เข้าสู่ระบบแต่ก่อนจะทำสำเร็จ ร่างของเขาก็ถูกกระแทกจากด้านหลัง
อาเธอร์พุ่งเข้ามารัดคอชายคนนั้น ก่อนเหวี่ยงเขาชนผนังเต็มแรง
“พี่!”
ใบหน้าของอาเธอร์เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เสื้อผ้าขาดหลายแห่ง และมีเลือดไหลจากมุมปาก แต่เขายังมีสติ
“วิ่ง!”
เขาคว้าปืนจากพื้น แล้วดึงมือฉันออกจากห้อง
เราวิ่งไปตามทางเดินด้วยกัน เสียงฝีเท้าของผู้ไล่ล่าดังขึ้นทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง
อาเธอร์เปิดประตูห้องหนึ่งแล้วดึงฉันเข้าไป
ภายในเป็นห้องเก็บเอกสารเก่า เต็มไปด้วยตู้เหล็กและกองแฟ้มขึ้นรา
เขาปิดประตูอย่างเบาที่สุด ก่อนพาฉันไปหลบหลังตู้ใบใหญ่
เรานั่งแนบผนัง พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้ดัง
ฉันกอดแขนพี่ชายไว้แน่น
“พ่อ…”
ฉันกระซิบ
อาเธอร์หันมามอง
“พี่เห็นพ่อหรือยัง”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“ฉันได้ยินพวกมันพูดว่าเขาตายแล้ว”
เสียงของฉันสั่น
“ฉันเห็นศพบนดาดฟ้า”
อาเธอร์ขมวดคิ้ว
“เธอขึ้นไปดาดฟ้าตอนไหน”
ฉันจ้องเขา
“ก่อนที่ฉันจะตาย”
คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งค้าง
ด้านนอก เสียงคนเดินผ่านหน้าห้องดังขึ้น
พวกเราทั้งคู่รีบปิดปากเงียบ
มือของอาเธอร์กระชับปืนแน่นขึ้น
เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ตรงหน้าประตู
ใครบางคนจับลูกบิด
มันหมุนช้า ๆ
ฉันกลั้นหายใจ
ประตูเปิดออกเพียงเล็กน้อย
แสงจากทางเดินทอดเข้ามาบนพื้นห้อง
เงาร่างหนึ่งเดินเข้ามา
และก่อนที่อาเธอร์จะยกปืนขึ้น เสียงกระซิบของชายคนนั้นก็ดังขึ้น
“อย่ายิง”
ฉันจำเสียงนั้นได้
“คีรินทร์?”
เงาร่างขยับเข้ามาใกล้
ตำรวจหนุ่มใส่แว่นปรากฏตัวจากความมืด เสื้อของเขาเปื้อนเลือด และในมือกำปืนไว้แน่น
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบกลับไม่ใช่บาดแผลของเขา
บนข้อมือของคีรินทร์มีตราสัญลักษณ์รูปดวงตาปิด
ตราของซาเวียร์
เขามองฉันกับอาเธอร์ ก่อนปิดประตูอย่างช้า ๆ
“เราต้องออกไปจากที่นี่ก่อนเวลา 21.00 น.”
“ทำไม”
อาเธอร์ถาม
คีรินทร์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“เพราะถ้าพิธีเริ่มขึ้น ต่อให้พวกคุณตายอีกกี่ครั้ง เวลาก็จะไม่พากลับมาแล้ว”
“เราต้องออกไปจากที่นี่ก่อนเวลา 21.00 น.”
คีรินทร์พูดเบา ๆ ขณะปิดประตูห้องเก็บเอกสารลงอย่างระมัดระวัง
อาเธอร์ยังคงยกปืนเล็งไปทางเขา แม้มือจะสั่นจากอาการบาดเจ็บ
“ถอยไปจากประตู”
“ถ้าผมคิดจะทำร้ายพวกคุณ ผมคงไม่เตือนเรื่องพิธี”
“แล้วตราบนข้อมือนั่นคืออะไร”
คีรินทร์ก้มมองสัญลักษณ์ดวงตาปิดบนผิวตัวเอง สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
“มันไม่ได้แปลว่าผมอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกมัน”
“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไว้ใจคุณได้”
อาเธอร์ตอบเสียงเย็น
ฉันมองสลับระหว่างทั้งสองคน
คีรินทร์เป็นตำรวจคนแรกที่รับฟังเรื่องประหลาดทั้งหมดโดยไม่มองว่าฉันเสียสติ เป็นคนพาฉันกลับบ้านในคืนที่โรงแรม และเป็นคนเดียวที่ยอมสืบเรื่องครอบครัววาเรนท์อย่างจริงจัง
แต่ตราบนข้อมือของเขาเหมือนกับสัญลักษณ์ของลัทธิ
และเขายังรู้เรื่องการย้อนเวลากลับมา มากกว่าที่ฉันเคยเล่าให้ใครฟัง
“คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ฉันถาม
“ตามรอยรถที่ใช้ลักพาตัวพวกคุณมา”
“คนเดียว?”
“กำลังเสริมอยู่รอบนอก”
อาเธอร์หัวเราะอย่างไม่เชื่อ
“งั้นวิทยุอยู่ไหน”
คีรินทร์ไม่ตอบทันที
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังใกล้เข้ามา การสนทนาของพวกเราจำต้องหยุดลง
คีรินทร์ยกนิ้วแตะริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าไปทางผนังด้านในสุดของห้อง
“มีช่องทางเดินสำหรับระบบระบายอากาศ มันเชื่อมไปยังห้องเก็บอุปกรณ์อีกฝั่ง พวกคุณหลบไปทางนั้นก่อน”
“แล้วคุณล่ะ”
“ผมจะดึงพวกมันไปทางอื่น”
อาเธอร์ยังไม่ลดปืน
“ทำไมต้องช่วยเรา”
แววตาของคีรินทร์เลื่อนมาหาฉันเพียงชั่วขณะ
“เพราะเธอยังตายไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้ความเย็นแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลัง
ก่อนฉันจะทันถาม ประตูห้องก็ถูกกระแทกจากด้านนอก
ปัง!
“เข้าไป!”
คีรินทร์ตะโกน
อาเธอร์คว้าแขนฉันแล้วพาไปยังผนังด้านหลัง ตู้เหล็กใบหนึ่งถูกเลื่อนออก เผยช่องทางแคบซึ่งพอให้คนคลานผ่านได้
เสียงประตูใกล้พังแล้วเต็มที
ฉันคลานเข้าไปก่อน อาเธอร์ตามเข้ามาแล้วดึงตู้กลับมาบังช่องไว้
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงประตูห้องเก็บเอกสารถูกถีบเปิด
เสียงตะโกนและเสียงปืนดังขึ้นติดกันหลายนัด
ฉันกับอาเธอร์รีบคลานไปตามช่องทางแคบ ฝุ่นหนาเกาะเต็มพื้นจนแสบจมูก อากาศข้างในร้อนและอับจนแทบหายใจไม่ออก
ด้านหลังมีเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด
ฉันไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของคีรินทร์ หรือคนที่ตามล่าเรา
เราใช้เวลาหลายนาทีจึงมาถึงปลายทาง
อาเธอร์ใช้เท้าถีบตะแกรงระบายอากาศออก ก่อนคลานลงไปในห้องเล็กที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่างเก่า สายไฟ และเครื่องมือขึ้นสนิม
บนพื้นมีชายในชุดดำคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่
มีรอยกระสุนตรงกลางหลัง
อาเธอร์เดินเข้าไปตรวจชีพจร ก่อนส่ายหน้า
“ตายแล้ว”
เขาค้นตัวศพ พบโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง กุญแจหลายดอก และแม็กกาซีนสำรอง
“ปืนของเขาล่ะ”
“ไม่มี....”
อาเธอร์เปิดโทรศัพท์ โชคดีที่เครื่องยังไม่ได้ล็อก เขาพยายามโทรออก แต่ไม่มีสัญญาณ
“ส่งข้อความได้ไหม”
ฉันถาม
เขาลองกดส่งข้อความถึงหมายเลขฉุกเฉินและโทรศัพท์ของแม่
ข้อความหมุนอยู่นาน ก่อนขึ้นคำว่าอยู่ระหว่างการส่ง
“อย่างน้อยมันอาจส่งออกไปได้ ถ้าเราเข้าใกล้จุดที่มีสัญญาณ”
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







