Masukภรรยาที่เป็นผู้พิพากษา เพื่อจะช่วยชีวิตรักแรกของเธอที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ได้ถือวิสาสะตัดสินเอาไตข้างหนึ่งของผมไปให้รักแรกของเธอ ผมอธิบายให้ภรรยาฟังว่า ผมป่วยเป็นโรคไตวาย หากต้องปลูกถ่ายไตออกไปอีกข้าง ผมต้องตายอย่างแน่นอน แต่ภรรยากลับตะโกนใส่ผมด้วยความรังเกียจว่า "ทิงไป๋ป่วยหนักขนาดนี้แล้ว นายยังจะมามัวหึงหวงเรียกร้องความสนใจอยู่อีก! นายไม่มีหัวใจบ้างเลยหรือไง!" ภายใต้คำสั่งตัดสินบังคับของภรรยา ผมถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ในท้ายที่สุด เพราะอาการไตวายที่กำเริบหนักขึ้น ผมจึงต้องตายอย่างอนาถในมุมที่ไร้ผู้คนของโรงพยาบาล
Lihat lebih banyakเวยรุ่ยลุกขึ้นมานั่ง ก่อนหัวเราะเยาะ "นั่นสินะ ทำไมคนที่ตายถึงไม่ใช่คุณ!"ตอนที่เวยรุ่ยจะจากไป เธอได้เตือนคังซูถิงว่า ให้จัดการซ่อมแซมหลุมศพของผมให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นเธอจะใช้เส้นสายและความสัมพันธ์ทั้งหมดที่มี เพื่อทำลายตระกูลคังให้ย่อยยับผมไม่รู้ว่าคังซูถิงกำลังคิดอะไรอยู่ เธอนอนนิ่งอยู่บนพื้นเป็นเวลานานแสนนาน ลมยามค่ำคืนพัดโชยเอาปอยผมตรงหน้าผากของเธอให้ปลิวไสว มันทำให้ผมหวนนึกถึงตอนที่เราสองคนเคยไปตั้งแคมป์ด้วยกัน ค่ำคืนนั้นดวงดาวสวยงามกว่าคืนนี้เสียอีกและก็เป็นค่ำคืนนั้นเองที่จู่ๆ คังซูถิงก็พูดกับผมว่า"กงซุนจิ่น มาเป็นสามีของฉันไหม?"จากความรู้สึกชอบกลายเป็นความรัก และจากความรักแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง ใช้เวลาเพียงแค่ห้าปีเท่านั้นมันช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินจู่ๆ คังซูถิงก็ลุกขึ้นยืน เธอกัดปลายนิ้วจนเลือดสาด แล้วลงมือเขียนลงบนป้ายหลุมศพว่า【สุสานของคู่สามีภรรยาตระกูลกงซุน】 หลังจากนั้น คังซูถิงก็ลงไปนอนในหลุมที่ตัวเองขุดไว้ เธอยิ้มออกมาอย่างปล่อยวาง ก่อนหยิบมีดสั้นออกมากรีดข้อมือ ผมมองดูเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากข้อมือของคังซูถิงไม่หยุด ในใจก็ยังคงขมวดคิ้วเบาๆไ
ชีวิตแบบนี้ คังซูถิงใช้มันอย่างเลื่อนลอยอยู่สองเดือน เธอเริ่มออกไปข้างนอกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ และกลับบ้านมาด้วยสภาพที่เหนื่อยล้าทุกครั้งดวงวิญญาณของผมเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถทนต่อแสงแดดที่ส่องลงมาตรงๆ ได้ ดังนั้นผมจึงไม่รู้เลยว่าคังซูถิงออกไปทำอะไรข้างนอกจนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่ง คังซูถิงเดินออกไปข้างนอก ผมจึงยอมเดินตามเธอไป แล้วมาหยุดอยู่ที่สุสานแห่งหนึ่งบนป้ายสุสานที่มีรูปถ่ายของผมติดอยู่ ผมมองเห็นตัวอักษรที่สลักไว้บนนั้น[สุสานของ กงซุนจิ่น สามีของเวยรุ่ย]ผมถึงเพิ่งได้รู้ว่าที่คังซูถิงออกไปข้างนอกช่วงนี้ ก็เพื่อตามหาหลุมศพของผม เพียงแต่พอได้เห็นป้ายนี้ ทั้งผมและคังซูถิงต่างก็ตกตะลึงไปพร้อมๆ กันคังซูถิงโกรธจัด ส่วนผมกลับรู้สึกขมขื่นในใจ ความจริงแล้วระหว่างผมกับเวยรุ่ยไม่ได้มีอะไรเกินเลยเลย เธอและผมต่างรู้ดีว่าเราสองคนไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนั้นเราทั้งคู่จึงฝังความรู้สึกนั้นไว้ลึกสุดใจและก็เพราะการปรากฏตัวของคังซูถิงนั่นแหละ ที่ทำให้ผมลืมความรู้สึกรักแรกในวันวานนั้นไป ผมรู้สึกผิดต่อเวยรุ่ยมาก เธอคือหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่ดีต่อผมโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงหลุมศพแห่งน
หลังจากเสิ่นทิงไป๋ตาย คังซูถิงกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก เธอเพียงแค่พูดกับคนที่โทรมาแจ้งข่าวคำเดียวว่า "รู้แล้ว"เพราะอย่างไรเสีย สิ่งที่คังซูถิงกำลังร้อนรนกระวนกระวายใจอยู่คือการตามหาศพของผม แต่ต่อให้หาเจอแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?คังซูถิงรื้อค้นข้าวของไปทั่วบ้านกว่าจะหาเบอร์โทรศัพท์ของเวยรุ่ยเจอพอโทรศัพท์ต่อสายติด คังซูถิงก็ถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจทันที"กงซุนจิ่นอยู่ที่ไหน?"เวยรุ่ยดูเหมือนจะสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก เธอไม่ได้พูดจาร้ายๆ ใส่ และไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงคังซูถิง ทำเพียงแค่หัวเราะออกมาอย่างระอาใจ"ฉันคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติคุณคงจะไม่นึกถึงกงซุนจิ่นแล้วซะอีก เพราะถึงอย่างไรคุณก็มัวแต่ยุ่งกับการดูแลรักแรกของคุณนี่นา ดูท่าว่าความตายของกงซุนจิ่นยังพอจะช่วยปลุกจิตสำนึกของคุณขึ้นมาได้บ้างสินะ?"แต่คังซูถิงกลับฟังไม่เข้าหูเลยสักนิด เธอเอาแต่ถามคำถามเดิมซ้ำอีกรอบเวยรุ่ยจึงพูดสวนกลับไปอย่างเย็นชาว่า"ถ้ามีความสามารถพอก็ไปตามหาเอาเอง แต่ฉันคิดว่ากงซุนจิ่นเขาคงไม่อยากเห็นหน้าคุณหรอก"ใช่แล้ว ผมไม่อยากเห็นหน้าคังซูถิงจริงๆ นั่นแหละคนที่ไม่เคยแยแสแม้กระทั่งความเป็นตายของผม แล
พูดจบ พยาบาลก็ไม่ได้สนใจคังซูถิงอีกแล้วเดินจากไปคังซูถิงยืนอึ้งอยู่กับที่ แน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่นานแสนนานบางที เธออาจจะนึกถึงตอนที่ผมนอนสิ้นหวังอยู่บนเตียงผ่าตัดแล้วโทรศัพท์สายสุดท้ายหาเธอ หรือบางที คังซูถิงอาจจะนึกถึงวันที่เวยรุ่ยเข็นศพของผมเดินสวนกับเธอในวันนั้นคังซูถิงวิ่งเตลิดออกจากโรงพยาบาลราวกับคนบ้า แต่สถานที่ที่คังซูถิงมุ่งหน้าไปกลับเป็นที่อยู่ของเสิ่นทิงไป๋ผมได้แต่รู้สึกสมเพชตัวเอง ผมเคยคิดว่าถ้าคังซูถิงรู้ข่าวการตายของผม อย่างน้อยเธอก็คงจะรู้สึกผิดบ้าง แต่สำหรับเธอแล้ว แม้ผมจะตายไปแล้ว ก็ยังเทียบเสิ่นทิงไป๋ไม่ได้อยู่ดี แต่พอไปถึงอพาร์ตเมนต์ ประตูห้องกลับแง้มเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง คังซูถิงชะงักฝีเท้าลง แล้วได้ยินเสียงที่ดังมาจากข้างใน"พวกแกจะคอยตามตื้อไม่เลิกใช่ไหม? เงินก็ให้ไปหมดแล้วนี่? ถ้ายังเป็นแบบนี้อีกฉันจะแจ้งตำรวจแล้วนะ"น้ำเสียงแข็งกร้าวของเสิ่นทิงไป๋ดังรอดออกมา คังซูถิงตั้งท่าจะผลักประตูเข้าไปตามสัญชาตญาณ แต่ในจังหวะที่มือเพิ่งจะแตะโดนลูกบิดประตู ผู้ชายที่อยู่ข้างในก็แค่นหัวเราะเยาะ"เงินแค่หนึ่งแสนบาทคิดจะมาไล่พวกเราเหรอ? แกไม่รู้หรือไงว่าคนที่เราต้องหล