LOGINทางเดินภายในอาคารมืดและเต็มไปด้วยเศษปูน เสียงของคนจำนวนมากดังขึ้นตามชั้นต่าง ๆ บางคนตะโกนสั่งให้ปิดทางออก บางคนวิ่งตามหลังมา
ฉันเปิดประตูทุกบานที่ผ่าน ห้องแรกว่างเปล่า ห้องที่สองมีโต๊ะวางอุปกรณ์ผ่าตัดเก่า ห้องที่สามเต็มไปด้วยหน้ากากไม้ ฉันไม่พบอาเธอร์ จนกระทั่งได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากชั้นบน ฉันวิ่งขึ้นบันได หนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ขณะที่เสียงฝีเท้าของคนตามล่าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อผลักประตูดาดฟ้าออก ฉันกลับไม่พบอาเธอร์ ตรงหน้ามีคนหลายสิบคนยืนอยู่ในชุดสีดำ พวกเขาล้อมวงเป็นครึ่งวงกลม รอบพื้นที่ซึ่งถูกจัดเตรียมเหมือนลานประกอบพิธี พ่อกับแม่ของอลิซาเบธยืนอยู่ตรงกลาง ด้านข้างมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ฉันเห็นในภาพ และตรงพื้นเบื้องหน้าพวกเขา มีกองบางอย่างคลุมด้วยผ้าสีแดง ฉันหยุดหายใจ พ่อของอลิซาเบธก้าวออกมา “มาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้นะ” “พ่อของฉันอยู่ไหน?!” ฉันถามเสียงสั่น ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นรอบดาดฟ้า แม่ของพวกเธอใช้ปลายรองเท้าเขี่ยผ้าสีแดงออก ใต้ผ้านั้นมีร่างคน เสื้อเชิ้ตเปื้อนเลือด ใบหน้าถูกบดบังด้วยเงามืด แต่ฉันจำรูปร่างนั้นได้ “ไม่…” ขาของฉันอ่อนแรง “ไม่จริง” “พ่อของเธอขัดขวางพิธีมานานเกินไปแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าว “เขาคิดว่าจะซ่อนเธอจากซาเวียร์ได้ แต่ไม่มีใครซ่อนเหยื่อจากผู้เลือกได้ตลอดไป” ฉันเดินถอยหลัง หัวใจเหมือนถูกฉีกออกจากอก พ่อสัญญาว่าจะปกป้องฉัน เขาบอกว่าที่บ้านมีปืน เขาบอกว่าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายลูกสาว แต่ตอนนี้เขานอนอยู่ใต้ผ้าสีแดง ไม่มีแม้แต่โอกาสได้พูดคำสุดท้ายกับฉัน คนในชุดดำเริ่มเดินเข้ามาล้อม ฉันหันกลับไปมองด้านหลัง ขอบดาดฟ้าอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เบื้องล่างคือพื้นคอนกรีตที่มืดสนิท “อย่าให้เธอกระโดด!” ใครบางคนตะโกน หลายคนพุ่งเข้ามา ฉันมองร่างของพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ในวินาทีนั้น ความกลัวทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า หากพวกมันต้องการร่างของฉันไปทำพิธี ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันได้ในสิ่งที่ต้องการ ฉันก้าวขึ้นไปบนขอบตึก “นาเดียร์!” เสียงอาเธอร์ดังขึ้นจากที่ไกลออกไป ฉันหันไปตามเสียง แต่ไม่เห็นเขา ก่อนมือของคนในชุดดำจะคว้าตัวได้ ฉันก็ปล่อยร่างลงไป แรงลมกระแทกใบหน้า อาคารทั้งหลังหมุนกลับหัว ฉันหลับตา และคิดถึงพ่อ จากนั้นทุกอย่างก็ดับลง ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เสียงนาฬิกาดังขึ้นข้างหู ฉันลืมตาพรวด ร่างกายยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ในห้องเดิม ข้อมือถูกมัด ข้อเท้าถูกผูก ไม่มีบาดแผลจากการตกตึก ไม่มีความเจ็บปวดจากร่างกระแทกพื้น ฉันหอบหายใจ มองไปรอบตัวอย่างสับสน ทุกอย่างเหมือนเดิม กระดาษวันเกิดวางอยู่ข้างนาฬิกา ประตูเหล็กยังปิดสนิท เข็มนาฬิกาค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เวลา 20.30 น. ทันทีที่เข็มยาวแตะเลขหก เสียงกลไกภายในตัวเรือนก็ดังขึ้น กึก แผ่นไม้ด้านล่างของนาฬิกาเลื่อนเปิดออก ภายในมีปืนพกกระบอกเล็ก พร้อมแม็กกาซีนหนึ่งอัน ฉันจ้องมันนิ่ง ของขวัญที่พ่อเตรียมไว้ เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขารู้ว่าฉันจะตาย และรู้ว่าเวลาจะพาฉันกลับมา ฉันพยายามขยับเก้าอี้เข้าหาโต๊ะ ใช้เท้าเกี่ยวปืนให้ตกลงมาบนพื้น ก่อนค่อย ๆ โน้มตัวลงหยิบมันด้วยมือที่ถูกมัดอยู่ด้านหลัง ฉันเคยยิงปืนกับพ่อเพียงไม่กี่ครั้ง เขาเคยพูดเสมอว่า อาวุธไม่ใช่ของเล่น และการถือมันหมายถึงต้องยอมรับผลของการเหนี่ยวไก ตอนนั้นฉันไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องใช้บทเรียนนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด ฉันปลดเชือกโดยใช้ส่วนคมของตัวแม็กกาซีนเสียดสีเชือกซ้ำ ๆ จนขาด จากนั้นตรวจปืนตามที่พ่อเคยสอน กระสุนพร้อม เซฟตี้ยังเปิดอยู่ เสียงประตูดังขึ้น อลิซาเบธกับพี่ชายเดินเข้ามาเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่มีผิด “ตื่นแล้วเหรอ” เธอพูดประโยคเดิม คราวนี้ฉันไม่ได้ตอบ พอเธอเดินเข้ามาจิกผม ฉันก็ชักปืนจากด้านหลังแล้วยิงขึ้นทันที เสียงปืนดังสนั่น กระสุนโดนหัวไหล่ของอลิซาเบธจนร่างเธอหมุนล้มไปด้านข้าง พี่ชายของเธอพุ่งเข้ามา ฉันยิงนัดที่สอง กระสุนเฉี่ยวลำตัวเขา ก่อนฝังเข้ากับผนัง ฉันถอยออกจากห้อง ยิงใส่ชายในชุดดำอีกคนซึ่งวิ่งเข้ามาตามเสียงปืน เขาล้มลงขวางทางเดิน ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาตายไหม และไม่มีเวลาหันกลับไปดู เสียงคนตะโกนดังขึ้นทั่วอาคาร ฉันวิ่งเข้าไปหลบในห้องเก็บของ ล็อกประตูและใช้ตู้ไม้เก่าดันขวาง มือทั้งสองข้างสั่นจนแทบถือปืนไม่อยู่ ด้านนอกมีคนมาถึงประตู “เปิดออก!” เสียงกระแทกดังขึ้น ตู้ไม้ขยับเข้ามาทีละน้อย ฉันยกปืนเล็งไปที่ประตู ทันทีที่ช่องว่างเปิดออก มือของใครบางคนก็สอดเข้ามาคว้าข้อมือฉัน เราแย่งปืนกันตรงหน้าประตู ฉันเหนี่ยวไก นัดแรกพลาดไปโดนเพดาน นัดที่สองฝังเข้ากับวงกบ แรงกระชากทำให้ปืนหลุดออกจากมือ และอีกฝ่ายแย่งมันไปได้ ประตูถูกถีบเปิด ชายในชุดดำคนหนึ่งยกปืนเล็งตรงมาที่ศีรษะของฉัน ฉันหยุดหายใจ เขาเหนี่ยวไก แกร๊ก ปืนไม่ลั่น ชายคนนั้นมองอาวุธในมืออย่างสับสน ฉันเพิ่งนึกได้ว่า ก่อนปืนจะถูกแย่งไป ฉันใช้นิ้วดันสวิตช์เซฟตี้กลับเข้าที่โดยสัญชาตญาณเซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







