หน้าหลัก / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 10 ท่านเจ้าสำนักคิดจะทำอนาจารข้าหรือเจ้าคะ

แชร์

ตอนที่ 10 ท่านเจ้าสำนักคิดจะทำอนาจารข้าหรือเจ้าคะ

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-18 22:19:48

"ท่านเจ้าสำนัก~~~ว๊าย!โอ๊ย~~~"

ฟางเหนียงที่วิ่งตามหลังเพราะกลัวจะไม่ทัน ต้องชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างแรงเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดกะทันหัน

ตุ๊บ!

เสียงร่างของหญิงสาวล้มไปกองที่พื้นอย่างแรง เมื่อร่างหนาหลบและไม่มีท่าทีว่าจะคว้าหญิงสาวเพื่อช่วยนางเลยแม้แต่น้อย หนิงเฟิ่งเอามือไขว้หลังและเหม่อมองไปทางอื่นด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน ทำให้ร่างเล็กที่ล้มไปที่พื้นหน้าแดงระเรื่อด้วยความโมโห แต่ก็ทำอันใดมิได้เพราะเขาเองก็ไม่ได้ผิดอันใด

"แล้งน้ำใจชะมัด!"

ฟางเหนียงพึมพำออกมาเบาๆ กับตนเอง แต่เช่นไรด้วยความสามารถของชายหนุ่มก็ได้ยินอยู่ด้วย มุมปากของหนิงเฟิ่งยกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาทำสีหน้าเย็นชาเช่นเคย ฟางเหนียงลุกขึ้นปัดเศษดินเศษหญ้าอย่างลวกๆ

"มีอันใดก็พูดมา"

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญ

"เหตุใดวันนี้ข้ามักได้ยินแต่ผู้อื่นเอ่ยถามว่า ท่านมิได้ช่วยรักษาข้าเช่นนั้นหรือ"

หญิงสาวเอ่ยถามออกไปตรงๆ นางพอจะเดาได้ว่าเขามีความสามารถที่จะช่วยรักษาบาดแผลของข้าที่ได้รับบาดเจ็บแต่เพราะเขาคงเกลียดข้า และคงอยากให้ข้าตายๆ ไปเป็นแน่ถึงปล่อยให้ข้าทรมานอยู่เช่นนี้ หนิงเฟิ่งเงียบมิได้เอ่ยอันใด และความเงียบนี้เองก็พอจะทำให้หญิงสาวรู้คำตอบอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่นางเอ่ยนั้นเป็นสิ่งที่ถูก

"มีแค่นี้ใช่หรือไม่ที่เจ้าจะเอ่ยกับข้า"

ความเงียบก่อตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หนิงเฟิ่งจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ฟางเหนียงที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับน้ำตาคลอด้วยความเสียใจ ความเสียใจที่ก่อตัวขึ้นมิใช่น้อยใจที่เขามิรักษาให้แต่เสียใจที่เหตุใดถึงมีคนที่เกลียดนางมากมายถึงอยากที่จะให้นางตาย หรืออยากที่จะให้นางทรมานเพราะความเจ็บปวด ทั้งที่นางในตอนนี้ก็มิได้ก่อเรื่องหรือทำอันใดมิดีไม่ได้คิดร้ายกับใครเลยแม้แต่น้อย มันชั่งโดดเดี่ยวไม่มีที่พึ่งทางใจให้นางรู้สึกอบอุ่นเลยแม้สักคน ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อล้นออกมามือบางกำแน่นอย่างหักห้ามใจไม่ให้ร้องให้ต่อหน้าเขา

"หากท่านมิเต็มใจหรืออยากเห็นข้าตายเหมือนครั้งอดีตก็แล้วแต่ แต่ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะเจ้าคะว่าข้า ฟางเหนียงคนใหม่คนนี้ไม่มีทางยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถึงแม้จะเป็นความตายข้าก็ไม่ยอมตายง่ายๆ เป็นแน่"

หญิงสาวระเบิดอารมณ์มาในที่สุดแต่กลับไม่มีหยาดหน้าตาสักหยดให้เขาเห็น หนิงเฟิ่งยังคงเงียบไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาเช่นเคย สายตาของชายหนุ่มมองเลยออกไปไม่แม้แต่มองหน้าหญิงสาว แต่ภายใต้แขนเสื้อที่ถูกบดบังกลับกำเข้าหากันแน่อย่างอดกลั้นอารมณ์ตนเองไม่ให้ใจอ่อน

"อีก 2 วันท่านต้องฝึกให้ข้า มิต้องห่วงนะเจ้าค่ะระหว่างการฝึกข้าจะมิกวนใจเหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อก่อน"

ฟางเหนียงเอ่ยจบก็ทำท่าคารวะและหันหลังเข้าไปที่หอตำรา หนิงเฟิ่งที่นิ่งเงียบฟังก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะห้ามนางอันใด ที่เขายังไม่ได้รักษาให้นางไม่ใช่เพราะเขาเกลียดนาง แต่เพราะพิษที่นางได้รับด้วยนั้นเขาได้ให้ผู้ช่วยส่งยาสมุนไพรที่ผสมไปกับยาทาเมื่อวานแล้ว นางจะต้องใช้ยาตัวนั้นทาเข้าไปที่รอบๆ บาดแผล เพื่อดึงพิษให้รวมตัวกัน เขาจึงสามารถใช้พลังวิญญาณดึงมันออกมาและรักษานางต่อได้ ดูจากฝ่ามือและดวงตาของนางเมื่อสักครู่ที่ล้มไปกับพื้น นางคงมิได้ใช้ยาทาเป็นแน่ หนิงเฟิ่งส่ายหัวให้กับความดื้อดึงของนางและเดินกลับตำหนักของตน

ณ ตำหนักหลิวรุ่ย

ปับ!

เสียงของกระดาษปึกหนึ่งกระทบเข้าหากัน และตามมาด้วยเสียงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่กลับจากหอตำราหนิงเฟิ่งก็รู้สึกไม่มีสมาธิ ไม่ว่าจะทำอันใดก็เหมือนมีอันใดติดอยู่ในใจตลอดเวลา "หากท่านมิเต็มใจหรืออยากเห็นข้าตายเหมือนครั้งอดีตก็แล้วแต่ แต่ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะเจ้าคะว่าข้า ฟางเหนียงคนใหม่คนนี้ไม่มีทางยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถึงแม้จะเป็นความตายข้าก็ไม่ยอมตายง่ายๆ เป็นแน่" คำพูดของหญิงสาวยังดังก้องในหัวของเขาไม่หยุด และสิ่งนี้ทำให้เขาเองไม่มีสมาธิมาตลอด 2 ชั่วยาม

"เฮ้อ~~"

เสียงถอนหายใจดังออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นออกไปนั่งโต๊ะม้านั่งบริเวณสะพานไม้หน้าน้ำตก มือขาวเอื้อมไปหยิบสมุนไพรและทำการบดมันเองกับมือด้วยความตั้งใจ อาเหยาที่พึ่งเดินเข้ามามีท่าทีมึนงงเล็กน้อยให้กับเจ้านายของตน

"คิ้วผูกเป็นปม และยังคงตั้งใจบดยาด้วยท่าทีสงบนิ่งเป็นอันใดของเขากัน" อาเหยาเอ่ยกับตนเองในใจก่อนที่จะเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายใกล้ๆ

"เจ้าสำนักให้ข้าทำเองเถอะขอรับ"

"ไม่ต้อง"

เสียงทุ้มเอ่ยสั้นๆ ขณะที่มือยังบดสมุนไพรไปเรื่อยๆ อาเหยาเมื่อได้ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ทันทีว่า นกไฟที่เป็นพลังวิญญาณของชายหนุ่มกำลังปะทุพร้อมที่จะพ่นไฟออกมาในอีกไม่ช้า ใครกันนะที่ช่างกล้าหาญมาแหย่นกไฟตัวนี้ ใช้เวลาไม่นานก็เป็นอันเสร็จ อาเหยาที่รู้หน้าที่ก็รีบเข้าไปจะรับตัวยาเพื่อเอาไปให้แม่นางฟางเหนียงทันที แต่ก็ทำได้เพียงยื่นมือไปกลางอากาศเท่านั้น เมื่อผู้เป็นนายถือถ้วยยาบดและลุกขึ้นเดินออกไปเอง

"จะไปทำอันใดก็ไป"

เอ่ยเพียงสั้นๆ ก็พุ่งตัวขึ้นเหนือกลางอากาศออกไปในทันที เพียงเวลาไม่ถึงเค่อก็มาถึงจุดหมาย หนิงเฟิ่งมองบานประตูที่ปิดสนิทแต่ยังคงมีแสงไฟที่สอดส่องออกมาตามช่องลม

ก๊อกๆ

มือหนาเอื้อมไปเคาะประตูเพียง 2 ครั้งโดยที่ไม่ได้เอ่ยอันใด

"เข้ามาได้เลย ประตูมิได้ลงกลอน"

เสียงอนุญาตดังออกมาจากอีกด้านของบานประตู ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปเปิดและเดินเข้าไปด้านใน โดยที่จะไม่ลืมที่จะปิดมันไว้เช่นเดิม

"จ้าวเย่ววันนี้เจ้ามีอันใดหรือ เหตุใดถึงมาหาข้าดึกกว่าทุกวัน"

ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ว่ามีคนเข้ามาด้านในห้องแล้วและสายตาก็ยังไม่ละจากตำราเล่มหนาตรงหน้า หญิงสาวยังคงไล่สายตาอย่างจริงจังและคำพูดเมื่อสักครู่ดูเหมือนจะเป็นคำทักทายที่นางเอ่ยเป็นประจำกับเพื่อนสาว แต่เวลาผ่านไปครู่หนึ่งแล้วกับไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนสาวของตนเมื่อเช่นทุกครั้ง เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงค่อยๆ เงยหน้าจากตำราและมองไปด้านหลังของตน

"เจ้าสำนัก!"

หญิงสาวอุทานออกมา พร้อมลุกขึ้นยืนตัวตรงด้วยความตกใจ หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจท่าทีแต่เดินตรงเข้ามาหน้าหญิงสาวที่ยังคงมีท่าทีตกใจที่หน้าโต๊ะอ่านตำรา มือหนาเอื้อมไปทางหญิงสาว แต่ยังไม่ถึงตัวหญิงสาวก็ถูกมือบางคว้าไว้ซะก่อน

"ท่านเจ้าสำนักคิดจะทำอนาจารข้าหรือเจ้าคะ ข้าไม่คิดเลยนะเจ้าคะว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้"

ร่างบางสั่นเล็กน้อย หากเป็นโลกใบเก่านางสู้ตายแน่ แต่ในโลกใบนี้ที่พลังพิเศษอะไรก็ไม่รู้มากมาย นางไม่มีทางสู้ได้เป็นแน่

"ปล่อย~~~ ข้าบอกให้ปล่อยมือ"

เสียงทุ้มเอ่ยเสียงดุใส่คนตัวเล็ก และนั้นยิ่งทำให้นางยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยเขาใช้พลังเกิดแสงสีแดงที่ฝ่ามือเพียงพริบตาฟางเหนียงก็ไปนั่งอยู่ที่เตียงเรียบร้อยแล้ว

"ฮื่อ~~~ ท่านเจ้าสำนักปล่อยข้าไปเถอะ เรื่องเมื่อตอนกลางวันที่ข้าเอ่ยไม่ดีไป ขอท่านอย่าเก็บมาใส่ใจ สงสารหญิงสาวตัวน้อยๆ หน้าตาน่ารักน่าชังเช่นข้าถือว่าทำบุญเถอะนะเจ้าคะ"

ฟางเหนียงปล่อยโฮออกมาในที่สุดเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหาที่เตียงช้าๆ ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

"เหลวไหล"

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจให้กับความคิดของนาง ทีแต่ก่อนอยากเข้าใกล้เขาทุกทีเมื่อมีโอกาส พอครั้งนี้กลับกลัวเขาซะงั้น ชายหนุ่มเข้าไปนั่งที่ด้านหลังของหญิงสาว และเอื้อมมือไปเพื่อเลิกเสื้อของหญิงสาวออกจากทางด้านหลัง

"อยู่นิ่งๆ"

ชายหนุ่มเอ่ยดุหญิงสาวอีกครั้ง เมื่อนางมีท่าทีไม่ให้เขาถอดมันออก แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยอมให้ถอดออก เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนของหญิงสาว กลึก! เสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่มาจากคนตัวโตที่นั่งอยู่ด้านหลัง ส่วนร่างเล็กทำได้เพียงอยู่นิ่งๆ หากนางขยับไปมากกว่านี้เกรงว่าผ้าที่ใช้ปิดกายด้านหน้าจะหล่นล้วงจนเห็นอะไรต่อมิอะไร มือหนาเอื้อมไปสัมผัสที่บาดแผลบนหลังเนียนด้วยความสงสาร บาดแผลดูจะร้ายแรงกว่าที่เข้าคิดเสียอีก เดิมทีบาดแผลนี้คงเล็กน้อยเท่านั้น แต่คงเป็นเพราะพิษจึงได้กัดกินจนกลายเป็นแผลที่ใหญ่ขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงนำยาที่ตนตั้งใจบดมากับมือทาเข้าไปที่บาดแผล

ซี๊ด~~~

หญิงสาวส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อยาสัมผัสกับบาดแผล ใบหน้าของนางแดงกล่ำมือบางจิกเข้าหากันอย่างอดทน เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจงใช้พลังเกิดแสงสีฟ้าส่งไปที่บาดแผล ไม่นานสีหน้าที่แทบดูไม่ได้ของหญิงสาวก็ดีขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นจากแสงสีฟ้า

"ดีขึ้นหรือไม่"

"อื้ม"

ร่างเล็กตอบเพียงสั้นๆ เมื่อหนิงเฟิ่งเห็นว่ายาซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจึงทำการเปลี่ยนจากพลังที่เป็นแสงสีฟ้ากลายเป็นสีแดง

กรี๊ด~~~

สิ้นเสียงของหญิงสาว ปรากฏโลหิตสีดำไหลออกมาจากบาดแผล เพียงไม่นานบาดแผลก็สมานกันสนิทเหมือนกลับว่าบนหลังของหญิงสาวไม่เคยมีบาดแผลเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น

"เสร็จแล้ว"

"เจ้าคะ?"

ฟางเหนียงที่เมื่อสักครู่หลับตากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นและใช้มือคล่ำไปที่บาดแผลแต่กลับไม่พบ "เป็นไปได้เช่นไรเมื่อสักครู่ข้ายังเจ็บปวดเพราะบาดแผลอยู่เลย เหตุใดถึงได้หายไปอย่างรวดเร็วไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นเลยสักนิด" หญิงสาวเอ่ยกลับตนเองในใจด้วยความสงสัยและรีบสวมเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็ว

"อันใดหรือเจ้าคะ"

หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มเมื่อหันมาเห็นสิ่งที่ลอยอย่ในอากาศ เป็นเหมือนหยดเลือดและเป็นสีดำสนิท

"พิษพยัคษ์ เป็นพิษที่ไม่ได้ร้ายแรงแต่หากสัมผัสกับบาดแผลมันจะกัดกินเนื้อจนรามไปทั่วร่างกาย"

"คล้ายน้ำกรดหรือเจ้าคะ"

หนิงเฟิ่งไม่ได้เอ่ยอันใดแต่ปล่อยสัตว์วิญญาณฟินิกซ์เพลิงวิหคออกมา มันอ้าปากกลืนกินพิษพยัคษ์เข้าไปในทันที

"ท่านรองเจ้าสำนักหยงอี๋บอกกับข้าว่าร่างกายของคนเชื่อมต่อกับสัตว์วิญญาณ ฟินิกซ์เพลิงวิหกของท่านกลืนกินพิษเข้าไปจะไม่มีผลอันใดหรือเจ้าคะ"

ร่างบางเอ่ยออกไปด้วยความสงสัย ชายหนุ่มเก็บพลังวิญญาณก่อนที่จะหันมาทางหญิงสาว

"สัตว์วิญญาณทุกตัวมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตนเพิ่มเติมจากความสามารถเดิมที่มี ฟินิกซ์เพลิงวิหคมีความสามารถต้านพิษ ไม่ว่าจะพิษชนิดใดเมื่อยู่ที่กระเพาะมันจะลูกย่อยสลายหายไป"

"แล้วของข้าล่ะเจ้าคะ"

"ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เป็นสัตว์วิญญาณชั้นสูงในตำนานที่หาพบได้ยาก ยังไม่มีบันทึกเกี่ยวกับมันเจ้าจะต้องฝึกและค้นหามันให้พบ"

"ข้าจะตั้งใจฝึกเจ้าค่ะ"

ฟางเหนียงรับคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นก่อนที่จะลุกและเดินตรงไปทางประตูเพื่อจะกลับ

"เดี๋ยวสิเจ้าคะ"

หญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางเดินไปดักหน้าหนิงเฟิ่งไว้

"มีอันใดอีก"

"เรื่องวันนี้เมื่อตอนกลางวัน ข้าขออภัยที่พูดตัดพ้อออกไปนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณสำหรับเรื่องรักษาถึงแม้ข้าจะเอ่ยไม่ดีกับท่านไปแต่ท่านก็ยังมารักษาให้ข้าอีก "

"อืม"

ร่างสูงเอ่ยเพียงสั้นๆ และเดินออกไปในทันที หลังจากหนิงเฟิ่งออกไปแล้วร่างเล็กก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนด้วยความสบายใจ เรื่องเหลือเชื่อที่นางไม่เคยเห็นวันนี้มันช่างวิเศษจริงๆ หากวันหนึ่งนางสามารถกลับไปที่โลกใบเก่าได้ นางจะเขียนเรื่องที่พบเจอในโลกที่นี่ขาย คงไปทำหนังดีๆ สักเรื่องได้เป็นแน่ เมื่อหัวลงถึงหมอนเพียงไม่นานดวงตางามก็ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ด้วยความอ่อนเพลียและหลับไปในที่สุด

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 30 แล้วเจ้าแน่ใจได้เช่นไรว่าข้ามิได้ชอบเจ้า

    วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 29 เจ้าใช่ฟางเหนียงจริงๆหรือ

    บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 28 ท่านเจ้าสำนักนี่มันใกล้เกินไปหรือไม่เจ้าคะ

    บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 27 เจ้ายังใช่ฟางเหนียงที่ข้าเคยรู้จักอยู่หรือไม่

    ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 26 ข้าอยากให้โอกาสคนผู้หนึ่ง

    "อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 25 การประลองเดินหมาก

    เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status