เข้าสู่ระบบช้าวันถัดมา
ณ เรือนหลิวรุ่ย บรรยากาศในช่วงสายของวันแม้แสงอาทิตย์จะโพล่พ้นหน้าผาด้านหลังตำหนักแล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบยังสดชื่นอย่างเช่นเช้าตรู่ ที่โต๊ะม้านั่งหน้าตำหนัก หนิงเฟิ่งกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเคร่งครึมเช่นเคย มือเรียบจับที่แก้วชาใช้นิ้วชี้เคาะที่ปากถ้วยช้าเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ออกแรงกำถ้วยชาในมือจนนูนเห็นเส้นเลือด
แป๊ง!
เสียงถ้วยชาในมือแตกละเอียดคามือของชายหนุ่ม น้ำชาสีทองใสๆ ผสมเข้ากับโลหิตสีแดงจนแยกไม่ออก จากนั้นร่างสูงลุกเดินไปล้างที่อ่างล้างมือใกล้ๆ อาเหยาที่รู้หน้าที่รีบถือผ้าสะอาดเข้ามาให้ผู้เป็นนาย
"กฎของสำนักกล่าวว่าเช่นไรเจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง"
เสียงทุ้มเอ่ยขณะที่กำลังเช็ดมืออยู่ โลหิตสีแดงก็ยังคงไหลไม่หยุด แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจเหม่อนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ที่ตำหนักหลิวรุ้ยตอนนี้ไม่ได้มีแค่หนิงเฟิ่งผู้เป็นเจ้าของที่พักแห่งคนนี้คนเดียว แต่ยังมีอีกถึง 3 คน หลังจากเกิดการที่ฟางเหนียงถูกลอบทำร้ายเมื่อหลายวันก่อน หยงอี๋ที่รับปากว่าจะจักการเรื่องนี้ก็ไม่นิ่งนอนใจแต่เหตุผลที่นางบอกแกเขานั้นไม่สามารถที่จะตัดสินได้เองจริงๆ อีกทั้งหากจะลงโทษขั้นสุดโดยการไล่ออกจากสำนักก็เสียดายพรสวรรค์ที่นางมี และอีกอย่างนางก็ตั้งใจเรียนรู้และฝึกอย่างหนัก อีกไม่นานก็จะจบการศึกษาแล้ว
"ท่านเจ้าสำนัก ได้โปรดให้โอกาสข้าสักครั้งนะเจ้าคะ"
หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ารู้สึกผิด ลี่ซือคือหญิงสาวที่ลอบทำร้ายฟางเหนียงขณะที่ฝึกพลังวิญญาณ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่านั้นเป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก และรางวัลผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะคงได้ฝึกกับท่านรองเจ้าสำนักเช่นเคย นางมิมีอันใดจะแก้ตัวทั้งนั้นรางวัลผู้ที่มีผลการเรียนสูงสุดตอนนี้นางก็มิอยากได้ ขอแค่เพียงได้ร่ำเรียนที่นี่จนจบเท่านั้น
"เดิมทีข้าจะส่งเจ้าให้วังหลวงเพราะมีการประกาศรับสมัครผู้ที่มีความสามารถเพื่อเป็นองครักษ์องค์รัชทายาท แต่ครานี้เห็นทีว่าที่ผ่านมาข้าคงคิดผิดไป"
หนิงเฟิ่งเอ่ยด้วยท่าทางผิดหวัง นางมาจากครอบครัวที่ยากจนแต่มีความสามารถ นี้เป็นโอกาสดีสำหรับนางที่จะพาครอบครัวไปสู่หนทางที่ดีขึ้น การกระทำของนางเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแก่วงการพลังวิญญาณ หากให้เป็นองครักษ์ขององค์รัชทายาทวันหน้าอาจเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ และจังหวะนั้นเป็นช่วงที่ฟางเหนียงเดินเข้ามาพอดี หญิงสาวมีใบหน้าสับสนเล็กน้อย ในมือของหญิงสาวถือตะกร้าใบหนึ่งไว้แต่มองไม่เห็นว่าในนั้นมีอันใด เพราะมีผ้าขาวสะอาดปิดเอาไว้
"ฟางเหนียงเจ้ามาได้เวลาพอดี เจ้าช่วยเอ่ยกับเจ้าสำนักให้ข้าหน่อยได้หรือไม่"
ลี่ซือที่เห็นฟางเหนียงเดินเข้ามารีบเข้าไปหาหญิงสาวในทันที ฟางเหนียงมีท่าทีตกใจจนถอยหลังออกไปเล็กน้อย
"นี่มันเรื่องอันใดกัน ข้าเกี่ยวอันใดด้วย"
หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมมองทุกคนที่อยู่ที่นี่ พลางคิดในใจว่าตนเองอาจมาผิดจังหวะเป็นแน่
"นางเป็นคนที่ลอบทำร้ายเจ้าขณะที่ฝึกกับข้าเมื่อหลายวันก่อน"
เป็นหยงอี๋ที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้น ดวงตางามมองไปทางลี่ซือในทันทีด้วยความโกรธ
"เป็นเจ้า..."
"เป็นข้าเอง ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียงด้วย ข้าทำไปเพราะความเข้าใจผิด ข้ายอมรับผิดทุกอย่างแต่โดยดีเจ้าจะให้ข้าทำอันใดก็ได้ข้ายอมทุกอย่าง"
"คำขอโทษเพียงไม่กี่คำของเจ้าไม่พอให้กับความเจ็บปวดของข้าหรอกนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่ารอยบาดแผลเป็นที่หลังของข้ามันใหญ่ขนาดไหน เจ้าเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับข้าคงรู้ใช่หรือไม่ต่อให้เจ็บปวดเท่าใด ก็ไม่เจ็บปวดเท่ามีแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกาย นั้นทำให้ข้าไม่สามารถออกเรือนได้เชี่ยวนะ"
ฟางเหนียงร่ายยาวใส่ผู้ที่ทำให้นางบาดเจ็บเมื่อหลายวันก่อนด้วยความโมโห
"ข้าขออภัยจริงๆ ข้าทำไปเพราะความคิดไม่รอบคอบ ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียง ข้าขออภัยแม่นางฟางเหนียง"
ลี่ซือเอ่ยพลางโขกศรีษะที่พื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผู้หญิงทุกคนรู้ดีว่าหากหญิงสาวมีรอยแผลเป็นถึงแม้จะสูงส่งเพียงใด หน้าตางดงามเพียงใดก็ไม่ต่างจากหญิงสาวธรรมดาสามัญชน เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับผิวกายเป็นที่สุด และยิ่งฟางเหนียงเป็นคุณหนูในห้องหอของสำนักเพลิงวิหคแห่งนี้ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีคงเป็นเรื่องใหญ่เป็นแน่
"จะ...เจ้าหยุดก่อน ข้าบอกให้หยุดเช่นไรเล่า"
ฟางเหนียงถึงกลับต้องขึ้นเสียงเพื่อให้ลี่ซือหยุด เมื่อเห็นว่าที่หน้าผากของนางแดงก่ำ และเป็นอย่างที่คาดเมื่อฟางเหนียงขึ้นเสียงบรรยากาศโดยรอบเงียบขึ้นในทันทีจนแทบได้ยินเสียงหายใจ เมื่อสักครู่หญิงสาวเผลอลืมตัวขึ้นเสียงจนลืมไปว่าที่ยังมีเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักอยู่ด้วย ฟางเหนียงค่อยๆ หันไปทางหนิงเฟิ่งที่ยืนทำหน้าดุจ้องมาทางตนด้วยท่าทีโมโหเล็กน้อย
"อุ้ย! ขออภัยเจ้าค่ะเมื่อสักครู่ข้าลืมตัว"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นพลางเกาศรีษะแก้เขิน หนิงเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นจึงส่ายหน้าเล็กน้อยและเดินไปที่โต๊ะม้านั่งด้วยท่าทีสบายๆ "พิลึกคนเมื่อสักครู่ยังทำหน้าดุอยู่ด้วย เพียงเสี้ยววินาทีกลับเปลี่ยนเป็นท่าทีสบายๆ สะงั้น" หญิงสาวเอ่ยในใจขณะที่มองไปที่หนิงเฟิ่ง
"เจ้ามาก็ดี นางคือผู้ที่ลอบทำร้ายเจ้า เช่นนั้นแล้วแต่เจ้าแล้วกันว่าจะลงโทษนางเช่นไร"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นพลางรินชาให้ตนเอง โดยที่ไม่ได้หันมามองหญิงสาว
"ขะ…ข้าหรือเจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยด้วยสีหน้ามึนงงและชี้มาที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
"ใช่ "
ถึงแม้จะได้รับคำยืนยันมาจากหนิงเฟิ่ง แต่หญิงสาวก็ยังไม่แน่ใจจึงหันไปหาหยงอี๋ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าสำนัก หยงอี๋พยักหน้าให้หญิงสาวเพื่อยืนยันคำตอบโดยที่ไม่ได้เอ่ยอันใด
"เอิ้ม~~~เช่นนั้นก็ลงโทษตามกฎสำนักก็แล้วกัน ถึงอย่างไรนางก็ทำไปด้วยความเข้าใจผิดมิใช่หรือ"
หญิงสาวเอ่ยจบทุกคนก็ยังคงเงียบอยู่ "เอ๊ยหรือว่าบทลงโทษกฎสำนักมันเบาเกินไปเช่นนั้นหรือ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นในใจอย่างใช้ความคิด
"แอ๊ะ แฮ่ม! เช่นนั้นให้นางทำความสะอาดหอตำราเพิ่มอีกสัก 1 เดือนเป็นเช่นไร"
เป็นอีกครั้งที่นางเอ่ยจบแล้วแต่ทุกคนก็ยังเงียบอยู่ หญิงสาวจึงรู้สึกว่าต้องมีอันใดไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ จึงค่อยๆ เดินเข้าไปช้าๆ ที่ข้างๆ อาเหยา
"บทลงโทษเบาไปเช่นนั้นหรือ"
เสียงเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่เดินไปหยุดที่ข้างอาเหยา
"เจ้ามิรู้หรือ หากลงโทษตามกฎสำนักคือไล่ออกจากสำนักทันที และห้ามเข้ามาในบริเวณสำนักอีก"
อาเหยาเอ่ยจบ ฟางเหนียงถึงกับใช้มือปิดปากด้วยความตกใจ แบบนี้มันร้ายแรงเกินไปฟางเหนียงหันไปทางลี่ซือเริ่มมีน้ำตาคลอและหมดหวังทันที "ข้านี่อยากจะเขกหัวตัวเองจริงๆ เจ้าสำนักให้ข้าตัดสินเพราะไม่อยากให้การลงโทษรุนแรงแต่ข้ากลับ…เฮ้อสงสัยข้าจะต้องลงโทษตัวเองให้คัดกฎสำนักสัก 1 จบแล้วสิ" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจพลางเคาะไปที่หัวตัวเอาเบาๆ อย่างลงโทษตัวเอง
"เช่นนั้นเอาตามที่นางเอ่ย"
"ดะ…เดี่ยว ข้าพูดเล่นเจ้าคะ ที่จริงข้าเอ่ยเพราะอยากให้นางตกใจที่ทำข้าบาดเจ็บมาหลายวัน เช่นนั้นๆๆ ให้นางทำความสะอาดหอตำราและกวาดพื้นทางเข้าหอเรียน 1 เดือน แล้วกันเจ้าค่ะ"
"ได้ เอาตามนี้"
"ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก ขอบคุณแม่นางหยงอี๋"
ลี่ซือที่ได้ยินเช่นนั้นรีบคารวะ และเอ่ยขอบคุณยกใหญ่
"ข้ามีธุระต้องไปพบเซี่ยวลู่ถิงที่ด้านล่างเขา ขอตัวก่อนขอรับ"
เมื่อเห็นว่าธุระเรียบร้อย หยงอี๋ก็เอ่ยลาและออกไปในทันที
"ที่เหลือกลับไปให้หมด"
เสียงเข้มเอ่ยขึ้นหลังจากหยงอี๋เดินออกไปไกลแล้ว
"ขอรับ/เจ้าค่ะ"
ทุกคนเอ่ยจบก็ทำท่าคารวะและเดินออกไป
"เดี่ยว ฟางเหนียงอยู่ก่อน"
"เจ้าค่ะ"
หญิงสาวรับคำแต่โดยดี ส่วนคนที่เหลือก็พากันออกไปแต่โดยเร็ว ฟางเหนียงยืนอยู่ห่างจากชายหนุ่มพอสมควรด้วยความระมัดระวัง
"เจ้ามาที่นี่มีอันใด"
"อ้อ! ข้านำขนมมาให้ท่านเพื่อตอบแทนที่ท่านช่วยรักษาบาดแผลข้าเมื่อวาน"
"หึ บาดแผลที่เจ้าบอกเป็นรอบแผลเป็นน่าเกลียดเมื่อสักครู่นั้นหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยประชดหญิงสาว เพราะเมื่อคืนที่รักษาให้นางที่แผ่นหลังไม่เหลือรอยแผลเป็นแม้แต่นิด พอนึกถึงแผ่นหลังภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนก็ฉายขึ้นมา จนเกิดเม็ดเหงื่อหน้าผาก
"ท่านเจ้าสำนักเป็นอันใดหรือเจ้าคะ เหตุใดจู่ๆ ใบหน้าท่านถึงดูมิดีเช่นนั้น"
หญิงสาวเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอนกายหลบเช่นเคย ฟางเหนียงลี่ตามองเขาก่อนที่จะนึกได้ว่าเมื่อวานเขาเห็นแผ่นหลังของข้า หรือว่าเขา…ว๊าย~~~ลามกจริงๆ แต่ก่อนที่ตนจะถอยห่างออกไปเช่นเคย ดวงตากลับมองไปเห็นบาดแผลที่ฝ่ามือของชายหนุ่มเสียก่อน
"เลือด! ท่านได้รับบาดเจ็บหรือเจ้าคะ"
"อย่ามาเแตะ"
ตุบ!
เสียงร่างเล็กกระแทกที่พื้นอย่างแรงเมื่อร่างโตสบัดมือที่หญิงสาวเข้ามาจับเพื่อดูบาดแผลเมื่อสักครู่
"ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ"
"หึ เจ้าก็ยังมิเปลี่ยนแต่ก่อนเป็นเช่นไรตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าฟื้นแล้วจะเปลี่ยนไป"
"เช่นไรเจ้าคะ เมื่อก่อนข้าเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ เงียบทำไมเจ้าคะ"
"ฟางเหนียง!"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีโมโห
"ขออภัยเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงเอ่ยจบก็เดินออกไปโดยที่ไม่รอรับคำอนุญาต และไม่หันหลังมามองคนตัวโตเลยแม่แต่น้อย หนิงเฟิ่งนั่งลงด้วยท่าทีหงุดหงิด หมู่นี้เขามักอารมณ์เสียบ่อยซึ่งอาจเกิดมาจากสัตว์วิญญาณของเขาส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะตัวเขาเองอีกด้วย มือหนาเอื้อมไปเปิดผ้าขาวสะอาดในตะกร้า ในนั้นมีขนมกุ้ยฮวาอยู่ 6 ชิ้นที่ถูกตกแต่งมาอย่างดีหน้าท่าน ดวงตาคมมองเลยไปและหยิบเอากระดาษขึ้นมา ก่อนที่จะเปิดอ่านมันด้านใน 'ขอบคุณเจ้าสำนักที่ช่วยรักษาให้ข้า บุญคุณย่อมทดแทนจะได้ไม่มีอันใดติดค้าง เช่นนั้นข้าใช้ขนมนี้ทดแทนแล้วกันนะเจ้าคะ ฟางเหนียง'
หนิงเฟิ่งเก็บกระดาษของนางเข้าแขนเสื้อ ก่อนที่จะหยิบขนมกุ้ยฮวาที่นางนำมาให้กัดเข้าไปคำหนึ่ง พลางมองสายน้ำตกที่ไหลลงมาไม่หยุดด้วยความคิดที่หลากหลาย
สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล
ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ
ณ เรือนมณีเมฆาหนิงเฟิ่งวางหญิงสาวให้นอนราบไปกับเตียงนุ่ม และจัดแจงท่าทางให้นางอย่างเบามือ มือหนาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมา จากนั้นเช็ดคราบเลือดที่ริมฝีปากให้นาง ดวงตาเข้มมองใบหน้าที่ขาวซีดไร้เลือดฝาดของนาง จู่ๆ ก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตตอนที่ทั้งคู่พึ่งได้รู้จักกัน.เมื่อ 15
ตำหนักหลิวรุ่ยณ บริเวณหลังตำหนัก บรรยากาศในช่วงเช้าดูเงียบเหงาแต่ก็เหมาะสำหรับการพักผ่อน และการฝึกสมาธิรวบรวมพลังวิญญาณ หมอกหนาลอยล่องไปทั่วบริเวณถึงแม้แสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจะเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เสียงนกน้อยที่หากินตอนเช้าส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวเป็นพักๆ แต่นั่นกลับช่วยสร้างบรรยากาศให้ที่นี่ไม่เงียบ
แสงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงของวันส่องลงมากระทบที่ผิวขาวของฟางเหนียง หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าสลับกับทางขึ้นเขาอย่างสิ้นหวังพร้อมหยิบถุงเงินของตนเองที่เหลือขึ้นมานับ แต่พบว่ามันเหลือเพียงแค่ 1 เหรียญเงินเท่านั้น ตอนมานางจ้างรถม้าไป 2 เหรียญเงิน แล้วเช่นนี้มันจะพอได้เช่นไร เครื่องประดับเจ้าคนหน้าดุผู้นั้นก
ภายในอ่างน้ำที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ อากาศเย็นในช่วงปลายฤดูสารท เมื่อสัมผัสกับน้ำอุ่นๆ ในอ่างไม้ทำให้มีควันล่องลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องอาบน้ำ หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผิวขาวเนียนกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วผูกเป็นปม ในมือถือสมุดที่ดูเก่าเป็นอย่างมาก เหมือนผ่านการใช้งานนับไม่ถ้วน"โถ่ววว ร่างนี้ทำตัวโง่เง่าขน







