Share

บทที่ 2.2

last update Petsa ng paglalathala: 2026-03-26 08:02:46

“ดีกว่าหรือแย่กว่าเล่า” นางถามแต่เขายังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงทักทายดังขึ้นด้านหลัง

“ศิษย์น้องซางเช่อ เจ้าเองก็ออกมารับของใช้เหมือนกันหรือ”

เห็นน้องชายกลอกตาราวกับเหนื่อยหน่าย คำว่า ‘เห็นแล้วยังจะถาม’ ดังออกมาจากท่าทางนั้นโดยไม่ได้กล่าว โม่อวี๋อดหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองต้นเสียง

บัณฑิตอีกสามคนที่กำลังเดินใกล้เข้ามาชะงักเล็กน้อยจากนั้นไม่กล้าเดินเข้ามาอีก พวกเขาคล้ายประหลาดใจกับอะไรบางอย่าง

หรืออาจ...เป็นนาง?

โม่อวี๋มองตรงไปยังทั้งสามสลับกับท่าทีของโม่ซางเช่อ น้องชายที่นางเพิ่งได้มาคนนี้ คงไม่ใช่ไม่ถูกกับคนกลุ่มนี้? เขาโดนรังแกในห้องเรียน?

หญิงสาวหรุบดวงตาลงมองป้ายหยกซึ่งห้อยอยู่สายคาดเอวของชายหนุ่มซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้าสุด กระเรียนสองตัว[1]??? อักษรระหว่างกระเรียนสองตัวคือ ‘อัน’

สมองของโม่อวี๋แล่นเร็วรี่ ขุดทุกความทรงจำของโม่อวี๋ขึ้นมา กระทั่งจำได้ว่าเขาน่าจะเป็นบุตรชายคนสุดท้องของเสนาบดีสำนักตรวจการ ‘อันฮ่าวหราน’ โม่อวี๋กับเขาเคยพบกันมาก่อน เขาเคยเกี้ยวพาแต่ถูกโม่อวี๋ทำให้ขายหน้า

“คุณหนูโม่ ไม่ได้พบกันสองปีดูเหมือนเปลี่ยนไปจนเกือบจำไม่ได้” อันฮ่าวหรานยิ้มให้นางในดวงตาแฝงประกายบางอย่าง

“คุณชายอัน” นางกล่าวทักทายเขาตามมารยาท

จะว่าไปนางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาอายุสิบเจ็ดเท่ากันกับนาง ว่ากันว่าบัณฑิตที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง หากสอบไม่ผ่านขั้นแรกก็จะเรียนอยู่ที่นี่จนกว่าจะอายุครบยี่สิบและเข้าพิธีสวมหมวก

“พี่รองข้าช่วยพยุงท่านกลับขึ้นรถม้า สายแล้วแดดแรงท่านรีบกลับจวนดีหรือไม่” เห็นชัดว่าโม่ซางเช่อไม่อยากให้นางสนทนากับคนกลุ่มนี้ ดูจากที่เขาพยายามใช้ร่างบดบังสายตาคนหลายคนไม่ให้มองมายังนาง

ถึงตอนนี้โม่อวี๋จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ นางไม่ได้มองไปรอบๆ จึงไม่รู้เลยว่ามีคนมากมายกำลังลอบสังเกตนางอยู่ นึกถึงข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวนาง อดไม่ได้ที่จะมองโม่ซางเช่อ

“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ขณะกำลังจะขึ้นรถม้านางกระซิบถามเขา

“ท่านหมายถึงเรื่องใดหรือ” เขาเลิกคิ้วถามนาง

“เรื่องข่าวลือเกี่ยวกับตัวข้า เรื่องนี้ทำให้เจ้าถูกรังแกในสำนักศึกษาหลวงหรือไม่”

เขาหัวเราะในดวงตาแฝงประกายซาบซึ้งเล็กน้อย “จะมีเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร ที่นี่สำนักศึกษาหลวงภายใต้การดูแลของท่านปราชญ์เหยียนจวิ้น ไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอนท่านวางใจได้”

“เหยียนจวิ้น? เหมือนเคยได้ยินที่ใดมาก่อน” นางขมวดคิ้วแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินนามนี้ที่ใด “เอาเถิดไม่มีก็ดีแล้ว ข้ากลับก่อนไว้มีเวลาว่างจะหาของกินอร่อยๆ มาฝากเจ้า”

“ได้” เขายิ้มรับและส่งนางขึ้นรถม้า

ห่างออกไปสองก้าวมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่เงียบๆ ไม่มีแม้แต่คนขับรถม้าอยู่ บนรถไม่มีสัญลักษณ์ว่ามาจากตระกูลใด เป็นรถม้ากลางเก่ากลางใหม่ แต่กลับจอดรวมอยู่กับรถม้าที่มาจากจวนขุนนาง

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากด้านใน

“คุณหนูรองตระกูลโม่ผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่ง ถึงกับคิดว่าน้องชายอาจถูกรังแกในสำนักศึกษาหลวง เจ้าได้ยินแล้วรู้สึกเช่นไร”

เซี่ยกวงหมิงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“ได้ยินว่านางเพิ่งกลับมาจากต่างเมือง เอ...คล้ายๆ ข้าได้ยินว่าเรื่องนี้เจ้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ จริงหรือไม่ที่นางกระโดดลงไปในสระบัวเย็นเยียบเพราะไม่อยากแต่งให้กับซูเฉิน”

เหยียนจวิ้นจนใจกับท่าทีของสหาย “ชายแดนไม่มีเรื่องให้เจ้าเล่นสนุกแล้วหรือ เหตุใดวันนี้มาหาเรื่องสนุกทำถึงสำนักศึกษาหลวง”

เซี่ยกวงหมิงกำลังจะกล่าวบางอย่างแต่เสียงด้านนอกรถม้ากลับเรียกความสนใจของเขาเอาไว้เสียก่อน

“ศิษย์น้องซางเช่อ พี่สาวของเจ้ากลับมาเมืองหลวงใช่เพราะการเลือกคู่เข้าพิธีสวมหมวกในอีกสองเดือนข้างหน้าหรือไม่ เห็นนางสองปีจากไปกลับเปลี่ยนเป็นโฉมสะคราญเช่นนี้ หรือคิดจะแต่งเข้าจวนขุนนางขั้นหนึ่ง”

นั่นเป็นเสียงของอันฮ่าวหราน

[1] ขุนนางจีนสมัยก่อนจะมีสัญลักษณ์ประจำตัวเป็นสัตว์ต่างๆ ในที่นี้ผู้เขียนใช้กระเรียนหนึ่งตัวเป็นสัญลักษณ์ของอัครมหาเสนาบดี กระเรียนสองตัวเป็นสัญลักษณ์ของเสนาบดีสำนักตรวจการและเสนาบดีสำนักราชเลขา โดยจะมีอักษรเป็นแซ่ของตระกูลคั่นตรงกลาง ทั้งนี้บรรดาคนของจวนขุนนางนั้นๆ ก็จะมีป้ายหยกบ่งบอกว่ามาจากจวนใด โดยเฉพาะทายาทของขุนนางท่านนั้นๆ

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 15.5 จบ

    เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 15.4

    เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 15.3

    โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 15.2

    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 15.1

    ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 14.9

    “พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 8.5

    “เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 7.1

    “ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 5.3

    สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได

  • ลวงเล่ห์บุพเพรัก   บทที่ 4.6

    ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status