Masuk“เจ้าค่ะ”
“อวี๋เอ๋อร์”
“เจ้าคะ”
โม่หวังมองดูใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความห่างเหินระหว่างบิดากับบุตรทำให้ทั่วทั้งห้องอึดอัด เขาเอื้อมมือไปคว้ากล่องไม้แกะสลักซึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่งให้บุตรสาว
“ของขวัญต้อนรับกลับบ้าน ไปอยู่ต่างเมืองมาถึงสองปี เครื่องประดับที่มีก็เก่ามากแล้วกระมัง นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานมาเมื่อครั้งก่อน เจ้ารับไปสิ”
โม่อวี๋รับมาโดยดีก่อนกล่าวคำขอบคุณเขา กระทั่งน้ำเสียงของนางก็ยังไม่แสดงออกว่ามีท่าทีดีใจหรือไม่กับสิ่งที่ได้รับ
“อวี๋เอ๋อร์ เจ้าโทษพ่อหรือไม่ที่สองปีมานี้...” เขากระแอมราวไม่รู้ว่าสมควรพูดอะไรออกมาดี
นางยิ้มบางๆ “เรื่องก็ผ่านไปแล้ว คำตอบของลูกยังสามารถเปลี่ยนสิ่งใดได้หรือเจ้าคะ”
โม่หวังชะงักและเงียบไป “เจ้า...ตอนนี้ก็นับว่าเติบโตแล้ว คิดว่าคงรู้จักใช้ชีวิตเหนือเหตุผล พ่อหวังว่าเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่...เกิดขึ้น”
“ท่านพ่อ” นางเงยหน้าสบตากับโม่หวัง “หากลูกบอกว่าเข้าใจ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าแม่นมจ้าวไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่นนี้แล้วท่านพ่อคิดว่าลูกสมควรใช้เหตุผลข้อใดมาหักล้างความละอายใจนี้ดีเจ้าคะ”
กล่าวจบนางก็นิ่งเงียบมองท่าทีกระอักกระอ่วนของบิดา
“การตายของแม่นมจ้าวพ่อเองก็รู้สึกผิด แม่ของเจ้าเองล้มป่วยก็เพราะเรื่องนี้ คนก็ตายไปแล้ว ชดเชยได้พ่อก็ชดเชยไปแล้ว”
“แต่ชีวิตไม่อาจหวนคืน” เช่นกันกับวิญญาณของโม่อวี๋...
นางยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มแห้งผากไปไม่ถึงดวงตา “หากเรื่องนี้ผลออกมาตรงกันข้ามเล่าเจ้าคะ หากคนที่สิ้นใจคือข้าไม่ใช่แม่นมจ้าว”
นางมองเขาแต่เขากลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาบุตรสาว โม่อวี๋หนอโม่อวี๋...เด็กสาวผู้น่าสงสาร
ไม่ว่าผู้ใดต้องการให้นางตาย แต่ผลสุดท้ายบิดาก็ยังทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งชัดเจนแล้วว่ารอบกายของโม่อวี๋เต็มไปด้วยคนเช่นไร
บิดาที่ห่วงผลประโยชน์และตำแหน่งในราชสำนัก มารดาที่รักลูกไม่เท่ากัน เพียงเพื่อให้อีกคนได้แต่งงานและสานผลประโยชน์ให้กับวงศ์ตระกูล ทั้งสองกลับปิดหูปิดตาไม่รับรู้ทั้งยังร่วมกันปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้น โยนบาปทั้งหมดให้โม่อวี๋อย่างไร้ความเป็นธรรม
มาคิดๆ ดูแล้วโม่อวี๋ย่อมเข้าใจได้ ...กลับกันหากโม่อวี๋ยอมแต่งเข้าตระกูลซู แน่นอนว่าการจะให้นางที่เป็นคนหัวแข็งเกลี้ยกล่อมผู้เป็นสามีสร้างรากฐานที่มั่นคงขึ้นให้กับบิดา โม่อวี๋ย่อมทำไม่ได้
ผิดกับโม่เหยาที่หัวอ่อนและคล้อยตามบิดามารดามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เห็นชัดจากผลลับที่บิดาของนางได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้ากรมโยธาอย่างไรเล่า
แม้นางรอดตายมาได้ สาเหตุหนึ่งไม่ใช่นางโชคดี แต่คงเพราะแผนการที่คิดว่ารอบคอบกลับกลายเป็นมีช่องโหว่ พยานที่เชิญมากลับกลายเป็นคนช่วยชีวิตนางเอาไว้
ในวันนั้นโม่หวังเชิญปราชญ์ท่านหนึ่งมาที่จวนเพื่อสนทนา คราแรกเขาควรจะกลายเป็นพยานการสิ้นใจของโม่อวี๋ คาดไม่ถึงว่านางจะสามารถตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำ เพราะชายชุดดำที่ลากแม่นมจ้าวลงไปนั้นรั้งผิดคน
เขาเห็นแล้วว่านางสำลักและยังคงมีลมหายใจ นี่คงเป็นสาเหตุที่นางไม่ถูกโยนกลับลงไปในสระบัวกระมัง...
ผลที่ออกมาคือข่าวลือว่าโม่อวี๋ไม่อยากแต่งงานจนใช้ชีวิตตัวเองข่มขู่บิดามารดา แม่นมจ้าวกระโดดลงน้ำเพื่อชีวิตช่วยนางขึ้นมาได้ แต่กลับต้องมาสิ้นใจเสียเองอย่างน่าสลดใจ
ด้วยเรื่องนี้จึงมีเหตุผลอันน่าฟังเพื่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวและส่งนางออกไปอยู่ต่างเมืองเพื่อไว้ทุกข์สำนึกผิด คนในตระกูลโม่ทุกคนเว้นนางล้วนมีแต่คนเห็นอกเห็นใจ
คนตระกูลโม่ช่างแก้สถานการณ์ได้อย่างน่าชื่นชม น่าปรบมือให้สักรอบ!!!
รุ่งเช้าวันต่อมาคิดไม่ถึงว่าอยู่ๆ ท่านป้าจู คนสนิทของมารดาจะมาแจ้งว่ามารดาเรียกนางเข้าพบ เมื่อเข้าไปในเรือนตะวันออกได้เห็นสภาพของมารดาซึ่งแตกต่างจากที่หญิงสาวจินตนาการ บอกตามตรงว่าหัวใจของโม่อวี๋ยิ่งลอบปลง
ลี่ซื่อ หรือโม่ฮูหยินผู้สง่างามในวันเก่าไม่มีแล้ว มีเพียงสตรีวัยกลางคนที่แม้ยังคงมีเค้าความงดงาม หากแต่ความอิดโรยซูบซีดกลับทำให้นางดูอ่อนแอเต็มทน
...ดูเหมือนนางจะล้มป่วยจริงๆ
“อวี๋เอ๋อร์”
หญิงสาวมองเห็นความรู้สึกผิดในดวงตาแดงก่ำคู่นั้น เพียงแต่จะถามหาความเห็นใจจากนาง? นางไม่มีให้ และไม่มั่นใจว่าโม่อวี๋คนเดิมจะสามารถให้อภัยมารดาของตัวเอง
ความรู้สึกเจ็บปวด สับสน ไม่เข้าใจ กระทั่งแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ท้อแท้ สิ้นหวัง กระทั่งยอมรับความตายในที่สุด ทุกอย่างที่โม่อวี๋รู้สึก นางเองก็รู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ
“ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว
สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได
ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ







