หน้าหลัก / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่12 ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ

แชร์

ตอนที่12 ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-18 22:21:23

"ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"

จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง

"เสร็จแล้วๆ"

"เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"

จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว

"ไปกันเถอะ"

วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉลิมฉลองกันถึง 3 วัน 3 คืน ทั้งสองเลือกที่จะออกไปเดินเล่นที่ตลาดด้านล่างภูเขาเป็นวันสุดท้ายเพราะมีการจัดแสดงตกแต่งต้นไม้มงคล จะเป็นเช่นไรหรือฟางเหนียงเองก็ยังไม่เคยเห็นเช่นกันเพราะนี่คือครั้งแรกของนาง ทางสำนักปิดเรียนให้ศิษย์ทุกคนได้เดินทางกลับบ้านเพื่อไปอยู่กับครอบครัว แต่หญิงสาวไม่มีบ้านให้กลับเพราะเธอมีเพียงที่นี่ที่เดียว ฉะนั้นตลอด 2 วันที่ผ่านมานางใช่เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกพลังวิญญาณ เพราะเมื่อเปิดเรียนมาหญิงสาวต้องเริ่มฝึกกับเจ้าสำนัก เพราะฉะนั้นนางจะไม่ยอมให้เขามาดูถูกนางเด็ดขาด จ้าวเย่วพึ่งกลับจากบ้านเมื่อเช้านี้ เพราะสัญญากันฟางเหนียงไว้ว่าจะพานางไปเที่ยวเล่นที่ตลอดและหาของอร่อยกินกัน

"อ่าว คารวะเจ้าคะท่านเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนัก"

ทั้งคู่เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ขณะที่กำลังยื่นป้ายเพื่อให้องครักษ์ที่เฝ้าเวรยามหน้าประตูทางเข้าสำนักลงชื่อ หนิงเฟิ่งและหยงอี๋เพียงพยักหน้าเท่านั้น

"เจ้าสองคนจะไปเที่ยวงานไหว้พระจันทร์ที่ตลสดงั้นหรือ"

เป็นหยงอี๋ที่เอ่ยชวนคุยอย่างเป็นมิตร

"เจ้าคะ ท่านรองเจ้าสำนักก็จะไปที่นั้นด้วยหรือเจ้าค่ะ"

"ใช่ พวกข้ามีธุระสำคัญ แล้วพวกเจ้าไปเช่นไรไปด้วยกันดีหรือไม่"

หยงอี๋เอ่ยชวนทั้งคู่จากใจจริง ฟางเหนียงมองไปทางหนิงเฟิ่งที่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เอ่ยอันใด ตั้งแต่เรื่องวันนั้นนางก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย ขืนไปรถม้าคันเดียวกันคงต้องอึดอัดจนกระอักเลือดตายเป็นแน่ พอคิดมาถึงตรงนี้ก็ขนลุกทันที

"ขอบคุณเจ้าสำนักที่เอ่ยชวนเจ้าค่ะ แต่พวกข้าสองคนติดต่อรถม้าไว้แล้วเจ้าค่ะ นั้นไงมาพอดีเลยพวกข้าขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ"

ฟางเหนียงตัดจบโดยเร็ว จากนั้นทำท่าคารวะและจับมือจ้าวเย่วเดินออกไปในทันทีโดยไม่รอคำขออนุญาตใดๆ ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็เดินทางมาถึงตลาด

“โห~~~ เหตุใดถึงครึกครื้นเช่นนี้”

ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของนางเป็นประกาย นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวชม เปิดหูเปิดตากับเทศกาลของคนในโลกนี้ เดิมทีคิดว่าคงไม่รื่นเริงเหมือนอย่างเช่นโลกเก่า เพราะเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่มี แต่ภาพตรงหน้าของนางในตอนนี้กลับงดงามเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ผู้คนแต่งตัวด้วยสีสันสดใส บ้างก็มากับสหาย คู่รัก หรือบ้างก็จูงมือลูกหลานช่างดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปทั่วบริเวณ

"ว๊าว~~"

ฟางเหนียงอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อบริเวณที่นางอยู่มีการแสดงเล่นไฟ ผู้คนต่างยืนปรบมือและส่งเสียโหด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองจูงมือกันวิ่งเข้าร้านนั้นที บ้างก็เข้าร่วมการแสดงโชว์เมื่อเขาเปิดอาสาสมัคร ใบหน้างามยิ่มหัวเราะสดใสเป็นตัวเอง นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางมีความสุขที่สุดหลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ ได้ทำอะไรก็ไม่ต้องว่าใครจะมองนางไม่ดีเพราะเช่นไรก็ไม่มีใครจำได้

"นางคือผู้ใดหรือ"

เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเรียบๆ มือหนาควงจอกสุราไปมาช้าๆ ขณะที่ดวงตาคมกำลังจ้องมองฟางเหนียงจากบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม

"แม่นางฟางเหนียง คุณหนูแห่งสำนักเพลิงวิหคขอรับ"

"เช่นนั้นหรือ"

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พลางยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสาวที่ด้านล่าง ฟางเหนียงยกไม้ขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนที่จะทุบเข้าไปที่ก้อนหินใหญ่ที่มีคนนอนอยู่ด้านล่าง นางกำลังร่วมแข่งผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง เมื่อตนสามารถเป็นคนเดียวที่ทุบจนก้อนหินแตกก็หัวเราะและยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

"แม่นางท่านนี้ตัวเล็กนิดเดียว แต่พละกำลัง และความแข็งแกร่งไม่เป็นรองใครจริงๆ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอันใดขอรับ"

เฒ่าแก่ผู้เป็นเจ้าของหัวหน้าการแสดงเอ่ยถามฟางเหนียงเมื่อการแสดงจบ

"ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ"

หญิงสาวเอ่ยชื่อเดิมของตนในยุคก่อน เพราะถึงเช่นไรผู้คนก็จำนางไม่ได้เป็นแน่ เมื่อก่อนนางแต่งหน้าหนาจนดูไม่ได้ขนาดนั้น แต่วันนี้นางตั้งใจแต่งบางเบาเน้นการเผยผิวที่อ่อนเยาว์ต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง อีกอย่างผู้คนมากมายเช่นนี้ไม่มีใครจำนางได้เป็นแน่

"ชื่อไพเราะเหมาะสมกับใบหน้าที่งดงามยิ่ง นี่คือเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะขอรับ"

"ขอบใจเฒ่าแก่"

หญิงสาวหยิบถุงเงินที่ด้านในมีเงินอยู่ไม่มาก จากนั้นกระโดดลงจากเวทีแสดงและจูงมือจ้าวเย่วเดินดูนั้นดูนี่ต่อ

"ข้าหิวแล้วทานอันใดกันดี"

จ้าวเย่วบ่นออกมาเหมือนอย่างเด็กน้อย ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นจึงตวัดแขนพาดที่บ่าของสหายอย่างเป็นกันเอง

"ได้สิ วันนี้เจ้าเลือกเลยข้าเลี้ยงเอง"

ฟางเหนียงเอ่ยพลางโยนถุงผ้าที่พึ่งได้รางวัลมาอย่างอารมณ์ดี

"ที่นี่มีโรงเตี๊ยมไหนอร่อยๆ หรือไม่"

"ถ้าขึ้นชื่อเรื่องรสชาติเลิศรส วิวทิวทัศน์สวยงาม สุราหวานหอม มีความเป็นส่วนตัว บ่าวในร้านตอนรับอย่างดีก็ต้องเป็นโรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาแต่ราคาแพงหลิ้ว ข้าว่าเราหาโรงเตี๊ยมที่รสชาติอาหารอร่อยก็พอ"

จ้าวเย่วเอ่ยชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ก็ต้องมีสีหน้าผิดหวังเพราะราคามันแพงเกินไป วันนี้ฟางเหนียงเอ่ยปากจะเลี้ยงนางจึงไม่อยากให้เพื่อนต้องเสียเงินมากมาย ฟางเหนียงคิดตามที่สหายของตนเอ่ย มันก็จริงหากราคาแพงมากมายเช่นนั้นจริงก็หาโรงเตี๊ยมธรรมดาที่อาหารอร่อยก็พอ ตอนนี้นางได้รับเงินรายเดือนเท่าศิษย์คนอื่นๆ ไม่ได้มีสิทธิ์มากมายหรือเงินเดือนเยอะเท่าคุณหนูในห้องหอเหมือนแต่ก่อนแล้ว อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด

"ตามใจเจ้า"

ฟางเหนียงเอ่ยพลางจูงมือกันไปโรงเตี๊ยม แต่ขณะที่กำลังจะก้าวเท้ากลับมีผู้หนึ่งเดินเข้ามาดักหน้าไว้ก่อน

"ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงเช่นนี้ โรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเฉลิมฉลอง เทศกาลที่ดีเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยเจ้าว่าหรือไม่"

เสียงนุ่มเอ่ยออกมาจากคนตัวโตที่ยื่นขวางหน้าของหญิงสาวทั้งสอง เขาสวมด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์มีลวดลายนกกระเรียนสีทองสวยงาม ผ้าเนื้อดีทำให้เขาดูงามสง่าแม้เพียงเห็นแค่ด้านหลัง ในมือของชายหนุ่มถือพัดสีขาวเข้ากันกับชุด

"ท่านหมายความเช่นไร"

ฟางเหนียงเอ่ยถามชายหนุ่มที่กำลังกางพัดในมือปกหน้าตัวเองไว้ เห็นเพียงดวงตาขณะที่หันหน้ามาหาคนทั้งคู่

แป๊ะ! เสียงพัดกระทบกันขณะที่ปิดมัน เผยให้เห็นใบหน้าของชายตรงหน้า "หล่อจัง" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวที่ยังคงตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าเขา

"เป็นอันใด ตะลึงไปเลยหรือ"

ชายหนุ่มเอ่ยแซวหญิงสาวเล็กน้อย

"ตกลงที่ท่านพูดหมายความอย่างไร"

"เทศกาลดีๆ เช่นนี้ผู้คนมากมายจนแทบเดินชนกัน แต่แปลกที่เจ้าสองคนกลับโดดเด่นในสายตาของข้า เช่นนี้นับว่าคือวาสนาต่อกันหรือไม่"

"แล้ว?"

หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ เพราะยังไม่เข้าใจนางเอ่ยถามเขาถึงสองครั้ง แต่ชายหนุ่มยังไม่เอ่ยเข้าประเด็นสักที ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

"ข้ามีนามว่า ไป๋หลานเฉิน วันนี้อยากรู้จักกับสหายเช่นเจ้า ไม่ทราบว่าข้าพอจะมีคุณสมบัติพอหรือไม่"

"เขาคือบุตรชายคนโตของจวนท่านเจ้าเมือง"

จ้าวเย่วกระซิบที่ข้างหูของฟางเหนียง ฟางเหนียงมองชายหนุ่มอย่างใช้ความคิด เป็นถึงลูกเจ้าเมืองมิน่าไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้า ผม ล้วนดูดี ไม่รู้ว่าตนจะต้องอยู่ในโลกนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ มีคนเช่นนี้เป็นสหายนับว่าก็ดีเช่นกัน

"ไม่ปิดบัง ข้าคือบุตรชายของท่านเจ้าเมืองแต่แล้วเช่นไรข้าก็คนธรรมดาทั่วไป หากไม่เชื่อคืนนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงแม่นางสักมื้อจะได้หรือไม่"

หลานเฉินได้ยินทั้งคู่กระซิบกันจึงรีบเอ่ยปากแก้ต่างให้ตัวเองเสียก่อน

"ขออภัยด้วยข้าสองคนมีสหายมากแล้ว ขอตัวก่อน"

ฟางเหนียงคิดจนแน่ใจว่าการไม่เข้าประยุ่งกับคนใหญ่คนโตชีวิตนางจะสงบเสียกว่า

"แต่เทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นนี้ เกรงว่าโรงเตี๊ยมจะเต็มหมดแล้ว หากต้องรอก็คงอีกถึง 1 ชั่วยาม ข้าคงเสียมารยาทเกินไปที่พึ่งพบกันครั้งแรกก็เข้ามารบกวนเลย แต่ข้านั้นมีความบริสุทธิ์ใจและอยากเป็นเพื่อนกับแม่นางทั้งสองจริงๆ ข้าได้จองโรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาไว้แล้ว และเป็นห้องที่มองลงมาเห็นถนนพอดี อีกไม่กี่เค่อก็จะถึงการประกวดจัดตกแต่งต้นไม้มงคลแล้ว วิวที่นั้นมองลงมาพอดีทานอาหารไปด้วย ดูไปด้วยเพลิดเพลินดีหรือไม่"

หลานเฉินยังคงไม่ยอมแพ้เอ่ยหวาดล้อมหญิงสาวทั้งสองให้คล้อยตาม จ้าวเย่วมองไปรอบๆ พบว่าโรงเตี๊ยมเต็มจริงๆ บ้างโรงเตี๊ยมมีคนต่อแถวเต็มหน้าโรงเตี๊ยม เกรงว่าวันนี้พวกนางคงไม่มีโรงเตี๊ยมเพื่อทานอาหารแน่ๆ

"ข้าว่าที่คุณชายหลานเฉินเอ่ยก็น่าสนใจ โรงเตี๊ยมแถวนี้คงเต็มหมดแล้ว"

จ้าวเย่วเอ่ยบอกแก่สหายของตนเอง

"เช่นนั้นก็ได้"

หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม

.

ภายในโรงเตี๊ยมกุ้ยเหลิน

"ข้ารินให้เจ้าค่ะ"

เสียงหวานเอ่ยขึ้นพลางยกขวดสุราและรินให้ชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยิ้มส่งให้เหลียนฮวาก่อนที่จะยกจอกสุราเข้าปาก

"เจ้าเองก็ทานให้เยอะๆ นะ"

"เจ้าค่ะ"

"ข้าได้ข่าวว่าที่สำนักถูกคนร้ายลักลอบเข้าไปทำร้ายศิษย์จนได้รับบาดเจ็บ"

"อื้ม~~"

หนิงเฟิ่งเพียงตอบรับในลำคอสั่นๆ ทำให้เหลียนฮวาไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ วันนี้ชายหนุ่มดูแปลกไปมากจากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน

"ฮ่าๆๆ คุณชายชั่งมีอารมณ์ขันยิ่ง"

เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนกลุ่มหนึ่ง ดังเข้ามาจนถึงห้องของทั้งคู่อยู่ หนิงเฟิ่งที่กำลังยกจอกสุราเข้าปากถึงกลับชะงักเมื่อได้ยินสียงนั้น พลางทำหน้าเหมือนกับรู้ว่าเสียงหัวเราะที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของคนที่ตนเองรู้จัก

“ผู้ใดกันเหตุใดถึงไม่มีมารยาทเช่นนี้”

เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มที่แปลกไป

“เสี่ยวเอ้อร์ เข้ามาหน่อย’

“ขอรับคุณหนู”

บ่าวรับใช้ในร้านเข้ามาในทันทีเมื่อถูกเรียก

“ห้องทางนั้นเป็นของผู้ใดกัน เหตุใดถึงได้ส่งเสียงดังยิ่งนัก”

“วันนี้ลูกค้าที่ร้านมากมายบ่าวเองก็จำไม่ได้ รอสักครู่นะขอรับ เดี่ยวบ่าวไปดูให้ขอรับ”

ภายในห้องทานอาหารอีกห้อง

“หากวันนี้ไม่ได้คุณชายหลานเฉินเกรงว่าพวกข้าสองคนคงได้กลับสำนักแล้วเป็นแน่ โรงเตี๊ยมทุกแห่งคนมากมายจนแทบจะเหยียบกันอยู่แล้ว”

จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นอย่างเป็นมิตร เมื่อมองลงไปทางหน้าต่างเห็นด้านล่างที่มีผู้คนมากมาย เพื่อรอให้โรงเตี๊ยมว่าง

“มิลำบากอันใด ข้าเองก็มิมีสหายเลยแม้สักคนยิ่งเทศกาลเช่นนั้นทุกครั้งต้องออกมาเที่ยวชมและทานอาหารผู้เดียวทุกครั้ง ว่าแต่วันนี้พวกเจ้าจะไปที่ใดต่อหรือไม่หลังทานอาหารเสร็จ”

“บอกตามตรงพวกข้าสองคนก็ได้คิดว่าจะไปที่ใดต่อ หลังทานอาหารเสร็จก็น่าจะกับสำนักกันแล้ว”

เป็นฟางเหนียงเป็นคนเอ่ยตอบแทน

“เช่นนั้นก็น่าเสียดายนัก หลังการแข่งขันตกแต่งต้นไม้มงคลเสร็จ จะมีเรือให้เช่าเพื่อชื่นชมพระจันทร์ไปตามแม่น้ำขวาหยวน มีดนตรีบรรเลงไพเราะ อีกทั้งยังสามารถทำโคมไฟเพื่อลอยเองได้ด้วยนะ”

หลานเฉินเอ่ยอย่างโน้มน้าวให้หญิงสาวทั้งสองสนใจ ฟางเหนียงที่ได้ยินดวงตาเป็นประกายที่ชายหนุ่มเอ่ยนั้น ถ้าที่โลกก่อนมันชั่งดูโรแมนติกนัก แต่นี้นางพึ่งเคยเจอกันกับเขาครั้งแรกหากจะให้ไปเช่นนั้นก็คงดูไม่ดีหนักถึงแม้จะมิได้ไปผู้เดียวยังมีจ้าวเย่วไปด้วยก็เถอะ

“เอาไว้โอกาสหน้าเป็นเช่นไร”

“โอกาสเช่นนี้เห็นทีต้องรอปีหน้าเลย หากเป็นข้าคงเสียดายแย่”

หลานเฉินยังคงไม่ละความพยายาม แต่ดูเหมือนเขาจะเอ่ยเช่นไรก็ไม่สำเร็จ

"เอ๊ะนั่น! ท่านพี่ข้า"

จ้าวเย่วอุทานออกมาเมื่อสายตามองลงไปเห็นพี่ชายของตนเดินเที่ยวชมอยู่ที่ถนน

"เจ้าจะลงไปหาท่านพี่ของเจ้าหรือไม่ อีกนานกว่าจะมีโอกาสได้กลับมิใช่หรือ"

ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตน เพราะท่าทางดีใจของจ้าวเย่วเมื่อได้เห็นนั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านางอยากไปพบ แต่คงเป็นเพราะไม่อยากให้นาอยู่ที่นี่สองต่อสองกับไป๋หลานเฉินผู้นี้เป็นแน่ จึงเอ่ยดักมันไว้ก่อน จ้าวเย่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นฟางเหนียงพยักหน้าว่านางอยู่ผู้เดียวได้จึงอุ่นใจ

“พวกเจ้าสองคน คุยกันไปก่อนนะข้าขอตัวสักครู่ ข้าจะไปทักทายท่านพี่เสียหน่อยอีกเดี่ยวข้ามา"

จ้าวเย่วที่เงียบมานานเอ่ยขึ้นมามองไปเห็นพี่ชายของตนเลือกซื้อของที่ด้านล่าง นางเองก็ได้ซื้อของให้ท่านพ่อและแม่เช่นกัน ถือโอกาสนี้ฝากท่านพี่ไปให้เลยเพราะคงอีกนานเลยที่นางจะได้กลับบ้าน

“เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วยผู้คนมากมายยิ่ง”

ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตนอย่างเป็นห่วง จึงทำให้ในห้องอาหารตอนนี้เหลือเพียงหลานเฉินแลฟางเหนียงที่นั่งดื่มและทางอาหารกันสองคน แต่เวลาผ่านไปไม่นานเท่านั้นจู่ๆ ห้องที่ทั้งคู่อยู่ก็มีเสียงเคาะดังขึ้น

“ผู้ใดกัน”

หลานเฉินเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านนอก เขาพึ่งมีโอกาสได้อยู่และพูดคุยกับแม่นางฟางเหนียงสองต่อสองเพียงครู่เดียวเท่านั้น

“ขออภัยที่รบกวนคุณชายหลานเฉิน ข้างนั้นมีแม่นานฟางเหนียงหรือไม่ขอรับ”

"มีอันใดหรือ"

เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงก็รีบเปิดประตูในทันที เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงของอาเหยาผู้ช่วยคนสนิทของท่านเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งนางจำได้ดี และก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อเปิดมาเป็นอาเหยาจริงๆ เลยออกไปคือหนิงเฟิ่งที่ยืนอยู่แต่ไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงเดินผ่านหน้านางไปโดยที่ไม่ได้หันมามองเท่านั้น

“ตามไปสิขอรับ”

อาเหยาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่

“เหตุใดข้าต้องไป อีกอย่างจ้าวเย่วยังไม่มาเลยข้าจะทิ้งนางไปได้เช่นไร”

“เรื่องนั้นมิต้องห่วงขอรับ แม่นางจ้าวเย่วข้าจะพานางไปส่งจนถึงที่พักเลยขอรับ ท่านรีบตามเจ้าสำนักไปก่อนเถอะขอรับ ตอนนี้เลย”

"เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ขออภัยที่ต้องกลับกะทันหันและขอบคุณอาหารมื้อนี้นะเจ้าค่ะ"

ฟางเหนียงหันไปทางไป๋หลานเฉินที่นั่งอยู่

"มิเป็นอันใด หวังว่าโอกาสหน้าเราคงได้นั่งเรือชมแม่น้ำฮวาหยวนด้วยกัน"

หลังร่ำลาชายหนุ่ม ฟางเหนียงถึงจะมีท่าทีมึนงงแต่ก็รีบตามหนิงเฟิ่งไปอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรนางก็อาศัยเขาอยู่หรือเรียกง่ายๆ ว่าเขาคือผู้ปกครองของนางเลยก็ได้

"คุณชายหนิงเฟิง ฮึ! "

ไป๋หลายเฉินส่งเสียงในลำคอ ก่อนที่จะยกจอกสุราขึ้นดื่ม หลังหญิงสาวออกไปแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 30 แล้วเจ้าแน่ใจได้เช่นไรว่าข้ามิได้ชอบเจ้า

    วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 29 เจ้าใช่ฟางเหนียงจริงๆหรือ

    บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 28 ท่านเจ้าสำนักนี่มันใกล้เกินไปหรือไม่เจ้าคะ

    บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 27 เจ้ายังใช่ฟางเหนียงที่ข้าเคยรู้จักอยู่หรือไม่

    ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 26 ข้าอยากให้โอกาสคนผู้หนึ่ง

    "อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 25 การประลองเดินหมาก

    เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status