Accueil / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 3 ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ

Partager

ตอนที่ 3 ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ

Auteur: Naiyana
last update Date de publication: 2026-03-14 07:58:41

ภายในอ่างน้ำที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ อากาศเย็นในช่วงปลายฤดูสารท เมื่อสัมผัสกับน้ำอุ่นๆ ในอ่างไม้ทำให้มีควันล่องลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องอาบน้ำ หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผิวขาวเนียนกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วผูกเป็นปม ในมือถือสมุดที่ดูเก่าเป็นอย่างมาก เหมือนผ่านการใช้งานนับไม่ถ้วน

"โถ่ววว ร่างนี้ทำตัวโง่เง่าขนาดนี้ไปได้อย่างไร ขืนให้ข้าอยู่ในร่างนี้ต่อไปหากต้องไปเจอผู้คนด้านนอก คงต้องหาอะไรมาคลุมหัวเป็นแน่ ข้าอายในความโง่จริงๆ"

ฟางเหนียงอุทานออกมาอย่างเหลืออด จากนั้นปิดสมุดบันทึกและหลับตาลงแช่น้ำอุ่นอย่างสบายใจ หนังสือเล่มนี้นางเก็บได้เมื่อวันก่อนตอนเดินสำรวจห้องนี้ มันคือสมุดบันทึกของสาวใช้ที่เคยดูแลฟางเหนียงก่อนที่นางจะเข้ามาในร่างนี้ ทั้งนิสัยและเรื่องราวต่างๆ ที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนทำให้เจ้าสำนักสนใจ อย่างเช่นเรื่องเรียกร้องความสนใจโดยการถูกทำร้าย ทำขนมไปให้ตามเอาใจเขาแต่กลับถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา หรือคอยรังควานหญิงสาวที่มาเข้าใกล้ชายหนุ่ม นางก็จะคอยดักทำร้าย การกระทำต่างๆ ไม่มีชั้นเชิงสักนิด มองจากดาวอังคารก็รู้ว่านางโง่เง่ามากแค่ไหน

"ฟางเหนียงนะฟางเหนียง ความสามารถก็ไม่มีจนผู้คนเรียกว่าตัวไร้ค่า แต่กลับมั่นใจว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่นเช่นนี้หากไม่เรียกว่าเจ้าไม่มีสมองก็คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ"

ในบันทึกยังเล่าถึงเรื่องราวในโลกนี้อีกด้วย สิ่งนี้ยังพอมีประโยชน์กับนางในอนาคต นั่นก็คือโลกนี้ผู้คนที่นี่เรียกว่าโลกของพลังวิญญาณ ถูกปกครองเป็นเมืองๆ ไป โดยมีทั้งหมด 5 เมืองทั่วทั้งแผ่นดิน สำนักเพลิงวิหคแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหนานซาง ผู้คนส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพเหมือนอย่างคนทั่วไปในยุคอดีต และโลกของพลังวิญญาณนี้เองทำให้คนส่วนหนึ่งของที่นี่มีพลังวิญญาณของสัตว์อย่างที่นางเคยเจอเมื่อหลายวันก่อน กล่าวคือเมื่ออายุถึงเกณฑ์เด็กทุกคนจะถูกปลุกพลังโดยคนที่มีความสามารถ ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ทำพิธีปลุกพลังวิญญาณ ผู้ใดที่ถูกปลุกแล้วมีพลังวิญญาณก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถเหนือคน คนที่มีพลังวิญญาณไม่ได้มีทุกคน มีเพียง 4 ใน 10 ส่วนของผู้คนทั่วทั้งโลกแห่งนี้เท่านั้นที่มีพลังวิญญาณ

พลังวิญญาณอยู่ในรูปของสัตว์แต่ละชนิด แต่ละคนจะไม่เหมือนกันตามการสืบทอดทางสายเลือดของแต่ละคนจากบิดาหรือมารดา แต่ก็มีในบางคนที่บิดามารดาไม่ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกจนมีพลังวิญญาณได้ กล่าวคือพลังวิญญาณนั้นขึ้นอยู่กับตัวคนนั่นเอง พลังวิญญาณขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่สัตว์ชนิดนั้นๆ และความสามารถก็ยังแตกต่างกันด้วย มีทั้งด้านพละกำลัง ว่องไว โจมตี ป้องกัน หรือในบางตัวก็มีครบทุกด้าน แต่ทุกคนล้วนต้องได้รับการชี้แนะและฝึกตน จึงเป็นที่มาของการตั้งสำนักต่างๆ

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้องของหญิงสาว ปลุกให้ฟางเหนียงที่กำลังนั่งหลับตาอย่างใช้ความคิดในอ่างน้ำอุ่นลืมตาขึ้น จากนั้นลุกขึ้นสวมชุดอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะรีบเดินไปเปิดประตูโดยที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีอะไรแต่งแต้มทั้งนั้น เผยให้เห็นใบหน้าของนางที่อ่อนเยาว์

"เจ้า...."

หญิงสาวที่มาเคาะประตูคือคนที่ช่วยนางเมื่อหลายวันก่อน ที่มีคนร้ายลักลอบเข้ามาในสำนัก หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มหน้าตาอีกทั้งยังไม่มีเครื่องประดับ

"เจ้านั้นเอง เข้ามาก่อนสิ"

ฟางเหนียงเอ่ยด้วยความเป็นมิตร นางเห็นสีหน้าของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าตกใจเรื่องอันใด ก็ในบันทึกนั้นมีบอกว่าแต่ก่อนฟางเหนียงชอบแต่งหน้าหนา อีกทั้งยังดูตลกใครจะห้ามก็ไม่ฟัง ตอนนี้หน้านางไม่ได้แต่งแต้มสิ่งใดจึงเผยให้เห็นผิวที่ดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

"ข้าเข้าไปได้หรือ"

หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะนิสัยเช่นนี้ของฟางเหนียงนางเองก็ไม่เคยเห็น ฟางเหนียงยิ้มให้และพยักหน้าเดินเข้าไปก่อน

"ที่ข้ามาวันนี้เพราะข้าได้ยินมาว่าวันนั้นเป็นเจ้าที่เอาตัวบังข้าตอนที่ข้าสลบไปแล้วจนได้รับบาดเจ็บที่แขน"

"เจ้าอย่าได้คิดมากไป เป็นเจ้าต่างหากที่ช่วยและปกป้องข้าจนสลบไป ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะตายไปก่อนเจ้าแล้วก็ได้"

"แต่นั่นเป็นเพราะข้ามีพลังวิญญาณ แต่เจ้ากลับไม่มีอะไรเลย"

หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง ในฐานะที่นางมีพลังวิญญาณเรื่องเช่นนี้สมควรแล้ว แต่ฟางเหนียงนั้นไม่เหมือนกันที่ไม่มีพลังวิญญาณพอที่จะช่วยตนเองหรือนางเลยด้วยซ้ำ ฟางเหนียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด นางพูดเช่นนี้แสดงว่ายังไม่รู้ว่าข้ามีพลังวิญญาณสินะ หญิงสาวคิดไปถึงเหตุการณ์ตอนนั้น และในที่สุดก็นึกได้ว่านางสลบไปก่อน 'ค่อยยังชั่วที่นางไม่เห็น' หญิงเอ่ยกับตนเองในใจ

"เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย ว่าแต่เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ ข้ายังไม่รู้จักเจ้าเลย"

ฟางเหนียงเอ่ยถามไปตามตรงเพราะบอกตรงๆ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางไม่รู้จักใครเลย มันโดดเดี่ยวเกินไปแล้วและอีกอย่างร่างนี้ก็ไม่มีครอบครัวหรือพี่น้องเลย มันช่างเหมือนในโลกเก่าของนาง โดดเดี่ยวอย่างไรก็อย่างนั้นแต่ในตอนนี้นางกลับไม่อยากจบชีวิตเหมือนโลกก่อน นึกเสียว่าสวรรค์ส่งนางให้มาเที่ยวเล่นในโลกที่คนอื่นไม่เคยได้สัมผัสมันแล้วกัน

"ข้ามีนามว่าจ้าวเย่ว"

"ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนชื่อข้าเจ้าน่าจะรู้แล้วล่ะ"

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”

จ้าวเย่วเอ่ยพร้อมเดินออกไปจากห้อง ฟางเหนียงไม่ได้ห้ามหญิงสาวไว้แต่อย่างไร เพราะสภาพตนเองตอนนี้ก็ไม่พร้อมที่จะรับแขกมากเท่าไหร่ เมื่อจ้าวเย่วไปแล้วหญิงสาวก็รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ และแต่งหน้าอย่างบางเบา วันนี้นางอยากออกไปตลาด ในบันทึกบอกว่าที่นี่มีตลาดขนาดใหญ่ นางอยากที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะชุดที่มีมันฉูดฉาดเกินไป นางไม่กล้าสวมใส่มันจริงๆ ทั้งสีเอยอะไรเอย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็เตรียมตัวที่จะเดินออกไป

“เงินล่ะ”

หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างนึกได้ ที่นี่ใช้เหรียญเงินเป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เปิดลิ้นชักออกมา แต่พบว่ามันมีเพียงเหรียญทองอยู่เหรียญเดียว

“มีแค่นี้แล้วข้าจะซื้ออะไรได้บ้างเนี่ย แล้วมันมีค่าเท่าไหร่กัน”

หญิงสาวเอ่ยพลางพลิกมันไปมา เฮ้อแค่ค่าของเงินข้ายังไม่รู้เลยหรือเนี่ย แล้วอย่างนี้จะไปซื้อของอย่างไรกัน หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบเครื่องประดับของตนที่มีอยู่ติดมือไป 2-3 ชิ้น เผื่อไม่พอที่จะจ่ายค่าของจึงจะใช้แลกเปลี่ยนมันเป็นเหรียญเงินซะ

“ของจริงป่ะเนี่ย”

หญิงสาวไม่พูดเปล่าแต่ใช้ปากกัดมันอย่างพิสูจน์ แต่เมื่อคิดว่าอย่างไรเจ้าสำนักหน้าดุผู้นั้นก็คงไม่ปล่อยให้คุณหนูของสำนักต้องใช้ของปลอมเป็นแน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเดินออกจากเรือนพักของตนเองไป หญิงสาวตรงไปที่ตำหนักหลิวรุ่ย ที่เรียกว่าตำหนักเพราะที่นี่ใหญ่เกินกว่าที่จะเรียกเรือน ซึ่งเป็นเรือนที่เจ้าสำนักพักอยู่ที่นี่ ถูกแยกออกมาจากสำนักเพราะต้องการความเงียบสงบ ที่ด้านหลังตำหนักมีน้ำตกดูเงียบสงบ ที่ฟางเหนียงมาที่นี่เป็นเพราะรองเจ้าสำนักอยู่ที่นี่ หลายวันมานี้นางพยายามศึกษาแผนที่และเรือนต่างๆ ของสำนักจนจำได้แม่นจะได้ไม่หลง

“เจ้ามีอันใดถึงได้มาที่นี่ เจ้าสำนักสั่งห้ามว่าไม่ให้เจ้าเข้าตำหนัก”

องครักษ์หน้าตำหนักเข้ามาขวาง

“ข้ามิได้มาหาเจ้าสำนัก เพียงมารอพบท่านรองเจ้าสำนัก เชียวรุ่ยบอกว่าท่านรองเจ้าสำนักมาพบเจ้าสำนักที่นี่”

หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง เพราะก่อนจะออกไปนอกสำนักได้ทุกคนต้องมาขออนุญาตรองเจ้าสำนักก่อนเสมอ

“เช่นนั้นรอสักครู่ แต่ห้ามเจ้าเข้าไปเด็ดขาดรอได้เพียงตรงนี้ด้านนอก”

“รับทราบเจ้าค่ะ”

หญิงสาวล้อเลียนองครักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนัก ดูจากการแต่งกายคงไม่ได้เป็นแค่องครักษ์ธรรมดาเป็นแน่ และก็เป็นอย่างที่คาดผ่านไปเพียงชั่วครู่ ก็มีองครักษ์อีกคนรีบวิ่งเข้ามา

“ขอบคุณท่านอาเหยาที่ช่วยขอรับ” ทหารนายนั้นเดินมาแทนที่องครักษ์ที่ชื่ออาเหยา จึงทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านี่คงต้องเป็นอาเหยาที่เป็นผู้ช่วยเจ้าสำนัก ซึ่งมันมีอยู่ในสมุดบันทึก เพราะเมื่อก่อนร่างนี้เคยมีเรื่องกับอาเหยาไว้เยอะ หรือเรียกว่าอาเหยาเป็นคนคอยกันหญิงสาวไม่ให้เข้าใกล้เจ้าสำนัก มันก็ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะเอ่ยกับนางอย่างไม่เป็นมิตรนัก

“อาเหยาบอกว่าเจ้ามีเรื่องจะคุยกับข้าเช่นนั้นหรือ เหตุใดไม่เข้าไป”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังหญิงสาว ฟางเหนียงรีบหันไปตามเสียงเรียกทันทีพบว่าคือหยงอี๋รองเจ้าสำนัก แต่ตอนนี้กลับไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว แต่ด้านข้างมีเจ้าสำนักมาด้วย

“คารวะเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ มีเพียงหยงอี๋ที่พยักหน้าและยิ้มให้นาง แต่หนิงเฟิ่งกลับไม่ได้สนใจเขาใช้หางตาเหลือบดูเล็กน้อย และเดินเลยนางออกไปจากตำหนัก

“ตกลงเจ้ามีอันใด”

“ข้าจะมาขออนุญาตออกนอกสำนักเจ้าค่ะ”

“ออกไปที่ใดหรือ”

“ไปตลาดเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น เจ้าไปรับป้ายกับเชียวรุ่ยที่หอผดุงคุณธรรมบอกว่าข้าอนุญาตแล้ว”

หยงอี๋เอ่ยอนุญาตอย่างง่ายดาย เพราะหญิงสาวมักออกไปตลาดเช่นนี้บ่อยอยู่แล้ว

ฟางเหนียงจ้างรถมาให้มาส่งที่ตลาด ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็ถึง สำนักเพลิงวิหคอยู่บนเขาส่วนตลาดอยู่ที่ตีนเขา หญิงสาวลงจากรถม้าก็ต้องตกตะลึง นางอยากจะกรี๊ดให้เสียงแหบ นี่มันสวยและครึกครื้นเกินไปแล้วเดิมทีคิดว่าตลาดสมัยก่อนจะต้องดูสกปรกเหมือนที่เคยเห็นในทีวี แต่นี่ทั้งดูสะอาดและของที่ขายก็ดูงดงามและน่าทานไปหมด เสียงของพ่อค้าแม่ขายต่างส่งเสียงเรียกลูกค้าไม่หยุด หญิงสาวหยุดร้านนั้นทีร้านนี้ทีอย่างเพลิดเพลิน นางถามค่าเงินมาจากเชียวรุ่ยผู้ช่วยคนสนิทของรองเจ้าสำนักเรียบร้อยแล้ว โดยให้เหตุผลว่าแต่ก่อนนางมีคนรับใช้คอยดูแลจึงทำให้ไม่รู้ ถึงเหตุผลมันจะดูโง่งมไปหน่อย แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องยอมให้คนอื่นดูแคลน เดิมทีก็ไม่ได้ดูดีในสายตาของคนในสำนักอยู่แล้วแค่นี้ก็คงไม่เป็นอันใด

1 เหรียญทอง เท่ากับ 10 เหรียญเงิน 1 เหรียญเงิน เท่ากับ 10 เหรียญทองแดง คราแรกนางคิดว่ามันเยอะแต่เมื่อมาใช้จ่ายจริงๆ กลับรู้ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ เพราะของส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกกังวลเพราะเช่นไรก็สามารถขายเครื่องประดับของตนได้ เหรียญที่มีตอนนี้เริ่มลดไปมากแล้วกับการซื้อของกิน หญิงสาวจึงมองหาร้านเครื่องประดับเพื่อจะแลกมันเป็นเหรียญเงินเพราะที่นี่ร้านรับซื้อและขายเป็นร้านเดียวกัน และก็มีมากมายหลายร้านเต็มไปหมด

“ร้านนี้แล้วกัน”

หญิงสาวเอ่ยกับตนเองก่อนที่จะเดินเข้าร้านไป ร้านนี้ดูไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปอีกทั้งยังมีผู้คนเข้าออกตลอด น่าจะให้ราคาดี

“ไอ้หยา คุณหนูฟางเหนียง ข้าไม่เห็นท่านมาเป็นแรมเดือนยังคิดว่าท่านเปลี่ยนจากร้านข้าไปซื้อร้านอื่นเสียแล้ว”

เถ้าแก่ออกมาต้อนรับหญิงสาวอย่างดี ฟางเหนียงทำตัวไม่ถูก เพราะตนนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนมีเพียงเจ้าของร่างนี้เท่านั้นที่รู้จัก

“วันนี้ท่านมาคนเดียวหรือขอรับ”

“เจ้าค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยรับอย่างง่ายดาย ปกติหากนางออกมาข้างนอกจะมีคนรับใช้ข้างกาย และองครักษ์อีก 1 แต่คนเหล่านั้นกลับถูกไล่ออกไปแล้ว เนื่องจากมีโทษที่ไม่ห้ามหญิงสาวทำตัวไม่ดี อีกทั้งยังเห็นด้วย จึงทำให้นางโดดเดี่ยวเช่นนี้

ฟางเหนียงเอ่ยคุยกับเจ้าของร้านด้านหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าในร้านตอนนี้หนิงเฟิ่งเจ้าสำนักเพลิงวิหคเองก็อยู่ในร้านด้วยเช่นกัน เขาตั้งใจมาเลือกซื้อเครื่องประดับเพื่อให้หญิงสาวที่เขาชมชอบ และกำลังยืนฟังทั้งคู่คุยกัน

“ไม่เป็นไรๆ วันนี้มีเครื่องประดับเข้ามาใหม่ทั้งนั้นเลย ท่านจะดูสิ่งไหนขอรับ”

“เอ่อ….คือว่า…วันนี้ข้ามิได้มาซื้อแต่มาขาย”

หญิงสาวเอ่ยออกไปในที่สุด นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ดูจากท่าทางของเถ้าแก่ร้านแล้วร่างนี้คงเป็นลูกค้าประจำที่สร้างเงินให้ร้านนี้ไม่น้อยเป็นแน่ แต่วันนี้กลับนำมาขายเหมือนคนไม่มีอันจะกินเสียอย่างนั้น แล้วจะให้ทำเช่นไรก็นางไม่มีเงินหนิ เถ้าแก่ที่ยิ้มกว้างเมื่อสักครู่ ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวถึงกับต้องหุบยิ้มลง

“ขะ…ขายเช่นนั้นหรือ”

“ใช่ข้ามาขาย ท่านช่วยดูให้ข้าทีว่าชิ้นนี้พอขายได้กี่เหรียญ”

หญิงสาวเอ่ยพลางยื่นปิ่นทองไปให้เถ้าแก่ร้าน เถ้าแก่ร้านถึงกับเหงื่อตก หนิงเฟิ่งที่แอบฟังอยู่ถึงกับกำหมัดแน่นและเดินออกมาทางหญิงสาวทันที เขาคว้าข้อมือหญิงสาวและไม่ลืมที่จะนำปิ่นชิ้นนั้นกลับมาด้วย จากนั้นลากนางออกจากร้านในทันที

“ท่านเจ้าสำนัก”

ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ และพยายามแกะมือเขา ชายหนุ่มไม่เพียงไม่ปล่อยแต่บีบมือหญิงสาวแน่นกว่าเดิมด้วยความโมโห

“ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ ปล่อยข้านะ”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงสั่น แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มปล่อยจนถึงบริเวณที่ปลอดผู้คนจึงยอมปล่อยแต่โดยดี

“ท่านเป็นบ้าหรืออย่างไร”

หญิงสาวเอ่ยอย่างเหลืออดเมื่อเขาปล่อยมือ ทำให้ปรากฏรอยช้ำสีแดงเป็นรอยนิ้วชายหนุ่มที่ข้อมือ

“เจ้าสิบ้า สำนักข้าเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีหรืออย่างไรถึงขนาดต้องนำมาขายเช่นนี้”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังใส่หญิงสาว

“เงินที่เจ้าใช้ในแต่ละเดือนมากเสียกว่าเงินของศิษย์ในสำนักรวมกัน 10 คนเสียอีก”

“ข้าทำให้ท่านขายหน้าหรือเจ้าคะ”

หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเบา นางมีน้ำตาคลอเล็กน้อยที่ชายหนุ่มตะคอกนาง ใครจะรู้ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายเช่นนี้กัน

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าข้าขายหน้าหรือไม่ แต่เมื่อไหร่เจ้าจะหยุดสร้างปัญหาเสียที หญิงที่ไร้ประโยชน์เช่นเจ้าเหตุใดถึงสร้างปัญหาไม่รู้จบเสียที ต่อไปนี้หากเจ้าใช้เงินในแต่ละเดือนหมดก็ห้ามออกนอกสำนักหรือแม้แต่นำของออกมาขายอีก”

ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังใส่หน้าหญิงสาว จากนั้นเดินขึ้นรถม้าไป ฟางเหนียงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ความรู้สึกน้อยใจพรั่งพรูออกมาเป็นหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไม่ให้ร้องให้ต่อหน้าเขา

“แล้วข้าจะรู้ได้เช่นไร ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายถึงแม้ว่ามันจะคือของของข้าก็ตาม”

หญิงสาวเอ่ยอย่างตัดพ้อก่อนที่จะยกมือของตนปาดน้ำตาลวกๆ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 64 จบบริบูรณ์

    สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 63 ของขวัญสหายทำให้เกิดเรื่อง (NC)

    แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 62 คืนเข้าหอ (NC)

    ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 61 พระราชทานสมรส

    จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 60 ข้อแลกเปลี่ยน

    ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 59 แต่งงานกับข้านะ

    ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 40 พลังวิญญาณเจ้าอยู่ระดับใด

    แววตาที่เต็มไปด้วยความน่าสงสารจ้องมองเจียวหมิงเฉิน ที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเองเรื่อยๆ ในใจเจ็บปวดเพราะความผิดหวัง ชายที่ตนเองรักและเฝ้ารอคอยมาเนินนานกลับมิใยดีกับนางเลยแม้แต่น้อย แล้วที่ผ่านมาเป็นนางที่เข้าใจผิดเข้าข้างตนเองในการกระทำของชายหนุ่ม หรือเขาเองก็เคยมีใจให้นางเช่นกัน สิ่งที่เขาเคยทำให้นางน

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 14 สำนักถูกลอบโจมตี

    สายลมอ่อนๆในช่วงเย็นของวันพัดกิ่งไม้ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงลม ทำให้นกน้อยทรงตัวไม้อยู่และบินออกไปในที่สุด การเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเมื่อสักครู่ไม่ส่งผลหรือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของที่นี่เลยแม้แต่น้อย ใบไม่สีเขียวจากการจากไปของนกน้อยคล่อยๆล่วงล่นลงมาตามสายลม มือเรียวบางยื่นมือไปกลางอากาส ใช

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 13 เจ้าอาบน้ำบางหรือไม่

    ภายในรถม้าบรรยากาศภายในรถม้าถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบหลังรถม้าออกเคลื่อนตัวจนเวลาผ่านไปเกือบ 1เค่อแล้ว ไม่มีใครเอ่ยปากก่อนได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงของล้อรถม้าที่กระทบกับหินครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตางามเหลือบไปทางคนตัวโตที่แสดงหน้าเย็นชาเช่นเดิมอย่างเป็นประจำ ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างรวบรวมความกล้า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่12 ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ

    "ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง"เสร็จแล้วๆ""เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว"ไปกันเถอะ"วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status