่วโมง เดี๋ยวเขาก็รู้เองว่าใครที่หวังดีกับเขาจริงๆ”มีคนหัวเราะแล้วถามว่า“นี่เธอล็อกประตูจริงเหรอ?”ซูหร่านเอนหลังพิงพนักโซฟา“เมื่อก่อนตอนอาการแพนิคของเขากำเริบ ฉันเป็นคนที่อยู่กับเขาตลอด แล้วฉันจะคิดร้ายกับเขาได้ยังไง? เขาแค่หัวร้อน ต้องให้บทเรียนเขาสักหน่อย”คลิปถึงตรงนี้แล้วก็ตัดไปเพื่อนส่งข้อความมาอีก[พี่เหยียน เกิดอะไรขึ้นที่บ้านพ
ผมนั่งแท็กซี่กลับมาที่คอนโดคนเดียวผมเอนหลังพิงเบาะรถ หลับตาแล้วสูดหายใจลึก ในที่สุดความรู้สึกหายใจไม่ออกและอาการหูอื้อก็ค่อยๆ บรรเทาลงตอนลงจากรถ คนขับช่วยเอากระเป๋าเดินทางมาวางไว้ด้านล่างคอนโด อีกฝ่ายถามผมว่าให้ไปส่งหน้าลิฟต์ไหมผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมใช้มือซ้ายกอดโน้ตบุ๊กที่พังไปแล้ว มือขวาลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในคอนโดหลังจากเข้ามาในห้อง ผมไปหาฮาร์ดดิสก์สำรองข้อมูลในห้องหนังสือฮาร์ดดิสก์ยังอยู่ด้านในสุดของลิ้นชักผมถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็ไปหยิบขวดยาที่โต๊ะข้างหัวเตียงเมื่อผมหยิบขวดยาขึ้นมา เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นซูหร่านยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าขุ่นมัวมาก“นายกลับมาจริงด้วย”ผมเอาฮาร์ดดิสก์ใส่ไว้ในช่องด้านในกระเป๋าเดินทาง“ออกไป”เธอยังนิ่ง สายตามองมาที่ขวดยาในมือผมจู่ๆ เธอเดินเข้ามาแย่งขวดยาจากมือผม“เจียงเหยียน นายเลิกงี่เง่าได้หรือยัง? ฉันบอกแล้วว่าจะซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ให้ แล้วก็จะให้เย่หล่างขอโทษนายด้วย นายจะเย็นชาใส่เราไปถึงเมื่อไร?”ผมยื่นมือไปแย่งขวดยา“เอาคืนมา”ซูหร่านยกมือขึ้น สีหน้าดูเหมือนกำลังข่มความโกรธอยู่“เย่หล่างคุกเข่าอยู่ด้านล่าง
ผมซื้อกาแฟร้อนที่ร้านในเกทสนามบินเพิ่งปิดฝาแก้ว จู่ๆ ก็มีคนมาตบไหล่ผมอย่างแรงกาแฟกระเด็นออกมาโดนนิ้วผมเล็กน้อยเมื่อผมหันไปมอง เห็นซูหร่านกับเย่หล่างยืนอยู่ด้านหลังซูหร่านติดกระดุมเสื้อคลุมผิดไปหนึ่งเม็ด ตรงขมับมีเหงื่อซึมออกมาด้วยเย่หล่างยังกำตั๋วเครื่องบินไปซานย่าอยู่ในมือ เขาหอบจนพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว“พอได้แล้ว” ซูหร่านยื่นมือมาเอาแก้วกาแฟของผม เธอเอามือแตะข้างแก้ว แล้วก็คืนแก้วให้ผม “ยังดีที่รู้จักซื้อกาแฟร้อน หนาวไหมเนี่ย”น้ำเสียงเธอเหมือนกำลังง้อ แล้วก็เหมือนกำลังบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว“เราไม่ไปซานย่าแล้ว เราตกเครื่องเพราะมาตามหานาย ครั้งนี้ถือว่าหายกัน กลับบ้านกับฉันเถอะ”เย่หล่างหายเหนื่อยแล้ว เขาเอามือค้ำเข่าแล้วเงยหน้ามองผม“พี่เหยียน พี่มาอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศทำไม? จะหนีออกจากบ้านเหมือนในละครเหรอ?”ผมหันไปมองซูหร่าน“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”สายตาเธอวูบไหวเล็กน้อย“ระบบยกเลิกบัตรเครดิตมันแจ้งเตือนล่าช้า มีข้อความที่นายซื้อกาแฟส่งมาเมื่อกี้”“เธอก็เลยเช็กดูอย่างนั้นเหรอ?”“ก็ฉันเป็นห่วงนายไง” ซูหร่านขมวดคิ้ว “มันคือความเป็นห่วงตามปกติ นายอย่







