LOGIN“ศิษย์พี่ฮ่าวหรานล้อเล่นแล้ว พี่รองของข้ากลับมาก็ไม่แปลก นางเกิดที่นี่ ตระกูลโม่ซึ่งเป็นบ้านของนางก็อยู่ที่นี่ ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องกลับมาอยู่แล้ว”
“เจ้าไม่คิดว่าบังเอิญเกินไปหรือ นางเลือกที่จะกลับมาในเวลานี้ที่คนตระกูลใหญ่ล้วนเรียกบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือนมายังเมืองหลวง เห็นชัดว่าใต้เท้าโม่หวังให้นางเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง”
“นางอยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่มีใครบังคับ งานเลี้ยงนี้มิใช่ว่าทุกตระกูลเลือกที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้ไม่ใช่หรือ” โม่ซางเช่อขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย
อันฮ่าวหรานหัวเราะเสียงดัง “เจ้าเพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่นานจึงยังไม่รู้อะไรน่ะสิ พี่สาวคนรองของเจ้าคนนี้ไม่แน่นางอาจอยากแต่งเข้าจวนขุนนางขั้นหนึ่งมากกว่า เพราะเหตุนี้นางจึงถึงกับยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่ต้องแต่งกับบุตรชายเจ้ากรมขุนนางอย่างไรเล่า ยอมแม้กระทั่งกระโดด...”
เซี่ยกวงหมิงขมวดคิ้วพร้อมกระแอมเพื่อหยุดประโยคนั้นของอันฮ่าวหราน “เป็นผู้ใดกันส่งเสียงดังรบกวนการสนทนาของผู้อื่น” เขาเลิกม่านรถม้าขึ้น
“มะ...แม่ทัพเซี่ย ขะ...ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนท่าน” อันฮ่าวหรานอ้าปากค้าง
เขายิ่งเบิกตากว้างขึ้นเมื่อมองเห็นผู้เป็นอาจารย์ซึ่งนั่งอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่แคว้นต้าเยวี่ย “อาจารย์!!!”
“ฮ่าวหราน เจ้าเป็นบุรุษทั้งยังเป็นถึงบุตรชายของเสนาบดีสำนักตรวจการ การวิจารณ์ผู้อื่นลับหลังทั้งอีกฝ่ายเป็นสตรี เจ้าคิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ”
“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าเพียง...”
“คัดบันทึกคุณธรรมจากวาจาของท่านอาจารย์เซินสามจบ ส่งข้าก่อนยามอู่พรุ่งนี้”
“ศิษย์ทราบแล้วจะส่งก่อนยามอู่แน่นอน” อันฮ่าวหรานหน้าซีดขาวจากนั้นคารวะเหยียนจวิ้นแล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปด้านใน
บันทึกคุณธรรมจากวาจามีความยาวมากกว่าสามร้อยหน้า หากจะคัดให้จบสามรอบต้องเริ่มจากตอนนี้เท่านั้น ยิ่งไม่ต้องสงสัยเพราะเขาคงไม่มีแม้แต่เวลานอนแล้ว!!!
“ซางเช่อ ไม่กลับเข้าด้านในหรือ” เหยียนจวิ้นมองตรงไปยังโม่ซางเช่อที่ยังคงมีท่าทีงุนงง
“เอ่อ...อาจารย์กำลังจะออกไปข้างนอกหรือขอรับ”
โม่ซางเช่อประหม่าจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ เขามาอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงปีกว่า แต่ทุกครั้งที่ได้พบและสนทนากับบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์หลวง เขาก็มักจะเก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่
เหยียนจวิ้น ปราชญ์หลวงแห่งราชสำนักผู้ซึ่งผู้คนมากมายล้วนเคารพนับถือ เขาคือหนึ่งเดียวที่เหล่าบัณฑิตทั่วทั้งต้าเยวี่ยล้วนถือเป็นแบบอย่าง
ไม่เพียงหล่อเหลาน่ามองและเป็นที่หมายตาของสตรีทั้งเมืองหลวง แต่เขายังเป็นจ้วงหยวนที่อายุน้อยที่สุดนับจากก่อตั้งแคว้นต้าเยวี่ย
อายุเพียงสิบเจ็ดแต่กลับเฉลียวฉลาดทั้งยังสุขุมเยือกเย็น แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงเคยชมเชยว่าเป็นผู้ที่มากด้วยความรู้ กระทั่งถูกเลือกให้เป็นปราชญ์หลวง
บัดนี้เขาอายุเพียงยี่สิบห้า แต่กลับเป็นถึงท่านปราชญ์แห่งสำนักศึกษาหลวง เป็นผู้บุกเบิกให้ก่อตั้งสำนักศึกษาหลวงแคว้นต้าเยวี่ยขึ้น กราบคนเช่นนี้เป็นอาจารย์พานทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มจนชีวิตนี้ไม่รู้สึกเสียดายอะไรอีก
น่าเสียดายที่อายุยี่สิบห้าแล้วท่านปราชญ์กลับไม่ยอมแต่งฮูหยิน อีกทั้งยังไม่ยอมรับตำแหน่งขุนนางไม่ว่าฮ่องเต้จะทรงเสนออะไรเขาล้วนปฏิเสธ เขาเอาแต่อ้างว่าต้องการสละเวลาให้สำนักศึกษาหลวงและไม่คิดจะแต่งฮูหยินในเวลานี้...
“อาจารย์จะไปยังวัดลั่วเหมินเป็นเพื่อนแม่ทัพเซี่ยสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส วานเจ้านำชานี้เข้าไปให้เสี่ยวอู่ บอกเขาว่าเก็บไว้ให้ดีเป็นของฝากจากแม่ทัพเซี่ย ยังมี...บอกเขาว่าไม่ต้องยกสำรับอาจารย์จะกินมื้อเที่ยงข้างนอก”
“ขอรับอาจารย์” โม่ซางเช่อยกสองมือประสานคารวะเขา แต่ถุงปักซึ่งโม่อวี๋เพิ่งมอบให้ยังอยู่ในมือ
“ซางเช่อ”
“ขอรับ”
“บัณฑิตที่พำนักในสำนักศึกษาหลวงไม่อนุญาตให้พกของมีค่า”
“เอ่อ...” เขาตกใจจนซ่อนไม่ทัน ทั้งไม่คิดว่าอาจารย์จะอยู่ข้างนอก “ขอรับ” เขาประคองถุงปักด้วยสองมือส่งไปให้ผู้เป็นอาจารย์
“อาจารย์จะรับฝากเอาไว้ชั่วคราว ครั้งหน้าหากพี่สาวของเจ้ามาที่นี่ให้ไปรับมาคืนนางเสีย”
“ศิษย์ทราบแล้ว” เขาไม่รอบคอบเองที่รับของจากพี่สาวมา หรืออาจเพราะในใจยินดีที่เห็นนางไม่มีทางทีรังเกียจ ดังนั้นจึงไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน...
“ออกรถ” เซี่ยกวงหมิงสั่งคนขับรถม้าของตน เขาอมยิ้มและมองถุงเงินในมือของสหาย “ไม่ต้องคัดตำรา?”
“คุณหนูโม่เพิ่งกลับมาอาจยังไม่รู้กฎของสำนักศึกษาหลวง ซางเช่อเพิ่งได้พบนางปฏิเสธคงไม่ดี เข้าใจได้” เหยียนจวิ้นเก็บถุงปักนั้นเข้าไปในอกเสื้อ
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“ดีกว่าหรือแย่กว่าเล่า” นางถามแต่เขายังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงทักทายดังขึ้นด้านหลัง“ศิษย์น้องซางเช่อ เจ้าเองก็ออกมารับของใช้เหมือนกันหรือ”เห็นน้องชายกลอกตาราวกับเหนื่อยหน่าย คำว่า ‘เห็นแล้วยังจะถาม’ ดังออกมาจากท่าทางนั้นโดยไม่ได้กล่าว โม่อวี๋อดหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองต้นเสียงบัณฑิตอีกสา
ตระกูลโม่ช่าง...น่าเห็นใจยิ่งนัก!!!!โม่อวี๋หลับตาลงเพื่อข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ นางปล่อยให้เสี่ยวชุนไปจัดแจงเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ให้เหมาะสม จากนั้นจึงเดินไปยังข้างหน้าต่างอากาศเย็นยามค่ำคืนทำให้หญิงสาวตัวสั่น นางกอดไหล่ตัวเองแต่กลับยังไม่ยอมปิดหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสังคมในยุคโบราณนี้ หากนางจะเอาตั
นางโกรธ โกรธแทน แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะจะอย่างไรสตรีตรงหน้าก็คือมารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดโม่อวี๋…ขอเพียงต่อไปไม่ยุ่งกับนาง นางก็จะไม่ถือสาและไม่ถือโทษโกรธเคือง เห็นแก่เจ้าของร่างนี้ที่ให้โอกาสนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”“เจ้า...สบายดีหรือ” ลี่ซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน ความห่
“เจ้าค่ะ”“อวี๋เอ๋อร์”“เจ้าคะ”โม่หวังมองดูใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความห่างเหินระหว่างบิดากับบุตรทำให้ทั่วทั้งห้องอึดอัด เขาเอื้อมมือไปคว้ากล่องไม้แกะสลักซึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่งให้บุตรสาว“ของขวัญต้อนรับกลับบ้าน ไปอยู่ต่างเมืองมาถึงสองปี เครื่องประดับที่มีก็เก่ามากแล้วกระมัง นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระรา







