เข้าสู่ระบบ"ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"
จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง
"เสร็จแล้วๆ"
"เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"
จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว
"ไปกันเถอะ"
วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉลิมฉลองกันถึง 3 วัน 3 คืน ทั้งสองเลือกที่จะออกไปเดินเล่นที่ตลาดด้านล่างภูเขาเป็นวันสุดท้ายเพราะมีการจัดแสดงตกแต่งต้นไม้มงคล จะเป็นเช่นไรหรือฟางเหนียงเองก็ยังไม่เคยเห็นเช่นกันเพราะนี่คือครั้งแรกของนาง ทางสำนักปิดเรียนให้ศิษย์ทุกคนได้เดินทางกลับบ้านเพื่อไปอยู่กับครอบครัว แต่หญิงสาวไม่มีบ้านให้กลับเพราะเธอมีเพียงที่นี่ที่เดียว ฉะนั้นตลอด 2 วันที่ผ่านมานางใช่เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกพลังวิญญาณ เพราะเมื่อเปิดเรียนมาหญิงสาวต้องเริ่มฝึกกับเจ้าสำนัก เพราะฉะนั้นนางจะไม่ยอมให้เขามาดูถูกนางเด็ดขาด จ้าวเย่วพึ่งกลับจากบ้านเมื่อเช้านี้ เพราะสัญญากันฟางเหนียงไว้ว่าจะพานางไปเที่ยวเล่นที่ตลอดและหาของอร่อยกินกัน
"อ่าว คารวะเจ้าคะท่านเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนัก"
ทั้งคู่เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ขณะที่กำลังยื่นป้ายเพื่อให้องครักษ์ที่เฝ้าเวรยามหน้าประตูทางเข้าสำนักลงชื่อ หนิงเฟิ่งและหยงอี๋เพียงพยักหน้าเท่านั้น
"เจ้าสองคนจะไปเที่ยวงานไหว้พระจันทร์ที่ตลสดงั้นหรือ"
เป็นหยงอี๋ที่เอ่ยชวนคุยอย่างเป็นมิตร
"เจ้าคะ ท่านรองเจ้าสำนักก็จะไปที่นั้นด้วยหรือเจ้าค่ะ"
"ใช่ พวกข้ามีธุระสำคัญ แล้วพวกเจ้าไปเช่นไรไปด้วยกันดีหรือไม่"
หยงอี๋เอ่ยชวนทั้งคู่จากใจจริง ฟางเหนียงมองไปทางหนิงเฟิ่งที่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เอ่ยอันใด ตั้งแต่เรื่องวันนั้นนางก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย ขืนไปรถม้าคันเดียวกันคงต้องอึดอัดจนกระอักเลือดตายเป็นแน่ พอคิดมาถึงตรงนี้ก็ขนลุกทันที
"ขอบคุณเจ้าสำนักที่เอ่ยชวนเจ้าค่ะ แต่พวกข้าสองคนติดต่อรถม้าไว้แล้วเจ้าค่ะ นั้นไงมาพอดีเลยพวกข้าขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงตัดจบโดยเร็ว จากนั้นทำท่าคารวะและจับมือจ้าวเย่วเดินออกไปในทันทีโดยไม่รอคำขออนุญาตใดๆ ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็เดินทางมาถึงตลาด
“โห~~~ เหตุใดถึงครึกครื้นเช่นนี้”
ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของนางเป็นประกาย นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวชม เปิดหูเปิดตากับเทศกาลของคนในโลกนี้ เดิมทีคิดว่าคงไม่รื่นเริงเหมือนอย่างเช่นโลกเก่า เพราะเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่มี แต่ภาพตรงหน้าของนางในตอนนี้กลับงดงามเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ผู้คนแต่งตัวด้วยสีสันสดใส บ้างก็มากับสหาย คู่รัก หรือบ้างก็จูงมือลูกหลานช่างดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปทั่วบริเวณ
"ว๊าว~~"
ฟางเหนียงอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อบริเวณที่นางอยู่มีการแสดงเล่นไฟ ผู้คนต่างยืนปรบมือและส่งเสียโหด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองจูงมือกันวิ่งเข้าร้านนั้นที บ้างก็เข้าร่วมการแสดงโชว์เมื่อเขาเปิดอาสาสมัคร ใบหน้างามยิ่มหัวเราะสดใสเป็นตัวเอง นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางมีความสุขที่สุดหลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ ได้ทำอะไรก็ไม่ต้องว่าใครจะมองนางไม่ดีเพราะเช่นไรก็ไม่มีใครจำได้
"นางคือผู้ใดหรือ"
เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเรียบๆ มือหนาควงจอกสุราไปมาช้าๆ ขณะที่ดวงตาคมกำลังจ้องมองฟางเหนียงจากบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม
"แม่นางฟางเหนียง คุณหนูแห่งสำนักเพลิงวิหคขอรับ"
"เช่นนั้นหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พลางยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสาวที่ด้านล่าง ฟางเหนียงยกไม้ขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนที่จะทุบเข้าไปที่ก้อนหินใหญ่ที่มีคนนอนอยู่ด้านล่าง นางกำลังร่วมแข่งผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง เมื่อตนสามารถเป็นคนเดียวที่ทุบจนก้อนหินแตกก็หัวเราะและยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
"แม่นางท่านนี้ตัวเล็กนิดเดียว แต่พละกำลัง และความแข็งแกร่งไม่เป็นรองใครจริงๆ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอันใดขอรับ"
เฒ่าแก่ผู้เป็นเจ้าของหัวหน้าการแสดงเอ่ยถามฟางเหนียงเมื่อการแสดงจบ
"ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยชื่อเดิมของตนในยุคก่อน เพราะถึงเช่นไรผู้คนก็จำนางไม่ได้เป็นแน่ เมื่อก่อนนางแต่งหน้าหนาจนดูไม่ได้ขนาดนั้น แต่วันนี้นางตั้งใจแต่งบางเบาเน้นการเผยผิวที่อ่อนเยาว์ต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง อีกอย่างผู้คนมากมายเช่นนี้ไม่มีใครจำนางได้เป็นแน่
"ชื่อไพเราะเหมาะสมกับใบหน้าที่งดงามยิ่ง นี่คือเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะขอรับ"
"ขอบใจเฒ่าแก่"
หญิงสาวหยิบถุงเงินที่ด้านในมีเงินอยู่ไม่มาก จากนั้นกระโดดลงจากเวทีแสดงและจูงมือจ้าวเย่วเดินดูนั้นดูนี่ต่อ
"ข้าหิวแล้วทานอันใดกันดี"
จ้าวเย่วบ่นออกมาเหมือนอย่างเด็กน้อย ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นจึงตวัดแขนพาดที่บ่าของสหายอย่างเป็นกันเอง
"ได้สิ วันนี้เจ้าเลือกเลยข้าเลี้ยงเอง"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางโยนถุงผ้าที่พึ่งได้รางวัลมาอย่างอารมณ์ดี
"ที่นี่มีโรงเตี๊ยมไหนอร่อยๆ หรือไม่"
"ถ้าขึ้นชื่อเรื่องรสชาติเลิศรส วิวทิวทัศน์สวยงาม สุราหวานหอม มีความเป็นส่วนตัว บ่าวในร้านตอนรับอย่างดีก็ต้องเป็นโรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาแต่ราคาแพงหลิ้ว ข้าว่าเราหาโรงเตี๊ยมที่รสชาติอาหารอร่อยก็พอ"
จ้าวเย่วเอ่ยชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ก็ต้องมีสีหน้าผิดหวังเพราะราคามันแพงเกินไป วันนี้ฟางเหนียงเอ่ยปากจะเลี้ยงนางจึงไม่อยากให้เพื่อนต้องเสียเงินมากมาย ฟางเหนียงคิดตามที่สหายของตนเอ่ย มันก็จริงหากราคาแพงมากมายเช่นนั้นจริงก็หาโรงเตี๊ยมธรรมดาที่อาหารอร่อยก็พอ ตอนนี้นางได้รับเงินรายเดือนเท่าศิษย์คนอื่นๆ ไม่ได้มีสิทธิ์มากมายหรือเงินเดือนเยอะเท่าคุณหนูในห้องหอเหมือนแต่ก่อนแล้ว อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
"ตามใจเจ้า"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางจูงมือกันไปโรงเตี๊ยม แต่ขณะที่กำลังจะก้าวเท้ากลับมีผู้หนึ่งเดินเข้ามาดักหน้าไว้ก่อน
"ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงเช่นนี้ โรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเฉลิมฉลอง เทศกาลที่ดีเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยเจ้าว่าหรือไม่"
เสียงนุ่มเอ่ยออกมาจากคนตัวโตที่ยื่นขวางหน้าของหญิงสาวทั้งสอง เขาสวมด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์มีลวดลายนกกระเรียนสีทองสวยงาม ผ้าเนื้อดีทำให้เขาดูงามสง่าแม้เพียงเห็นแค่ด้านหลัง ในมือของชายหนุ่มถือพัดสีขาวเข้ากันกับชุด
"ท่านหมายความเช่นไร"
ฟางเหนียงเอ่ยถามชายหนุ่มที่กำลังกางพัดในมือปกหน้าตัวเองไว้ เห็นเพียงดวงตาขณะที่หันหน้ามาหาคนทั้งคู่
แป๊ะ! เสียงพัดกระทบกันขณะที่ปิดมัน เผยให้เห็นใบหน้าของชายตรงหน้า "หล่อจัง" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวที่ยังคงตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าเขา
"เป็นอันใด ตะลึงไปเลยหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยแซวหญิงสาวเล็กน้อย
"ตกลงที่ท่านพูดหมายความอย่างไร"
"เทศกาลดีๆ เช่นนี้ผู้คนมากมายจนแทบเดินชนกัน แต่แปลกที่เจ้าสองคนกลับโดดเด่นในสายตาของข้า เช่นนี้นับว่าคือวาสนาต่อกันหรือไม่"
"แล้ว?"
หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ เพราะยังไม่เข้าใจนางเอ่ยถามเขาถึงสองครั้ง แต่ชายหนุ่มยังไม่เอ่ยเข้าประเด็นสักที ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
"ข้ามีนามว่า ไป๋หลานเฉิน วันนี้อยากรู้จักกับสหายเช่นเจ้า ไม่ทราบว่าข้าพอจะมีคุณสมบัติพอหรือไม่"
"เขาคือบุตรชายคนโตของจวนท่านเจ้าเมือง"
จ้าวเย่วกระซิบที่ข้างหูของฟางเหนียง ฟางเหนียงมองชายหนุ่มอย่างใช้ความคิด เป็นถึงลูกเจ้าเมืองมิน่าไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้า ผม ล้วนดูดี ไม่รู้ว่าตนจะต้องอยู่ในโลกนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ มีคนเช่นนี้เป็นสหายนับว่าก็ดีเช่นกัน
"ไม่ปิดบัง ข้าคือบุตรชายของท่านเจ้าเมืองแต่แล้วเช่นไรข้าก็คนธรรมดาทั่วไป หากไม่เชื่อคืนนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงแม่นางสักมื้อจะได้หรือไม่"
หลานเฉินได้ยินทั้งคู่กระซิบกันจึงรีบเอ่ยปากแก้ต่างให้ตัวเองเสียก่อน
"ขออภัยด้วยข้าสองคนมีสหายมากแล้ว ขอตัวก่อน"
ฟางเหนียงคิดจนแน่ใจว่าการไม่เข้าประยุ่งกับคนใหญ่คนโตชีวิตนางจะสงบเสียกว่า
"แต่เทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นนี้ เกรงว่าโรงเตี๊ยมจะเต็มหมดแล้ว หากต้องรอก็คงอีกถึง 1 ชั่วยาม ข้าคงเสียมารยาทเกินไปที่พึ่งพบกันครั้งแรกก็เข้ามารบกวนเลย แต่ข้านั้นมีความบริสุทธิ์ใจและอยากเป็นเพื่อนกับแม่นางทั้งสองจริงๆ ข้าได้จองโรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาไว้แล้ว และเป็นห้องที่มองลงมาเห็นถนนพอดี อีกไม่กี่เค่อก็จะถึงการประกวดจัดตกแต่งต้นไม้มงคลแล้ว วิวที่นั้นมองลงมาพอดีทานอาหารไปด้วย ดูไปด้วยเพลิดเพลินดีหรือไม่"
หลานเฉินยังคงไม่ยอมแพ้เอ่ยหวาดล้อมหญิงสาวทั้งสองให้คล้อยตาม จ้าวเย่วมองไปรอบๆ พบว่าโรงเตี๊ยมเต็มจริงๆ บ้างโรงเตี๊ยมมีคนต่อแถวเต็มหน้าโรงเตี๊ยม เกรงว่าวันนี้พวกนางคงไม่มีโรงเตี๊ยมเพื่อทานอาหารแน่ๆ
"ข้าว่าที่คุณชายหลานเฉินเอ่ยก็น่าสนใจ โรงเตี๊ยมแถวนี้คงเต็มหมดแล้ว"
จ้าวเย่วเอ่ยบอกแก่สหายของตนเอง
"เช่นนั้นก็ได้"
หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
.
ภายในโรงเตี๊ยมกุ้ยเหลิน
"ข้ารินให้เจ้าค่ะ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นพลางยกขวดสุราและรินให้ชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยิ้มส่งให้เหลียนฮวาก่อนที่จะยกจอกสุราเข้าปาก
"เจ้าเองก็ทานให้เยอะๆ นะ"
"เจ้าค่ะ"
"ข้าได้ข่าวว่าที่สำนักถูกคนร้ายลักลอบเข้าไปทำร้ายศิษย์จนได้รับบาดเจ็บ"
"อื้ม~~"
หนิงเฟิ่งเพียงตอบรับในลำคอสั่นๆ ทำให้เหลียนฮวาไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ วันนี้ชายหนุ่มดูแปลกไปมากจากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน
"ฮ่าๆๆ คุณชายชั่งมีอารมณ์ขันยิ่ง"
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนกลุ่มหนึ่ง ดังเข้ามาจนถึงห้องของทั้งคู่อยู่ หนิงเฟิ่งที่กำลังยกจอกสุราเข้าปากถึงกลับชะงักเมื่อได้ยินสียงนั้น พลางทำหน้าเหมือนกับรู้ว่าเสียงหัวเราะที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของคนที่ตนเองรู้จัก
“ผู้ใดกันเหตุใดถึงไม่มีมารยาทเช่นนี้”
เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มที่แปลกไป
“เสี่ยวเอ้อร์ เข้ามาหน่อย’
“ขอรับคุณหนู”
บ่าวรับใช้ในร้านเข้ามาในทันทีเมื่อถูกเรียก
“ห้องทางนั้นเป็นของผู้ใดกัน เหตุใดถึงได้ส่งเสียงดังยิ่งนัก”
“วันนี้ลูกค้าที่ร้านมากมายบ่าวเองก็จำไม่ได้ รอสักครู่นะขอรับ เดี่ยวบ่าวไปดูให้ขอรับ”
ภายในห้องทานอาหารอีกห้อง
“หากวันนี้ไม่ได้คุณชายหลานเฉินเกรงว่าพวกข้าสองคนคงได้กลับสำนักแล้วเป็นแน่ โรงเตี๊ยมทุกแห่งคนมากมายจนแทบจะเหยียบกันอยู่แล้ว”
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นอย่างเป็นมิตร เมื่อมองลงไปทางหน้าต่างเห็นด้านล่างที่มีผู้คนมากมาย เพื่อรอให้โรงเตี๊ยมว่าง
“มิลำบากอันใด ข้าเองก็มิมีสหายเลยแม้สักคนยิ่งเทศกาลเช่นนั้นทุกครั้งต้องออกมาเที่ยวชมและทานอาหารผู้เดียวทุกครั้ง ว่าแต่วันนี้พวกเจ้าจะไปที่ใดต่อหรือไม่หลังทานอาหารเสร็จ”
“บอกตามตรงพวกข้าสองคนก็ได้คิดว่าจะไปที่ใดต่อ หลังทานอาหารเสร็จก็น่าจะกับสำนักกันแล้ว”
เป็นฟางเหนียงเป็นคนเอ่ยตอบแทน
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายนัก หลังการแข่งขันตกแต่งต้นไม้มงคลเสร็จ จะมีเรือให้เช่าเพื่อชื่นชมพระจันทร์ไปตามแม่น้ำขวาหยวน มีดนตรีบรรเลงไพเราะ อีกทั้งยังสามารถทำโคมไฟเพื่อลอยเองได้ด้วยนะ”
หลานเฉินเอ่ยอย่างโน้มน้าวให้หญิงสาวทั้งสองสนใจ ฟางเหนียงที่ได้ยินดวงตาเป็นประกายที่ชายหนุ่มเอ่ยนั้น ถ้าที่โลกก่อนมันชั่งดูโรแมนติกนัก แต่นี้นางพึ่งเคยเจอกันกับเขาครั้งแรกหากจะให้ไปเช่นนั้นก็คงดูไม่ดีหนักถึงแม้จะมิได้ไปผู้เดียวยังมีจ้าวเย่วไปด้วยก็เถอะ
“เอาไว้โอกาสหน้าเป็นเช่นไร”
“โอกาสเช่นนี้เห็นทีต้องรอปีหน้าเลย หากเป็นข้าคงเสียดายแย่”
หลานเฉินยังคงไม่ละความพยายาม แต่ดูเหมือนเขาจะเอ่ยเช่นไรก็ไม่สำเร็จ
"เอ๊ะนั่น! ท่านพี่ข้า"
จ้าวเย่วอุทานออกมาเมื่อสายตามองลงไปเห็นพี่ชายของตนเดินเที่ยวชมอยู่ที่ถนน
"เจ้าจะลงไปหาท่านพี่ของเจ้าหรือไม่ อีกนานกว่าจะมีโอกาสได้กลับมิใช่หรือ"
ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตน เพราะท่าทางดีใจของจ้าวเย่วเมื่อได้เห็นนั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านางอยากไปพบ แต่คงเป็นเพราะไม่อยากให้นาอยู่ที่นี่สองต่อสองกับไป๋หลานเฉินผู้นี้เป็นแน่ จึงเอ่ยดักมันไว้ก่อน จ้าวเย่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นฟางเหนียงพยักหน้าว่านางอยู่ผู้เดียวได้จึงอุ่นใจ
“พวกเจ้าสองคน คุยกันไปก่อนนะข้าขอตัวสักครู่ ข้าจะไปทักทายท่านพี่เสียหน่อยอีกเดี่ยวข้ามา"
จ้าวเย่วที่เงียบมานานเอ่ยขึ้นมามองไปเห็นพี่ชายของตนเลือกซื้อของที่ด้านล่าง นางเองก็ได้ซื้อของให้ท่านพ่อและแม่เช่นกัน ถือโอกาสนี้ฝากท่านพี่ไปให้เลยเพราะคงอีกนานเลยที่นางจะได้กลับบ้าน
“เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วยผู้คนมากมายยิ่ง”
ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตนอย่างเป็นห่วง จึงทำให้ในห้องอาหารตอนนี้เหลือเพียงหลานเฉินแลฟางเหนียงที่นั่งดื่มและทางอาหารกันสองคน แต่เวลาผ่านไปไม่นานเท่านั้นจู่ๆ ห้องที่ทั้งคู่อยู่ก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
“ผู้ใดกัน”
หลานเฉินเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านนอก เขาพึ่งมีโอกาสได้อยู่และพูดคุยกับแม่นางฟางเหนียงสองต่อสองเพียงครู่เดียวเท่านั้น
“ขออภัยที่รบกวนคุณชายหลานเฉิน ข้างนั้นมีแม่นานฟางเหนียงหรือไม่ขอรับ”
"มีอันใดหรือ"
เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงก็รีบเปิดประตูในทันที เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงของอาเหยาผู้ช่วยคนสนิทของท่านเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งนางจำได้ดี และก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อเปิดมาเป็นอาเหยาจริงๆ เลยออกไปคือหนิงเฟิ่งที่ยืนอยู่แต่ไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงเดินผ่านหน้านางไปโดยที่ไม่ได้หันมามองเท่านั้น
“ตามไปสิขอรับ”
อาเหยาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
“เหตุใดข้าต้องไป อีกอย่างจ้าวเย่วยังไม่มาเลยข้าจะทิ้งนางไปได้เช่นไร”
“เรื่องนั้นมิต้องห่วงขอรับ แม่นางจ้าวเย่วข้าจะพานางไปส่งจนถึงที่พักเลยขอรับ ท่านรีบตามเจ้าสำนักไปก่อนเถอะขอรับ ตอนนี้เลย”
"เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ขออภัยที่ต้องกลับกะทันหันและขอบคุณอาหารมื้อนี้นะเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงหันไปทางไป๋หลานเฉินที่นั่งอยู่
"มิเป็นอันใด หวังว่าโอกาสหน้าเราคงได้นั่งเรือชมแม่น้ำฮวาหยวนด้วยกัน"
หลังร่ำลาชายหนุ่ม ฟางเหนียงถึงจะมีท่าทีมึนงงแต่ก็รีบตามหนิงเฟิ่งไปอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรนางก็อาศัยเขาอยู่หรือเรียกง่ายๆ ว่าเขาคือผู้ปกครองของนางเลยก็ได้
"คุณชายหนิงเฟิง ฮึ! "
ไป๋หลายเฉินส่งเสียงในลำคอ ก่อนที่จะยกจอกสุราขึ้นดื่ม หลังหญิงสาวออกไปแล้ว
สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล
ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ
แววตาที่เต็มไปด้วยความน่าสงสารจ้องมองเจียวหมิงเฉิน ที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเองเรื่อยๆ ในใจเจ็บปวดเพราะความผิดหวัง ชายที่ตนเองรักและเฝ้ารอคอยมาเนินนานกลับมิใยดีกับนางเลยแม้แต่น้อย แล้วที่ผ่านมาเป็นนางที่เข้าใจผิดเข้าข้างตนเองในการกระทำของชายหนุ่ม หรือเขาเองก็เคยมีใจให้นางเช่นกัน สิ่งที่เขาเคยทำให้นางน
สายลมอ่อนๆในช่วงเย็นของวันพัดกิ่งไม้ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงลม ทำให้นกน้อยทรงตัวไม้อยู่และบินออกไปในที่สุด การเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเมื่อสักครู่ไม่ส่งผลหรือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของที่นี่เลยแม้แต่น้อย ใบไม่สีเขียวจากการจากไปของนกน้อยคล่อยๆล่วงล่นลงมาตามสายลม มือเรียวบางยื่นมือไปกลางอากาส ใช
ภายในหอผดุงคุณธรรม"คารวะเจ้าสำนัก"หยงอี๋เอ่ยขึ้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้า หนิงเฟิ่งเองก็ทำความเคารพตอบเช่นกัน เพราะหยงอี๋อายุมากกว่าตนถึง 10 ปี หนิงเฟิ่งอายุเพียง 30 ปีก็ได้เป็นเจ้าสำนัก ส่วนหยงอี๋มีอายุ 40 กว่าปีแล้ว แต่อายุก็ไม่ได้ทำให้เขาดูแก่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังดูมีเสน่ห์ด้วยบุคลิกของเขาที่ดู
ในช่วงปลายฤดูสารท สายลมอ่อนๆ พัดเอาใบไม้แห้งมาตามแรงลม ผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้เข้ามายังห้องนอนใหญ่ ด้านในถูกตกแต่งอย่างหรูหรา บนเตียงไม้กว้างมีหญิงสาวรูปร่างบอบบางนอนอยู่ นางกระชับผ้าห่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดผ่าน และความหนาวเหน็บนี้กลับทำให้นางไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว ดวงตางามกะพริบตาช้าๆ







