หน้าหลัก / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 2 ผู้ใดบอกว่านางไม่มีพลังวิญญาณ

แชร์

ตอนที่ 2 ผู้ใดบอกว่านางไม่มีพลังวิญญาณ

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-14 07:57:15

ภายในหอผดุงคุณธรรม

"คารวะเจ้าสำนัก"

หยงอี๋เอ่ยขึ้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้า หนิงเฟิ่งเองก็ทำความเคารพตอบเช่นกัน เพราะหยงอี๋อายุมากกว่าตนถึง 10 ปี หนิงเฟิ่งอายุเพียง 30 ปีก็ได้เป็นเจ้าสำนัก ส่วนหยงอี๋มีอายุ 40 กว่าปีแล้ว แต่อายุก็ไม่ได้ทำให้เขาดูแก่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังดูมีเสน่ห์ด้วยบุคลิกของเขาที่ดูอบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่ นั่นก็ทำให้เขาเป็นที่หมายปองของหญิงงามทั่วทั้งเมืองไม่แพ้กัน

“นางยินดีเช่นนั้นหรือ”

หนิงเฟิ่งเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อที่เขาได้ยิน

“ขอรับ นางไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่ขอเวลาอีกสักระยะ”

“หวังว่านี่คงไม่ใช่แผนการของนางอีก”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น หลายครั้งแค่พูดเรื่องนี้กับนาง นางก็จะบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงมัน ครั้งนี้ไม่เพียงนางรับปากแต่โดยดีและยังไม่โมโหร้ายอีกด้วย"

หยงอี๋เอ่ยอย่างใช้ความคิด เรื่องแต่งงานไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยพูดกับนาง ครั้งนี้พวกเขาแค่หวังว่านางจะไม่มีแผนการอะไรขึ้นมาอีก หนิงเฟิ่งเพียงแค่คิดตามแต่ไม่ได้เอ่ยอันใด ในใจของเขามีแม่นางที่ชมชอบอยู่แล้ว ถึงเขาจะไม่ได้ชอบฟางเหนียงแต่เขาสัญญากับบิดาที่ล่วงลับไปแล้วว่าจะดูแลนางอย่างดี ฉะนั้นบุรุษที่มาตกแต่งกับนางก็ควรมีฐานะไม่ต่างจากเขามากนัก หรือหากมีชายใดที่นางชอบที่ไม่ใช่เขา เขาก็เต็มใจที่จะให้นางแต่ง

.

ทางด้านฟางเหนียง หญิงสาวเดินกลับห้องพักตนเองแต่ใช้เวลากว่า 2 เค่อกลับยังไม่ถึงเสียที

"จำได้ว่าตอนเดินตามรองเจ้าสำนักก็มาทางนี้ไม่ใช่หรือ เหตุใดเดินมากว่า 2 เค่อแล้วยังไม่ถึงสักที"

หญิงสาวบ่นให้ตัวเองที่เพียงเวลาผ่านไปไม่นานก็ลืมไปเสียแล้ว แต่แล้วท่ามกลางความเงียบบริเวณที่นางอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น

"ช่วยด้วย..."

เสียงคล้ายผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาบริเวณที่นางยืนอยู่ ฟางเหนียงขนลุกซู่เพราะเสียงที่ตนได้ยินนั้นมันเบาและน่ากลัวนางคิดว่าตนคงเจอดีเสียแล้ว เสียงร้องขอให้ช่วยแบบนี้คงไม่พ้น....แต่ขณะที่นางกำลังจะก้าวเพื่อวิ่งหนีไปกลับก้าวไม่ออก เพราะที่คอนางตอนนี้รู้สึกได้ว่ามีของมีคมจี้อยู่ที่คอ ความมันวาวและคมกริบสะท้อนกับแสงแดดในตอนกลางวัน

"ทำตามที่ข้าบอกซะ"

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังหญิงสาว เดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่หลังนางต้องเป็นผู้ชายแน่ 'เอาแล้วไงผู้หญิงบอบบาง แถมหน้าตาสะสวยแบบข้าทำไมถึงได้โชคร้ายขนาดนี้กันนะ' หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และเดินไปตามทางที่ถูกบังคับเป็นมุมอับบริเวณกำแพงของสำนัก ทันทีที่หญิงสาวมาถึงก็รู้ได้ทันที เสียงผู้หญิงที่ร้องขอให้นางช่วยเมื่อสักครู่ไม่ใช่ผีที่ไหน แต่เป็นหญิงสาวที่ถูกจับมาเหมือนนางนี่เอง แต่หากให้พูดตามตรงคงเป็นข้าที่เดินมาผิดทางจนทำให้ตัวเองเดือดร้อนเช่นนี้

"พวกเจ้าเป็นใคร สำนักเพลิงวิหคของเราไม่มีผู้ที่มีพลังวิญญาณเช่นพวกเจ้า"

หญิงสาวที่ถูกจับมาก่อนเอ่ยขึ้น ทำให้ฟางเหนียงรู้สึกตัวและหันหลังไปมองคนที่จับตัวนางมาเมื่อสักครู่ ทันทีที่หญิงสาวเห็นถึงกับแทบจะเป็นลม เพราะของมีคมที่จ่อตรงคอนางเมื่อสักครู่นั้น กลับไม่ใช่มีดหรือดาบอย่างที่นางเข้าใจ แต่มันคือกรงเล็บแหลมคม อีกทั้งที่ด้านหลังของชายคนนั้นยังมีสัตว์รูปร่างคล้ายเหยี่ยวตัวสูงใหญ่กว่าที่นางเคยเห็นในโลกเก่าเป็น 10 เท่า หรือประมาณ 3 เมตร

"นี่มันอะไรกันเนี่ย"

หญิงสาวเผลอพูดออกมาด้วยความตกใจ เพราะนี่มันไม่ใช่คนแล้วมันเหมือนสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น

"เงียบปากของเจ้าซะ"

ชาย 1 ในนั้นตะคอกใส่นางเสียงดัง และสัตว์วิญญาณที่นางเห็นของทั้งคู่ก็มีท่าทีดุร้ายขึ้น แต่เมื่อชายคนนั้นหลับตาดูเหมือนรวบรวมพลัง เหยี่ยวตัวมหึมาตัวนั้นก็หายไป เหมือนกลับเข้าไปในร่างชายคนนั้นอย่างไรอย่างนั้น ฟางเหนียงถึงกับขยี้ตาตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตอนนี้นางอยากจะเป็นลมล้มไปกับพื้นเหลือเกิน แต่กลัวว่าจะถูกจับกินเสียก่อน โลกนี้มันช่างพิลึกเกินไปแล้ว

"ทำเช่นไรกับแม่นาง 2 คนนี้ดี"

"ฆ่าทิ้งซะ"

สิ้นเสียงชายทั้ง 2 คน ก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา หนึ่งคนคือพญาเหยี่ยว อีกคนเป็นอีแร้ง ดวงตาของเขาแดงก่ำ เหมือนกับคนทั้งคนกลายร่างเป็นสัตว์อย่างไรอย่างนั้น แต่ก่อนที่พลังของทั้งคู่จะถึงตัวหญิงสาว กลับมีเส้นแสงสีเขียวมาสกัดกั้นไว้ พลังนี้ถูกส่งมาจากหญิงสาวที่ยืนข้างนาง ฟางเหนียงมองทั้ง 3 คนตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ นี่ๆ นี่มันปีศาจชัดๆ อะไรกันเนี่ย แต่หญิงสาวที่ยืนข้างนางกระอักเลือดออกมาคำโต และพลังวิญญาณของนางที่เป็นรูปคล้ายผีเสื้อก็หายไป ฟางเหนียงไม่มีทางเลือกถึงแม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะทำให้ตนกลัว แต่สัญชาตญาณของตนต้องเป็นคนดีเป็นแน่ ฟางเหนียงเข้าไปพยุงนางที่ล้มลงไป

"เจ้าไหวหรือไม่"

ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

"เจ้ารีบไป รีบไปตามเจ้าสำนัก"

หญิงสาวคนนั้นเอ่ยสั่งฟางเหนียงเสียงดัง เพราะนางเองก็รู้จักฟางเหนียงดีเรื่องที่นางไม่มีพลังวิญญาณ หากอยู่ต่อที่นี่ทั้ง 2 คน เกรงว่าไม่มีใครรอดเป็นแน่ กรงเล็บคืนโจมตีมาที่ทั้ง 2 คนอีกครั้ง หญิงสาวใช้พลังวิญญาณอีกครั้ง แต่พลังวิญญาณผีเสื้อนั่นนับว่าเป็นพลังที่อ่อนแอและแทบจะอยู่ท้ายสุด หากเรียงระดับความแข็งแกร่ง เมื่อผู้ที่มีพลังวิญญาณที่มากกว่าตนถึง 2 คน สามารถป้องกันได้ถึง 2 คราก็นับว่านางเก่งมากแล้ว

ฟางเหนียงไม่มีจังหวะที่จะหนีออกไป หรือออกไปไกลตัวของหญิงสาวข้างกายที่ช่วยปกป้องตนเองได้เลย การโจมตีรอบที่ 3 เกิดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวปลดปล่อยพลังวิญญาณปรากฏเกราะสีเขียวป้องกันไว้ แต่การโจมตีครั้งนี้นานเกินไปเลือดสีแดงค่อยๆ ไหลออกมาจากปากของนาง และไม่นานเกราะแสงสีเขียวก็ได้แตกออก และตัวนางเองก็สลบลงไปที่อ้อมกอดของฟางเนียง

"เหลือเพียงเจ้าผู้เดียวแล้ว ได้ข่าวว่าคุณหนูในห้องหอของสำนักเพลิงวิหคงดงามหาใครเทียบ แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาแต่เมื่อพบหน้าเจ้าเพียงครั้งแรก ก็พอรู้ได้ว่าเจ้าคือคุณหนูฟางเหนียงผู้นั้นที่สำนักเพลิงวิหคดูแลมาอย่างดี"

"พวกเจ้าหมายความว่าเช่นไร"

ฟางเหนียงเอ่ยถามเสียงสั่นเพราะความกลัว แต่นางก็ทำใจดีสู้เสือ ถึงอย่างไรนางก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ในโลกนี้จะตายเร็วไปหน่อยก็คงไม่เป็นไร แค่เสียดายที่ยังไม่ได้รู้จักโลกนี้ดีนัก

"เราช้าไม่ได้แล้ว"

เสียงของชายที่มีพลังวิญญาณเป็นอีแร้งเอ่ยขึ้นอย่างเตือนสหายของตน ทำให้อีกคนไม่พอใจนัก อุตส่าห์เจอหญิงงามแล้วแท้ๆ

"เสียดายที่วันนี้ข้ามีอย่างอื่นต้องไปทำ แต่ที่เสียดายยิ่งกว่าคือหญิงงามเช่นเจ้าต้องตายไปอย่างเปล่าประโยชน์"

ทันทีที่เอ่ยจบ ทั้ง 2 คนก็รวบรวมพลังวิญญาณพร้อมกันอีกครั้งและปล่อยมาทางฟางเหนียงที่กำลังนั่งพยุงอีกคนโดยใช้ร่างกายของตนบังไว้

ตู้ม~~

เกิดเสียงระเบิดขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งร่างของชายทั้งคู่กระเด็นออกไปพร้อมกัน ฟางเหนียงที่เริ่มรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พบว่าตอนนี้ร่างกายของตนเองนั้นไม่เป็นอันใด แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องตกใจยิ่งกว่านั้นคือร่างของนางถูกปีกของสัตว์อะไรสักอย่างคลุมตัวเอาไว้ ฟางเหนียงมองไปที่ด้านบนศีรษะตนเองพบกับนกตัวใหญ่กว่า 4 เมตรตัวสีขาว ปีกของมันอ้าออกกว้างพร้อมร้องออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บปวด หญิงสาวสังเกตที่ปีกของมันมีบาดแผล น่าจะเป็นเมื่อสักครู่ที่มันใช้ป้องกันตัวนางไว้ 'เดี่ยวนะ นกนี่ทำไมมันเหมือนเชื่อมกับตัวข้า' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ เมื่อนางเริ่มขยับตัวมันก็ขยับตาม และตอนนี้นางก็รู้สึกเจ็บที่แขนข้างเดียวกับที่มันบาดเจ็บพอดี อย่าบอกนะว่านี่คือพลังวิญญาณของข้า แล้วไหนใครบอกว่าร่างนี้ไม่มีพลังวิญญาณกัน

"ไหนผู้ใดบอกว่านางไม่มีพลังวิญญาณอย่างไรเล่า"

ชายที่มีพลังวิญญาณอีแร้งเอ่ยขึ้นพร้อมกุมที่ท้องด้วยความบาดเจ็บ

"มีแล้วอย่างไร มันมีแค่คนเดียว เจ้าอย่าได้กลัว รีบๆ ฆ่ามันซะแล้วรีบไปทำเรื่องที่เจ้าสำนักสั่งให้เรียบร้อย"

ขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พลังวิญญาณของฟางเหนียงได้หายไปแล้ว และอาการบาดเจ็บที่แขนก็ทำให้นางไม่มีแรงที่จะเรียกมันมาอีก และนางเองก็ไม่รู้วิธีการปลดปล่อยพลังวิญญาณอะไรนั่นอีกด้วย เมื่อสักครู่จู่ๆ มันออกมาได้เช่นไรก็ไม่รู้ นางพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันเองนะ นี่มันยากเกินไปที่นางจะทำมันได้ การโจมตีในรอบสุดท้ายพุ่งมาทางนาง และครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง หญิงสาวหลับตารอรับความเจ็บปวด

ตู้ม~~~

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวที่หลับตาอยู่เมื่อได้ยินระเบิดก็โล่งใจ นี่ข้าปล่อยพลังออกมาอีกแล้วหรือ ดวงตางามค่อยๆ ลืมขึ้นแต่ครานี้ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่นางคิด เพราะสิ่งที่มาปกป้องนางไม่ใช่นกอะไรนั่นที่เป็นพลังวิญญาณของนาง แต่ดูเหมือนจะเป็นของคนอื่นผู้คนนับ 10 คนกรูเข้ามาหานาง

"เป็นท่าน"

ฟางเหนียงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นคนที่ช่วยตนคือ หนิงเฟิ่งเจ้าสำนักแห่งนี้ ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวด้วยหางตาเมื่อถูกเอ่ยถึง แต่ก็ไม่ได้สนใจจากนั้นเขาใช้พลังคล้ายเชือก และเชือกเส้นนั้นมีไฟลุกโชนไปทั่วทั้งเส้น เพียงแค่เขาตวัดแขนเชือกเส้นนั้นก็มัดคนร้ายทั้งคู่ไว้ด้วยกันอย่างง่ายดาย

"นำตัวไปขัง"

เสียงทุ้มเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ไม่นานรองเจ้าสำนักหยงอี๋ก็ตามมา เขาคุกเข่าลงข้างฟางเหนียงและจับหญิงสาวที่สลบให้นอนราบกับพื้น จากนั้นปลดปล่อยพลังวิญญาณ แต่กลับไม่ปรากฏสัตว์ชนิดใดออกมา และถ่ายทอดไปที่หญิงสาวที่สลบ แสงสีขาวถูกส่งไปยังหญิงสาวไม่นานก็ฟื้น ศิษย์ที่เหลือก็มาพานางไปรักษาต่อ

"เหตุใดเวลาท่านปลดปล่อยพลังวิญญาณถึงไม่ปรากฏ..." ฟางเหนียงเอ่ยถามหยงอี๋ไปตามตรง

"แค่รักษา เหตุใดต้องปลดปล่อยพลังวิญญาณ"

หยงอี๋เอ่ยตอบด้วยเสียงอ่อนโยนขณะที่ลุกขึ้น ฟางเหนียงเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน 'ก็นึกว่าทำเหมือนกันหมด' หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจโดยที่ไม่ได้ถามต่อ

"เจ้าบาดเจ็บหรือไม่"

"ไม่เจ้าค่ะ"

"เช่นนั้นก็ดีแล้ว เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ไหนว่าเจ้าจะกลับเรือนพักไม่ใช่หรือ"

"แค่หลงเจ้าค่ะ"

"เช่นนั้นก็รอสักครู่ เดี๋ยวข้าเดินไปส่งเจ้าที่เรือน"

หยงอี๋เดินเข้าไปหาหนิงเฟิ่งเจ้าสำนักที่ยืนดูทหารคุ้มกันคุมตัวคนร้ายที่ลักลอบเข้าสำนัก ก่อนที่จะถูกพาตัวไป ตอนนี้เหลือเพียง 3 คน คือ หนิงเฟิ่งเจ้าสำนัก หยงอี๋รองเจ้าสำนักและหญิงสาว หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจหญิงสาวมากนักเพราะไม่ชอบนางอยู่แล้ว ฟางเหนียงเองก็รู้ตัวจึงไม่เข้าไปใกล้เขาอีกเพียงเดินเงียบๆ ไปอยู่ที่หลังของหยงอี๋ เหมือนลูกน้อยที่คอยหลบหลังพ่ออย่างไรอย่างนั้น แล้วจะให้นางทำเช่นไรอยู่นี่คนทั้งสำนักเกลียดนางไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสำนัก มีเพียงแค่รองเจ้าสำนักที่ดีกับนาง

อยู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะคิดว่าอาจแค่ฟกช้ำธรรมดา แต่ตอนนั้นโลหิตสีแดงกลับออกมาที่ฝ่ามือไปตามนิ้วและสุดท้ายหยดลงพื้น หนิงเฟิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวหญิงสาวนักกลับสังเกตเห็นก่อนนาง ชายหนุ่มตรงเข้ามาทางหญิงสาวจากนั้นจับที่ข้อมือเพื่อพลิกหาบาดแผล

"ท่านกำลังทำอันใด....โอ๊ยย"

หญิงสาวสะบัดแขนออกจากฝ่ามือใหญ่ และทำให้เห็นว่าแขนที่ตนเองคิดว่าฟกช้ำนั้นกลับมีเลือดออก หนิงเฟิ่งปล่อยหญิงสาวแต่โดยดีเมื่อสักครู่เขาเพียงแค่ตกใจเท่านั้น

"เมื่อสักครู่ ขออภัยเจ้าสำนัก"

"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าพาเจ้าไปที่ห้องรักษาก่อนก็แล้วกัน"

หยงอี๋เอ่ยกับหญิงสาวแล้วเดินนำไป ฟางเหนียงเดินตามไปแต่โดยดีโดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหนิงเฟิ่งอีก

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 30 แล้วเจ้าแน่ใจได้เช่นไรว่าข้ามิได้ชอบเจ้า

    วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 29 เจ้าใช่ฟางเหนียงจริงๆหรือ

    บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 28 ท่านเจ้าสำนักนี่มันใกล้เกินไปหรือไม่เจ้าคะ

    บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 27 เจ้ายังใช่ฟางเหนียงที่ข้าเคยรู้จักอยู่หรือไม่

    ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 26 ข้าอยากให้โอกาสคนผู้หนึ่ง

    "อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 25 การประลองเดินหมาก

    เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status