Se connecter“เหยียนจวิ้น เจ้าว่าเรื่องที่คุณชายอันกล่าวเมื่อครู่เป็นไปได้หรือไม่” เซี่ยกวงหมิงเปลี่ยนเรื่องทันที
“เป็นไปได้ ราชสำนักกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ขุนนางทั้งหลายคล้ายกับนกซึ่งกำลังเลือกคอน พิธีสวมหมวกขององค์ชายทั้งสามกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ขั้วอำนาจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่แน่ว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์ขององค์ชายทั้งสามพระองค์คงไม่เหมือนเดิมแล้ว ใต้เท้าโม่เดิมทีก็พยายามหาทางทำให้ตำแหน่งของตัวเองมั่นคง บุตรสาวคนโตของเขาแม้แต่งให้ท่านผู้บัญชาการซู[1] ครานั้นตระกูลซูช่วยให้เขาเลื่อนตำแหน่งจนถูกจับตามอง ตอนนี้คงกำลังมองหาตระกูลอื่นเพื่อส่งเสริมตัวเองอีกครั้ง”
เซี่ยกวงหมิงพยักหน้า “นั่นสินะ แม้จวนอัครมหาเสนาบดีให้ความสำคัญกับตระกูลซู แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีกลับดูไม่ให้ความสำคัญกับเจ้ากรมโยธานัก ครั้งนี้ที่ใต้เท้าโม่เรียกบุตรสาวคนเล็กกลับมาคงมีแผนการในใจแน่ ว่าแต่ทางด้านองค์ชายรองเป็นอย่างไรบ้าง” เซี่ยกวงหมิงน้ำเสียงเคร่งเครียดขึ้น
“แม้ไม่ต้องการแก่งแย่งแต่ทางเลือกมีไม่มากนัก ไม่ต้องการเอาชีวิตผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะคิดเช่นเดียวกัน”
“สืบได้หรือยังว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังการวางยาพิษในสุราขององค์ชายรอง”
เหยียนจวิ้นส่ายหน้า “ไร้หลักฐานไม่อาจใช้การคาดเดา”
“ช่วงนี้เจ้าเองก็ต้องระวังตัว ไม่แน่ว่าการที่เจ้ารับปากให้องค์ชายรองกลับเข้ามาพำนักยังสำนักศึกษาหลวงจะเป็นการนำภัยมาหาตัว”
“ข้ารู้” เหยียนจวิ้นกล่าวเสียงเรียบ
เซี่ยกวงหมิงเลิกม่านรถม้าขึ้นมองบรรยากาศด้านนอกรถม้า แต่ไม่รู้เพราะความบังเอิญหรือโชคชะตาเขากลับเห็นรถม้าตระกูลโม่จอดอยู่ไม่ไกล
“หยุดรถ”
แม่ทัพหนุ่มเพ่งมองหญิงสาวในชุดคลุมสีเทาเดินลงมาจากรถม้า กระทั่งสังเกตเห็นแล้วว่าจุดนั้นมีหลุมฝังศพตั้งอยู่ “คุณหนูรองตระกูลโม่?”
เหยียนจวิ้นมองตามสายตาของสหาย “หลุมศพนั่นหากเดาไม่ผิดคงจะเป็นแม่นมของนางที่สิ้นใจไปเมื่อสองปีก่อน”
เซี่ยกวงหมิงยังคงไม่ลดม่านรถม้าลง เขากลับจ้องเอาจ้องเอาจนเหยียนจวิ้นสงสัย “ทำไมหรือ”
“แม่นางโม่ผู้นี้นับเป็นสาวงามผู้หนึ่ง หากเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังคงเป็นที่จับตามองไม่น้อย เจ้าว่าสองปีที่นางถูกส่งไปซางจี๋นางจะยังเป็นสตรีร้ายกาจคนเดิมหรือไม่”
เหยียนจวิ้นนึกถึงเด็กสาวที่ถูกพาตัวขึ้นมาจากสระบัวคืนนั้น เสียงพึมพำพร้อมกับมือที่ชี้ไปยังสระบัว
‘มีคนอยู่ในน้ำ มีคน...’
ตอนนั้นแม่นมจ้าวถูกพาตัวขึ้นมาแล้วเช่นกัน เหตุใดนางยังบอกว่ามีคนอยู่ในน้ำ?
“ไปกันเถิด”
ชายหนุ่มเอนกายกลับมานั่งหลังตรง คืนนั้นเขาเห็นแก่หน้าราชครูจึงไปที่จวนตระกูลโม่ตามคำเชิญของโม่หวัง ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น
นึกถึงช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย โม่เหยาผู้เป็นพี่สาวคล้ายเพิ่งออกมาจากเรือนด้วยท่าทีห่วงใยที่มีต่อน้องสาว หากแต่คนที่เพิ่งออกมาจากเรือน เหตุใดรองเท้าจึงมีเศษดินและเศษหญ้า รวมไปถึงชายกระโปรงยังคล้ายมีรอยเปียก?
คืนนั้นเขาตระหนักดีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงแนะนำท่านหมอที่เขาคุ้นเคยให้โม่หวัง คิดแต่เพียงว่าอย่างน้อยหากเป็นหมอที่เขาแนะนำ โม่หวังและคนในตระกูลโม่ก็คงทำอะไรไม่สะดวกนัก ที่เหลือเขาได้แต่ปล่อยให้แล้วแต่โชคชะตาของนางแล้ว
“คนพี่แต่งออกไปแทนคนน้อง หลังเหตุการณ์ในคืนนั้น...” เขาพึมพำ
“อะไรนะ”
“ไม่มีอะไรข้าพูดกับตัวเอง” เหยียนจวิ้นส่ายหน้า
ตลาดกลางเมืองคึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ข้าวของมากมายสองข้างทาง ทำให้โม่อวี๋รู้สึกตื่นตาตื่นใจ นางกับเสี่ยวชุนเดินเล่นตั้งแต่เช้าตรู่แดดยังไม่ร้อนกระทั่งถึงตอนสาย เมื่อรู้สึกเหนื่อยจึงชวนกันนั่งยังร้านน้ำชาเล็กที่เป็นเพิงชั่วคราว
เซาปิ่งหอมกรุ่นกับชาร้อนแม้ไม่ใช่ชาชั้นดี แต่รสชาติกลับเข้ากับเซาปิ่งได้เป็นอย่างดี
“คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวชุนกระซิบเสียงเบา
“หืม”
“ท่านเขยเจ้าค่ะ”
โม่อวี๋สะดุ้งเฮือกเมื่อมองตามสายตาของเสี่ยวชุน
ซูเฉินที่ดูเหมือนขี่ม้าผ่านไปแล้วกำลังวกกลับมาจริงๆ สองปีก่อนเขาหวังจะได้แต่งโม่อวี๋เข้าจวน แต่เพราะเกิดเรื่องวุ่นวายเขาจึงได้แต่แต่งโม่เหยาเป็นฮูหยินแทนอย่างจนใจ
ปีนั้นเขาเป็นเพียงองครักษ์ ปีนี้เขาเลื่อนขั้นขึ้นเป็นถึงผู้บัญชาการรักษาวังหลวง...
[1] ในที่นี้คือหัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง เทียบเท่ากับแม่ทัพแต่เป็นรองแม่ทัพใหญ่อย่างเซี่ยกวงหมิงหนึ่งขั้น
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“ดีกว่าหรือแย่กว่าเล่า” นางถามแต่เขายังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงทักทายดังขึ้นด้านหลัง“ศิษย์น้องซางเช่อ เจ้าเองก็ออกมารับของใช้เหมือนกันหรือ”เห็นน้องชายกลอกตาราวกับเหนื่อยหน่าย คำว่า ‘เห็นแล้วยังจะถาม’ ดังออกมาจากท่าทางนั้นโดยไม่ได้กล่าว โม่อวี๋อดหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองต้นเสียงบัณฑิตอีกสา
ตระกูลโม่ช่าง...น่าเห็นใจยิ่งนัก!!!!โม่อวี๋หลับตาลงเพื่อข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ นางปล่อยให้เสี่ยวชุนไปจัดแจงเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ให้เหมาะสม จากนั้นจึงเดินไปยังข้างหน้าต่างอากาศเย็นยามค่ำคืนทำให้หญิงสาวตัวสั่น นางกอดไหล่ตัวเองแต่กลับยังไม่ยอมปิดหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสังคมในยุคโบราณนี้ หากนางจะเอาตั
นางโกรธ โกรธแทน แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะจะอย่างไรสตรีตรงหน้าก็คือมารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดโม่อวี๋…ขอเพียงต่อไปไม่ยุ่งกับนาง นางก็จะไม่ถือสาและไม่ถือโทษโกรธเคือง เห็นแก่เจ้าของร่างนี้ที่ให้โอกาสนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”“เจ้า...สบายดีหรือ” ลี่ซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน ความห่
“เจ้าค่ะ”“อวี๋เอ๋อร์”“เจ้าคะ”โม่หวังมองดูใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความห่างเหินระหว่างบิดากับบุตรทำให้ทั่วทั้งห้องอึดอัด เขาเอื้อมมือไปคว้ากล่องไม้แกะสลักซึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่งให้บุตรสาว“ของขวัญต้อนรับกลับบ้าน ไปอยู่ต่างเมืองมาถึงสองปี เครื่องประดับที่มีก็เก่ามากแล้วกระมัง นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระรา







