LOGINช้าวันถัดมา
ณ เรือนหลิวรุ่ย บรรยากาศในช่วงสายของวันแม้แสงอาทิตย์จะโพล่พ้นหน้าผาด้านหลังตำหนักแล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบยังสดชื่นอย่างเช่นเช้าตรู่ ที่โต๊ะม้านั่งหน้าตำหนัก หนิงเฟิ่งกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเคร่งครึมเช่นเคย มือเรียบจับที่แก้วชาใช้นิ้วชี้เคาะที่ปากถ้วยช้าเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ออกแรงกำถ้วยชาในมือจนนูนเห็นเส้นเลือด
แป๊ง!
เสียงถ้วยชาในมือแตกละเอียดคามือของชายหนุ่ม น้ำชาสีทองใสๆ ผสมเข้ากับโลหิตสีแดงจนแยกไม่ออก จากนั้นร่างสูงลุกเดินไปล้างที่อ่างล้างมือใกล้ๆ อาเหยาที่รู้หน้าที่รีบถือผ้าสะอาดเข้ามาให้ผู้เป็นนาย
"กฎของสำนักกล่าวว่าเช่นไรเจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง"
เสียงทุ้มเอ่ยขณะที่กำลังเช็ดมืออยู่ โลหิตสีแดงก็ยังคงไหลไม่หยุด แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจเหม่อนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ที่ตำหนักหลิวรุ้ยตอนนี้ไม่ได้มีแค่หนิงเฟิ่งผู้เป็นเจ้าของที่พักแห่งคนนี้คนเดียว แต่ยังมีอีกถึง 3 คน หลังจากเกิดการที่ฟางเหนียงถูกลอบทำร้ายเมื่อหลายวันก่อน หยงอี๋ที่รับปากว่าจะจักการเรื่องนี้ก็ไม่นิ่งนอนใจแต่เหตุผลที่นางบอกแกเขานั้นไม่สามารถที่จะตัดสินได้เองจริงๆ อีกทั้งหากจะลงโทษขั้นสุดโดยการไล่ออกจากสำนักก็เสียดายพรสวรรค์ที่นางมี และอีกอย่างนางก็ตั้งใจเรียนรู้และฝึกอย่างหนัก อีกไม่นานก็จะจบการศึกษาแล้ว
"ท่านเจ้าสำนัก ได้โปรดให้โอกาสข้าสักครั้งนะเจ้าคะ"
หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ารู้สึกผิด ลี่ซือคือหญิงสาวที่ลอบทำร้ายฟางเหนียงขณะที่ฝึกพลังวิญญาณ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่านั้นเป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก และรางวัลผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะคงได้ฝึกกับท่านรองเจ้าสำนักเช่นเคย นางมิมีอันใดจะแก้ตัวทั้งนั้นรางวัลผู้ที่มีผลการเรียนสูงสุดตอนนี้นางก็มิอยากได้ ขอแค่เพียงได้ร่ำเรียนที่นี่จนจบเท่านั้น
"เดิมทีข้าจะส่งเจ้าให้วังหลวงเพราะมีการประกาศรับสมัครผู้ที่มีความสามารถเพื่อเป็นองครักษ์องค์รัชทายาท แต่ครานี้เห็นทีว่าที่ผ่านมาข้าคงคิดผิดไป"
หนิงเฟิ่งเอ่ยด้วยท่าทางผิดหวัง นางมาจากครอบครัวที่ยากจนแต่มีความสามารถ นี้เป็นโอกาสดีสำหรับนางที่จะพาครอบครัวไปสู่หนทางที่ดีขึ้น การกระทำของนางเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแก่วงการพลังวิญญาณ หากให้เป็นองครักษ์ขององค์รัชทายาทวันหน้าอาจเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ และจังหวะนั้นเป็นช่วงที่ฟางเหนียงเดินเข้ามาพอดี หญิงสาวมีใบหน้าสับสนเล็กน้อย ในมือของหญิงสาวถือตะกร้าใบหนึ่งไว้แต่มองไม่เห็นว่าในนั้นมีอันใด เพราะมีผ้าขาวสะอาดปิดเอาไว้
"ฟางเหนียงเจ้ามาได้เวลาพอดี เจ้าช่วยเอ่ยกับเจ้าสำนักให้ข้าหน่อยได้หรือไม่"
ลี่ซือที่เห็นฟางเหนียงเดินเข้ามารีบเข้าไปหาหญิงสาวในทันที ฟางเหนียงมีท่าทีตกใจจนถอยหลังออกไปเล็กน้อย
"นี่มันเรื่องอันใดกัน ข้าเกี่ยวอันใดด้วย"
หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมมองทุกคนที่อยู่ที่นี่ พลางคิดในใจว่าตนเองอาจมาผิดจังหวะเป็นแน่
"นางเป็นคนที่ลอบทำร้ายเจ้าขณะที่ฝึกกับข้าเมื่อหลายวันก่อน"
เป็นหยงอี๋ที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้น ดวงตางามมองไปทางลี่ซือในทันทีด้วยความโกรธ
"เป็นเจ้า..."
"เป็นข้าเอง ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียงด้วย ข้าทำไปเพราะความเข้าใจผิด ข้ายอมรับผิดทุกอย่างแต่โดยดีเจ้าจะให้ข้าทำอันใดก็ได้ข้ายอมทุกอย่าง"
"คำขอโทษเพียงไม่กี่คำของเจ้าไม่พอให้กับความเจ็บปวดของข้าหรอกนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่ารอยบาดแผลเป็นที่หลังของข้ามันใหญ่ขนาดไหน เจ้าเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับข้าคงรู้ใช่หรือไม่ต่อให้เจ็บปวดเท่าใด ก็ไม่เจ็บปวดเท่ามีแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกาย นั้นทำให้ข้าไม่สามารถออกเรือนได้เชี่ยวนะ"
ฟางเหนียงร่ายยาวใส่ผู้ที่ทำให้นางบาดเจ็บเมื่อหลายวันก่อนด้วยความโมโห
"ข้าขออภัยจริงๆ ข้าทำไปเพราะความคิดไม่รอบคอบ ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียง ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียง"
ลี่ซือเอ่ยพลางโขกศรีษะที่พื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผู้หญิงทุกคนรู้ดีว่าหากหญิงสาวมีรอยแผลเป็นถึงแม้จะสูงส่งเพียงใด หน้าตางดงามเพียงใดก็ไม่ต่างจากหญิงสาวธรรมดาสามัญชน เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับผิวกายเป็นที่สุด และยิ่งฟางเหนียงเป็นคุณหนูในห้องหอของสำนักเพลิงวิหคแห่งนี้ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีคงเป็นเรื่องใหญ่เป็นแน่
"จะ...เจ้าหยุดก่อน ข้าบอกให้หยุดเช่นไรเล่า"
ฟางเหนียงถึงกลับต้องขึ้นเสียงเพื่อให้ลี่ซือหยุด เมื่อเห็นว่าที่หน้าผากของนางแดงก่ำ และเป็นอย่างที่คาดเมื่อฟางเหนียงขึ้นเสียงบรรยากาศโดยรอบเงียบขึ้นในทันทีจนแทบได้ยินเสียงหายใจ เมื่อสักครู่หญิงสาวเผลอลืมตัวขึ้นเสียงจนลืมไปว่าที่ยังมีเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักอยู่ด้วย ฟางเหนียงค่อยๆ หันไปทางหนิงเฟิ่งที่ยืนทำหน้าดุจ้องมาทางตนด้วยท่าทีโมโหเล็กน้อย
"อุ้ย! ขออภัยเจ้าค่ะเมื่อสักครู่ข้าลืมตัว"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นพลางเกาศรีษะแก้เขิน หนิงเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นจึงส่ายหน้าเล็กน้อยและเดินไปที่โต๊ะม้านั่งด้วยท่าทีสบายๆ "พิลึกคนเมื่อสักครู่ยังทำหน้าดุอยู่ด้วย เพียงเสี้ยววินาทีกลับเปลี่ยนเป็นท่าทีสบายๆ สะงั้น" หญิงสาวเอ่ยในใจขณะที่มองไปที่หนิงเฟิ่ง
"เจ้ามาก็ดี นางคือผู้ที่ลอบทำร้ายเจ้า เช่นนั้นแล้วแต่เจ้าแล้วกันว่าจะลงโทษนางเช่นไร"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นพลางรินชาให้ตนเอง โดยที่ไม่ได้หันมามองหญิงสาว
"ขะ…ข้าหรือเจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยด้วยสีหน้ามึนงงและชี้มาที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
"ใช่ "
ถึงแม้จะได้รับคำยืนยันมาจากหนิงเฟิ่ง แต่หญิงสาวก็ยังไม่แน่ใจจึงหันไปหาหยงอี๋ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าสำนัก หยงอี๋พยักหน้าให้หญิงสาวเพื่อยืนยันคำตอบโดยที่ไม่ได้เอ่ยอันใด
"เอิ้ม~~~เช่นนั้นก็ลงโทษตามกฎสำนักก็แล้วกัน ถึงอย่างไรนางก็ทำไปด้วยความเข้าใจผิดมิใช่หรือ"
หญิงสาวเอ่ยจบทุกคนก็ยังคงเงียบอยู่ "เอ๊ยหรือว่าบทลงโทษกฎสำนักมันเบาเกินไปเช่นนั้นหรือ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นในใจอย่างใช้ความคิด
"แอ๊ะ แฮ่ม! เช่นนั้นให้นางทำความสะอาดหอตำราเพิ่มอีกสัก 1 เดือนเป็นเช่นไร"
เป็นอีกครั้งที่นางเอ่ยจบแล้วแต่ทุกคนก็ยังเงียบอยู่ หญิงสาวจึงรู้สึกว่าต้องมีอันใดไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ จึงค่อยๆ เดินเข้าไปช้าๆ ที่ข้างๆ อาเหยา
"บทลงโทษเบาไปเช่นนั้นหรือ"
เสียงเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่เดินไปหยุดที่ข้างอาเหยา
"เจ้ามิรู้หรือ หากลงโทษตามกฎสำนักคือไล่ออกจากสำนักทันที และห้ามเข้ามาในบริเวณสำนักอีก"
อาเหยาเอ่ยจบ ฟางเหนียงถึงกับใช้มือปิดปากด้วยความตกใจ แบบนี้มันร้ายแรงเกินไปฟางเหนียงหันไปทางลี่ซือเริ่มมีน้ำตาคลอและหมดหวังทันที "ข้านี่อยากจะเขกหัวตัวเองจริงๆ เจ้าสำนักให้ข้าตัดสินเพราะไม่อยากให้การลงโทษรุนแรงแต่ข้ากลับ…เฮ้อสงสัยข้าจะต้องลงโทษตัวเองให้คัดกฎสำนักสัก 1 จบแล้วสิ" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจพลางเคาะไปที่หัวตัวเอาเบาๆ อย่างลงโทษตัวเอง
"เช่นนั้นเอาตามที่นางเอ่ย"
"ดะ…เดี่ยว ข้าพูดเล่นเจ้าคะ ที่จริงข้าเอ่ยเพราะอยากให้นางตกใจที่ทำข้าบาดเจ็บมาหลายวัน เช่นนั้นๆๆ ให้นางทำความสะอาดหอตำราและกวาดพื้นทางเข้าหอเรียน 1 เดือน แล้วกันเจ้าค่ะ"
"ได้ เอาตามนี้"
"ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก ขอบคุณแม่นางหยงอี๋"
ลี่ซือที่ได้ยินเช่นนั้นรีบคารวะ และเอ่ยขอบคุณยกใหญ่
"ข้ามีธุระต้องไปพบเซี่ยวลู่ถิงที่ด้านล่างเขา ขอตัวก่อนขอรับ"
เมื่อเห็นว่าธุระเรียบร้อย หยงอี๋ก็เอ่ยลาและออกไปในทันที
"ที่เหลือกลับไปให้หมด"
เสียงเข้มเอ่ยขึ้นหลังจากหยงอี๋เดินออกไปไกลแล้ว
"ขอรับ/เจ้าค่ะ"
ทุกคนเอ่ยจบก็ทำท่าคารวะและเดินออกไป
"เดี่ยว ฟางเหนียงอยู่ก่อน"
"เจ้าค่ะ"
หญิงสาวรับคำแต่โดยดี ส่วนคนที่เหลือก็พากันออกไปแต่โดยเร็ว ฟางเหนียงยืนอยู่ห่างจากชายหนุ่มพอสมควรด้วยความระมัดระวัง
"เจ้ามาที่นี่มีอันใด"
"อ้อ! ข้านำขนมมาให้ท่านเพื่อตอบแทนที่ท่านช่วยรักษาบาดแผลข้าเมื่อวาน"
"หึ บาดแผลที่เจ้าบอกเป็นรอบแผลเป็นน่าเกลียดเมื่อสักครู่นั้นหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยประชดหญิงสาว เพราะเมื่อคืนที่รักษาให้นางที่แผ่นหลังไม่เหลือรอยแผลเป็นแม้แต่นิด พอนึกถึงแผ่นหลังภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนก็ฉายขึ้นมา จนเกิดเม็ดเหงื่อหน้าผาก
"ท่านเจ้าสำนักเป็นอันใดหรือเจ้าคะ เหตุใดจู่ๆ ใบหน้าท่านถึงดูมิดีเช่นนั้น"
หญิงสาวเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอนกายหลบเช่นเคย ฟางเหนียงลี่ตามองเขาก่อนที่จะนึกได้ว่าเมื่อวานเขาเห็นแผ่นหลังของข้า หรือว่าเขา…ว๊าย~~~ลามกจริงๆ แต่ก่อนที่ตนจะถอยห่างออกไปเช่นเคย ดวงตากลับมองไปเห็นบาดแผลที่ฝ่ามือของชายหนุ่มเสียก่อน
"เลือด! ท่านได้รับบาดเจ็บหรือเจ้าคะ"
"อย่ามาเแตะ"
ตุบ!
เสียงร่างเล็กกระแทกที่พื้นอย่างแรงเมื่อร่างโตสบัดมือที่หญิงสาวเข้ามาจับเพื่อดูบาดแผลเมื่อสักครู่
"ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ"
"หึ เจ้าก็ยังมิเปลี่ยนแต่ก่อนเป็นเช่นไรตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าฟื้นแล้วจะเปลี่ยนไป"
"เช่นไรเจ้าคะ เมื่อก่อนข้าเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ เงียบทำไมเจ้าคะ"
"ฟางเหนียง!"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีโมโห
"ขออภัยเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงเอ่ยจบก็เดินออกไปโดยที่ไม่รอรับคำอนุญาต และไม่หันหลังมามองคนตัวโตเลยแม่แต่น้อย หนิงเฟิ่งนั่งลงด้วยท่าทีหงุดหงิด หมู่นี้เขามักอารมณ์เสียบ่อยซึ่งอาจเกิดมาจากสัตว์วิญญาณของเขาส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะตัวเขาเองอีกด้วย มือหนาเอื้อมไปเปิดผ้าขาวสะอาดในตะกร้า ในนั้นมีขนมกุ้ยฮวาอยู่ 6 ชิ้นที่ถูกตกแต่งมาอย่างดีหน้าท่าน ดวงตาคมมองเลยไปและหยิบเอากระดาษขึ้นมา ก่อนที่จะเปิดอ่านมันด้านใน 'ขอบคุณเจ้าสำนักที่ช่วยรักษาให้ข้า บุญคุณย่อมทดแทนจะได้ไม่มีอันใดติดค้าง เช่นนั้นข้าใช้ขนมนี้ทดแทนแล้วกันนะเจ้าคะ ฟางเหนียง'
หนิงเฟิ่งเก็บกระดาษของนางเข้าแขนเสื้อ ก่อนที่จะหยิบขนมกุ้ยฮวาที่นางนำมาให้กัดเข้าไปคำหนึ่ง พลางมองสายน้ำตกที่ไหลลงมาไม่หยุดด้วยความคิดที่หลากหลาย
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







