Masukนางโกรธ โกรธแทน แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะจะอย่างไรสตรีตรงหน้าก็คือมารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดโม่อวี๋
…ขอเพียงต่อไปไม่ยุ่งกับนาง นางก็จะไม่ถือสาและไม่ถือโทษโกรธเคือง เห็นแก่เจ้าของร่างนี้ที่ให้โอกาสนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
“เจ้า...สบายดีหรือ” ลี่ซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน ความห่างเหินในดวงตาบุตรสาวทำให้นางได้แต่หลบตาอีกฝ่าย
“นอกจากร่างกายที่เจ็บป่วยอิดๆ ออดๆ ช่วงอากาศเย็น ที่เหลือล้วนไม่มีปัญหา ลูกนับว่า...สบายดีเจ้าค่ะ” นางยิ้มบาง “ดูเหมือนท่านแม่ไม่สบายจริงๆ ตามหมอมาดูอาการแล้วหรือยังเจ้าคะ”
“ท่านหมอเพิ่งกลับไปเจ้าค่ะ”
เป็นท่านป้าจูที่ตอบคำถามนั้น ท่านป้าจูคนนี้เป็นคนสนิทเก่าแก่ของมารดา ดังนั้นฐานะของนางในจวนจึงเหนือกว่าบ่าวไพร่คนอื่นๆ
“ที่เรียกเจ้ามาหาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากไหว้วาน”
โม่อวี๋นิ่งฟังอย่างสงบ
“เจ้าคงได้ยินมาบ้างว่าแม่กับพ่อของเจ้ารับบุตรชายของท่านอามาเป็นบุตรบุญธรรม”
โม่อวี๋กะพริบตามองมารดา เรื่องนี้นางเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก “ขออภัยเจ้าค่ะ ลูกเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกจากท่านแม่ อาจเพราะหนทางจากเมืองหลวงไปซางจี๋ช่างห่างไกล ดังนั้นคนส่งข่าวจึงเลอะเลือนจนลืมบอกลูก”
นางแค่นยิ้ม ในใจลอบสบถคำด่าออกมาราวกับพ่นไฟ แต่ดวงหน้ากลับยังคงเรียบเฉย
บิดากับมารดาไม่มีบุตรชาย มารดาเองก็ไม่ยอมให้บิดามีอนุ ดังนั้นด้วยอายุที่มากขึ้นบวกกับร่างกายที่ไม่แข็งแรงเรื่องมีบุตรจึงจำต้องยอมแพ้ การรับบุตรบุญธรรมเพื่อเข้ามาสืบทอดตระกูลจึงสำคัญมาก เรื่องนี้คนในแคว้นต้าเยวี่ยล้วนไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกใหม่
ท่านอา... ที่มารดากล่าวถึงคงจะเป็นน้องชายของบิดาซึ่งบัดนี้เป็นขุนนางขั้นสี่ ประจำอยู่ที่เมืองเจียงโจวทางเหนือ ได้ยินมาว่าเขามีบุตรชายถึงห้าคน ดังนั้นจึงยกบุตรชายคนเล็กให้เป็นบุตรบุญธรรมของโม่หวัง
“เขามาอยู่ที่เมืองหลวงได้ปีครึ่งแล้ว” ลี่ซื่อกล่าว
“เหตุใดข้ามาถึงหลายวันแล้วไม่พบเขาในจวนเล่าเจ้าคะ”
“เขาเข้าพำนักในสำนักศึกษาหลวงนับจากมาถึง เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องสำนักศึกษาหลวงมาบ้าง ที่นั่น...ดีมาก”
อ้อ...
“เช่นนั้นเรื่องที่ท่านแม่อยากไหว้วานคือ?”
“ในหนึ่งเดือนสำนักศึกษาหลวงจะเปิดให้คนนอกนำของใช้จำเป็นไปให้กับบรรดาบัณฑิตที่ศึกษาอยู่ พรุ่งนี้เช้าแม่อยากให้เจ้านำของใช้จำเป็นเหล่านั้นไปให้น้องชายของเจ้า”
โม่อวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อย ทบทวนดูแล้วไม่เห็นเป็นเรื่องเสียหายอะไรจึงรับปาก ดีเสียอีกที่นางจะได้ออกไปสูดอากาศ มาเมืองหลวงแต่กลับเอาแต่อุดอู้ในจวนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด ออกไปเดินเล่นดูรอบๆ ก็ดีเหมือนกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นใจนางยังอยากแวะไปกราบไหว้หลุมศพของแม่นมจ้าวที่อยู่นอกกำแพงเมืองหลวงอีกด้วย
ความเย็นชาในจวนตระกูลโม่ยังคงดำเนินไป มื้อเย็นบิดาไม่กลับมาและบอกว่าไม่ต้องรอ มารดาของนางกินมื้อเย็นในเรือนตะวันออก โม่อวี๋เองก็ให้คนส่งสำรับมาที่เรือนจวี๋ฮวาเช่นกัน
“คุณหนู” เสี่ยวชุนเรียกนางเสียงเบาราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม “ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ”
“โกรธแล้วอย่างไร ไม่โกรธแล้วอย่างไร ข้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เรื่องผ่านมาตั้งสองปีไม่เคยมีผู้ใดแก้ต่างให้ข้า กลับมาครั้งนี้มาตีโพยตีพายรื้อฟื้นเจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดเชื่อในสิ่งที่ข้าพูด”
เช่นกันกับเรื่องแม่นมจ้าว บ่าวไพร่สิ้นใจตายในจวน ร้องทุกข์ไปย่อมไม่มีใครให้ความสนใจ อย่าว่าแต่ไม่มีใครรับเรื่องร้องทุกข์เลย ตัวนางเองก็อาจถูกจับมัดส่งตัวกลับจวนและถูกตำหนิว่าไม่รักษาความลับภายในของตระกูล
เสี่ยวชุนออกไปข้างนอก ดังนั้นจึงรับรู้ทุกเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงโม่อวี๋
...บุตรสาวคนรองใต้เท้ากรมโยธา เอาแต่ใจร้ายกาจถึงขั้นใช้ชีวิตตนเองต่อรองกับบิดามารดา เพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกลับกระโดดลงไปในสระบัวหวังปลิดชีพ กระทั่งทำให้แม่นมสิ้นใจแทน ผู้ใดได้ยินก็ล้วนประณามการกระทำนั้น
คำกล่าวที่ว่านางถูกส่งตัวออกไปต่างเมืองเพื่อรักษาอาการป่วย ผู้คนล้วนไม่เชื่อ กลับมั่นใจว่านั่นคือการลงโทษที่นางทำให้มีคนต้องมาสิ้นลมเพราะความเอาแต่ใจ
สองปียังมีคนคิดว่าน้อยเกินไป ดีที่สุดคือนางไม่ต้องกลับเข้าเมืองหลวงอีกเลยตลอดกาล ถึงอย่างนั้นเจ้ากรมโยธายังเมตตาบุตรสาว ขนาดให้คนไปรับกลับมาในที่สุด
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ
“ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว
สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได
ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ







