หน้าหลัก / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 3 ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ

แชร์

ตอนที่ 3 ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-14 07:58:41

ภายในอ่างน้ำที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ อากาศเย็นในช่วงปลายฤดูสารท เมื่อสัมผัสกับน้ำอุ่นๆ ในอ่างไม้ทำให้มีควันล่องลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องอาบน้ำ หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผิวขาวเนียนกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วผูกเป็นปม ในมือถือสมุดที่ดูเก่าเป็นอย่างมาก เหมือนผ่านการใช้งานนับไม่ถ้วน

"โถ่ววว ร่างนี้ทำตัวโง่เง่าขนาดนี้ไปได้อย่างไร ขืนให้ข้าอยู่ในร่างนี้ต่อไปหากต้องไปเจอผู้คนด้านนอก คงต้องหาอะไรมาคลุมหัวเป็นแน่ ข้าอายในความโง่จริงๆ"

ฟางเหนียงอุทานออกมาอย่างเหลืออด จากนั้นปิดสมุดบันทึกและหลับตาลงแช่น้ำอุ่นอย่างสบายใจ หนังสือเล่มนี้นางเก็บได้เมื่อวันก่อนตอนเดินสำรวจห้องนี้ มันคือสมุดบันทึกของสาวใช้ที่เคยดูแลฟางเหนียงก่อนที่นางจะเข้ามาในร่างนี้ ทั้งนิสัยและเรื่องราวต่างๆ ที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนทำให้เจ้าสำนักสนใจ อย่างเช่นเรื่องเรียกร้องความสนใจโดยการถูกทำร้าย ทำขนมไปให้ตามเอาใจเขาแต่กลับถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา หรือคอยรังควานหญิงสาวที่มาเข้าใกล้ชายหนุ่ม นางก็จะคอยดักทำร้าย การกระทำต่างๆ ไม่มีชั้นเชิงสักนิด มองจากดาวอังคารก็รู้ว่านางโง่เง่ามากแค่ไหน

"ฟางเหนียงนะฟางเหนียง ความสามารถก็ไม่มีจนผู้คนเรียกว่าตัวไร้ค่า แต่กลับมั่นใจว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่นเช่นนี้หากไม่เรียกว่าเจ้าไม่มีสมองก็คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ"

ในบันทึกยังเล่าถึงเรื่องราวในโลกนี้อีกด้วย สิ่งนี้ยังพอมีประโยชน์กับนางในอนาคต นั่นก็คือโลกนี้ผู้คนที่นี่เรียกว่าโลกของพลังวิญญาณ ถูกปกครองเป็นเมืองๆ ไป โดยมีทั้งหมด 5 เมืองทั่วทั้งแผ่นดิน สำนักเพลิงวิหคแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหนานซาง ผู้คนส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพเหมือนอย่างคนทั่วไปในยุคอดีต และโลกของพลังวิญญาณนี้เองทำให้คนส่วนหนึ่งของที่นี่มีพลังวิญญาณของสัตว์อย่างที่นางเคยเจอเมื่อหลายวันก่อน กล่าวคือเมื่ออายุถึงเกณฑ์เด็กทุกคนจะถูกปลุกพลังโดยคนที่มีความสามารถ ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ทำพิธีปลุกพลังวิญญาณ ผู้ใดที่ถูกปลุกแล้วมีพลังวิญญาณก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถเหนือคน คนที่มีพลังวิญญาณไม่ได้มีทุกคน มีเพียง 4 ใน 10 ส่วนของผู้คนทั่วทั้งโลกแห่งนี้เท่านั้นที่มีพลังวิญญาณ

พลังวิญญาณอยู่ในรูปของสัตว์แต่ละชนิด แต่ละคนจะไม่เหมือนกันตามการสืบทอดทางสายเลือดของแต่ละคนจากบิดาหรือมารดา แต่ก็มีในบางคนที่บิดามารดาไม่ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกจนมีพลังวิญญาณได้ กล่าวคือพลังวิญญาณนั้นขึ้นอยู่กับตัวคนนั่นเอง พลังวิญญาณขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่สัตว์ชนิดนั้นๆ และความสามารถก็ยังแตกต่างกันด้วย มีทั้งด้านพละกำลัง ว่องไว โจมตี ป้องกัน หรือในบางตัวก็มีครบทุกด้าน แต่ทุกคนล้วนต้องได้รับการชี้แนะและฝึกตน จึงเป็นที่มาของการตั้งสำนักต่างๆ

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้องของหญิงสาว ปลุกให้ฟางเหนียงที่กำลังนั่งหลับตาอย่างใช้ความคิดในอ่างน้ำอุ่นลืมตาขึ้น จากนั้นลุกขึ้นสวมชุดอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะรีบเดินไปเปิดประตูโดยที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีอะไรแต่งแต้มทั้งนั้น เผยให้เห็นใบหน้าของนางที่อ่อนเยาว์

"เจ้า...."

หญิงสาวที่มาเคาะประตูคือคนที่ช่วยนางเมื่อหลายวันก่อน ที่มีคนร้ายลักลอบเข้ามาในสำนัก หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มหน้าตาอีกทั้งยังไม่มีเครื่องประดับ

"เจ้านั้นเอง เข้ามาก่อนสิ"

ฟางเหนียงเอ่ยด้วยความเป็นมิตร นางเห็นสีหน้าของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าตกใจเรื่องอันใด ก็ในบันทึกนั้นมีบอกว่าแต่ก่อนฟางเหนียงชอบแต่งหน้าหนา อีกทั้งยังดูตลกใครจะห้ามก็ไม่ฟัง ตอนนี้หน้านางไม่ได้แต่งแต้มสิ่งใดจึงเผยให้เห็นผิวที่ดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

"ข้าเข้าไปได้หรือ"

หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะนิสัยเช่นนี้ของฟางเหนียงนางเองก็ไม่เคยเห็น ฟางเหนียงยิ้มให้และพยักหน้าเดินเข้าไปก่อน

"ที่ข้ามาวันนี้เพราะข้าได้ยินมาว่าวันนั้นเป็นเจ้าที่เอาตัวบังข้าตอนที่ข้าสลบไปแล้วจนได้รับบาดเจ็บที่แขน"

"เจ้าอย่าได้คิดมากไป เป็นเจ้าต่างหากที่ช่วยและปกป้องข้าจนสลบไป ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะตายไปก่อนเจ้าแล้วก็ได้"

"แต่นั่นเป็นเพราะข้ามีพลังวิญญาณ แต่เจ้ากลับไม่มีอะไรเลย"

หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง ในฐานะที่นางมีพลังวิญญาณเรื่องเช่นนี้สมควรแล้ว แต่ฟางเหนียงนั้นไม่เหมือนกันที่ไม่มีพลังวิญญาณพอที่จะช่วยตนเองหรือนางเลยด้วยซ้ำ ฟางเหนียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด นางพูดเช่นนี้แสดงว่ายังไม่รู้ว่าข้ามีพลังวิญญาณสินะ หญิงสาวคิดไปถึงเหตุการณ์ตอนนั้น และในที่สุดก็นึกได้ว่านางสลบไปก่อน 'ค่อยยังชั่วที่นางไม่เห็น' หญิงเอ่ยกับตนเองในใจ

"เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย ว่าแต่เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ ข้ายังไม่รู้จักเจ้าเลย"

ฟางเหนียงเอ่ยถามไปตามตรงเพราะบอกตรงๆ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางไม่รู้จักใครเลย มันโดดเดี่ยวเกินไปแล้วและอีกอย่างร่างนี้ก็ไม่มีครอบครัวหรือพี่น้องเลย มันช่างเหมือนในโลกเก่าของนาง โดดเดี่ยวอย่างไรก็อย่างนั้นแต่ในตอนนี้นางกลับไม่อยากจบชีวิตเหมือนโลกก่อน นึกเสียว่าสวรรค์ส่งนางให้มาเที่ยวเล่นในโลกที่คนอื่นไม่เคยได้สัมผัสมันแล้วกัน

"ข้ามีนามว่าจ้าวเย่ว"

"ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนชื่อข้าเจ้าน่าจะรู้แล้วล่ะ"

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”

จ้าวเย่วเอ่ยพร้อมเดินออกไปจากห้อง ฟางเหนียงไม่ได้ห้ามหญิงสาวไว้แต่อย่างไร เพราะสภาพตนเองตอนนี้ก็ไม่พร้อมที่จะรับแขกมากเท่าไหร่ เมื่อจ้าวเย่วไปแล้วหญิงสาวก็รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ และแต่งหน้าอย่างบางเบา วันนี้นางอยากออกไปตลาด ในบันทึกบอกว่าที่นี่มีตลาดขนาดใหญ่ นางอยากที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะชุดที่มีมันฉูดฉาดเกินไป นางไม่กล้าสวมใส่มันจริงๆ ทั้งสีเอยอะไรเอย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็เตรียมตัวที่จะเดินออกไป

“เงินล่ะ”

หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างนึกได้ ที่นี่ใช้เหรียญเงินเป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เปิดลิ้นชักออกมา แต่พบว่ามันมีเพียงเหรียญทองอยู่เหรียญเดียว

“มีแค่นี้แล้วข้าจะซื้ออะไรได้บ้างเนี่ย แล้วมันมีค่าเท่าไหร่กัน”

หญิงสาวเอ่ยพลางพลิกมันไปมา เฮ้อแค่ค่าของเงินข้ายังไม่รู้เลยหรือเนี่ย แล้วอย่างนี้จะไปซื้อของอย่างไรกัน หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบเครื่องประดับของตนที่มีอยู่ติดมือไป 2-3 ชิ้น เผื่อไม่พอที่จะจ่ายค่าของจึงจะใช้แลกเปลี่ยนมันเป็นเหรียญเงินซะ

“ของจริงป่ะเนี่ย”

หญิงสาวไม่พูดเปล่าแต่ใช้ปากกัดมันอย่างพิสูจน์ แต่เมื่อคิดว่าอย่างไรเจ้าสำนักหน้าดุผู้นั้นก็คงไม่ปล่อยให้คุณหนูของสำนักต้องใช้ของปลอมเป็นแน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเดินออกจากเรือนพักของตนเองไป หญิงสาวตรงไปที่ตำหนักหลิวรุ่ย ที่เรียกว่าตำหนักเพราะที่นี่ใหญ่เกินกว่าที่จะเรียกเรือน ซึ่งเป็นเรือนที่เจ้าสำนักพักอยู่ที่นี่ ถูกแยกออกมาจากสำนักเพราะต้องการความเงียบสงบ ที่ด้านหลังตำหนักมีน้ำตกดูเงียบสงบ ที่ฟางเหนียงมาที่นี่เป็นเพราะรองเจ้าสำนักอยู่ที่นี่ หลายวันมานี้นางพยายามศึกษาแผนที่และเรือนต่างๆ ของสำนักจนจำได้แม่นจะได้ไม่หลง

“เจ้ามีอันใดถึงได้มาที่นี่ เจ้าสำนักสั่งห้ามว่าไม่ให้เจ้าเข้าตำหนัก”

องครักษ์หน้าตำหนักเข้ามาขวาง

“ข้ามิได้มาหาเจ้าสำนัก เพียงมารอพบท่านรองเจ้าสำนัก เชียวรุ่ยบอกว่าท่านรองเจ้าสำนักมาพบเจ้าสำนักที่นี่”

หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง เพราะก่อนจะออกไปนอกสำนักได้ทุกคนต้องมาขออนุญาตรองเจ้าสำนักก่อนเสมอ

“เช่นนั้นรอสักครู่ แต่ห้ามเจ้าเข้าไปเด็ดขาดรอได้เพียงตรงนี้ด้านนอก”

“รับทราบเจ้าค่ะ”

หญิงสาวล้อเลียนองครักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนัก ดูจากการแต่งกายคงไม่ได้เป็นแค่องครักษ์ธรรมดาเป็นแน่ และก็เป็นอย่างที่คาดผ่านไปเพียงชั่วครู่ ก็มีองครักษ์อีกคนรีบวิ่งเข้ามา

“ขอบคุณท่านอาเหยาที่ช่วยขอรับ” ทหารนายนั้นเดินมาแทนที่องครักษ์ที่ชื่ออาเหยา จึงทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านี่คงต้องเป็นอาเหยาที่เป็นผู้ช่วยเจ้าสำนัก ซึ่งมันมีอยู่ในสมุดบันทึก เพราะเมื่อก่อนร่างนี้เคยมีเรื่องกับอาเหยาไว้เยอะ หรือเรียกว่าอาเหยาเป็นคนคอยกันหญิงสาวไม่ให้เข้าใกล้เจ้าสำนัก มันก็ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะเอ่ยกับนางอย่างไม่เป็นมิตรนัก

“อาเหยาบอกว่าเจ้ามีเรื่องจะคุยกับข้าเช่นนั้นหรือ เหตุใดไม่เข้าไป”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังหญิงสาว ฟางเหนียงรีบหันไปตามเสียงเรียกทันทีพบว่าคือหยงอี๋รองเจ้าสำนัก แต่ตอนนี้กลับไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว แต่ด้านข้างมีเจ้าสำนักมาด้วย

“คารวะเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ มีเพียงหยงอี๋ที่พยักหน้าและยิ้มให้นาง แต่หนิงเฟิ่งกลับไม่ได้สนใจเขาใช้หางตาเหลือบดูเล็กน้อย และเดินเลยนางออกไปจากตำหนัก

“ตกลงเจ้ามีอันใด”

“ข้าจะมาขออนุญาตออกนอกสำนักเจ้าค่ะ”

“ออกไปที่ใดหรือ”

“ไปตลาดเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น เจ้าไปรับป้ายกับเชียวรุ่ยที่หอผดุงคุณธรรมบอกว่าข้าอนุญาตแล้ว”

หยงอี๋เอ่ยอนุญาตอย่างง่ายดาย เพราะหญิงสาวมักออกไปตลาดเช่นนี้บ่อยอยู่แล้ว

ฟางเหนียงจ้างรถมาให้มาส่งที่ตลาด ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็ถึง สำนักเพลิงวิหคอยู่บนเขาส่วนตลาดอยู่ที่ตีนเขา หญิงสาวลงจากรถม้าก็ต้องตกตะลึง นางอยากจะกรี๊ดให้เสียงแหบ นี่มันสวยและครึกครื้นเกินไปแล้วเดิมทีคิดว่าตลาดสมัยก่อนจะต้องดูสกปรกเหมือนที่เคยเห็นในทีวี แต่นี่ทั้งดูสะอาดและของที่ขายก็ดูงดงามและน่าทานไปหมด เสียงของพ่อค้าแม่ขายต่างส่งเสียงเรียกลูกค้าไม่หยุด หญิงสาวหยุดร้านนั้นทีร้านนี้ทีอย่างเพลิดเพลิน นางถามค่าเงินมาจากเชียวรุ่ยผู้ช่วยคนสนิทของรองเจ้าสำนักเรียบร้อยแล้ว โดยให้เหตุผลว่าแต่ก่อนนางมีคนรับใช้คอยดูแลจึงทำให้ไม่รู้ ถึงเหตุผลมันจะดูโง่งมไปหน่อย แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องยอมให้คนอื่นดูแคลน เดิมทีก็ไม่ได้ดูดีในสายตาของคนในสำนักอยู่แล้วแค่นี้ก็คงไม่เป็นอันใด

1 เหรียญทอง เท่ากับ 10 เหรียญเงิน 1 เหรียญเงิน เท่ากับ 10 เหรียญทองแดง คราแรกนางคิดว่ามันเยอะแต่เมื่อมาใช้จ่ายจริงๆ กลับรู้ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ เพราะของส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกกังวลเพราะเช่นไรก็สามารถขายเครื่องประดับของตนได้ เหรียญที่มีตอนนี้เริ่มลดไปมากแล้วกับการซื้อของกิน หญิงสาวจึงมองหาร้านเครื่องประดับเพื่อจะแลกมันเป็นเหรียญเงินเพราะที่นี่ร้านรับซื้อและขายเป็นร้านเดียวกัน และก็มีมากมายหลายร้านเต็มไปหมด

“ร้านนี้แล้วกัน”

หญิงสาวเอ่ยกับตนเองก่อนที่จะเดินเข้าร้านไป ร้านนี้ดูไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปอีกทั้งยังมีผู้คนเข้าออกตลอด น่าจะให้ราคาดี

“ไอ้หยา คุณหนูฟางเหนียง ข้าไม่เห็นท่านมาเป็นแรมเดือนยังคิดว่าท่านเปลี่ยนจากร้านข้าไปซื้อร้านอื่นเสียแล้ว”

เถ้าแก่ออกมาต้อนรับหญิงสาวอย่างดี ฟางเหนียงทำตัวไม่ถูก เพราะตนนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนมีเพียงเจ้าของร่างนี้เท่านั้นที่รู้จัก

“วันนี้ท่านมาคนเดียวหรือขอรับ”

“เจ้าค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยรับอย่างง่ายดาย ปกติหากนางออกมาข้างนอกจะมีคนรับใช้ข้างกาย และองครักษ์อีก 1 แต่คนเหล่านั้นกลับถูกไล่ออกไปแล้ว เนื่องจากมีโทษที่ไม่ห้ามหญิงสาวทำตัวไม่ดี อีกทั้งยังเห็นด้วย จึงทำให้นางโดดเดี่ยวเช่นนี้

ฟางเหนียงเอ่ยคุยกับเจ้าของร้านด้านหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าในร้านตอนนี้หนิงเฟิ่งเจ้าสำนักเพลิงวิหคเองก็อยู่ในร้านด้วยเช่นกัน เขาตั้งใจมาเลือกซื้อเครื่องประดับเพื่อให้หญิงสาวที่เขาชมชอบ และกำลังยืนฟังทั้งคู่คุยกัน

“ไม่เป็นไรๆ วันนี้มีเครื่องประดับเข้ามาใหม่ทั้งนั้นเลย ท่านจะดูสิ่งไหนขอรับ”

“เอ่อ….คือว่า…วันนี้ข้ามิได้มาซื้อแต่มาขาย”

หญิงสาวเอ่ยออกไปในที่สุด นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ดูจากท่าทางของเถ้าแก่ร้านแล้วร่างนี้คงเป็นลูกค้าประจำที่สร้างเงินให้ร้านนี้ไม่น้อยเป็นแน่ แต่วันนี้กลับนำมาขายเหมือนคนไม่มีอันจะกินเสียอย่างนั้น แล้วจะให้ทำเช่นไรก็นางไม่มีเงินหนิ เถ้าแก่ที่ยิ้มกว้างเมื่อสักครู่ ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวถึงกับต้องหุบยิ้มลง

“ขะ…ขายเช่นนั้นหรือ”

“ใช่ข้ามาขาย ท่านช่วยดูให้ข้าทีว่าชิ้นนี้พอขายได้กี่เหรียญ”

หญิงสาวเอ่ยพลางยื่นปิ่นทองไปให้เถ้าแก่ร้าน เถ้าแก่ร้านถึงกับเหงื่อตก หนิงเฟิ่งที่แอบฟังอยู่ถึงกับกำหมัดแน่นและเดินออกมาทางหญิงสาวทันที เขาคว้าข้อมือหญิงสาวและไม่ลืมที่จะนำปิ่นชิ้นนั้นกลับมาด้วย จากนั้นลากนางออกจากร้านในทันที

“ท่านเจ้าสำนัก”

ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ และพยายามแกะมือเขา ชายหนุ่มไม่เพียงไม่ปล่อยแต่บีบมือหญิงสาวแน่นกว่าเดิมด้วยความโมโห

“ท่านเจ้าสำนักข้าเจ็บ ปล่อยข้านะ”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงสั่น แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มปล่อยจนถึงบริเวณที่ปลอดผู้คนจึงยอมปล่อยแต่โดยดี

“ท่านเป็นบ้าหรืออย่างไร”

หญิงสาวเอ่ยอย่างเหลืออดเมื่อเขาปล่อยมือ ทำให้ปรากฏรอยช้ำสีแดงเป็นรอยนิ้วชายหนุ่มที่ข้อมือ

“เจ้าสิบ้า สำนักข้าเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีหรืออย่างไรถึงขนาดต้องนำมาขายเช่นนี้”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังใส่หญิงสาว

“เงินที่เจ้าใช้ในแต่ละเดือนมากเสียกว่าเงินของศิษย์ในสำนักรวมกัน 10 คนเสียอีก”

“ข้าทำให้ท่านขายหน้าหรือเจ้าคะ”

หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเบา นางมีน้ำตาคลอเล็กน้อยที่ชายหนุ่มตะคอกนาง ใครจะรู้ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายเช่นนี้กัน

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าข้าขายหน้าหรือไม่ แต่เมื่อไหร่เจ้าจะหยุดสร้างปัญหาเสียที หญิงที่ไร้ประโยชน์เช่นเจ้าเหตุใดถึงสร้างปัญหาไม่รู้จบเสียที ต่อไปนี้หากเจ้าใช้เงินในแต่ละเดือนหมดก็ห้ามออกนอกสำนักหรือแม้แต่นำของออกมาขายอีก”

ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังใส่หน้าหญิงสาว จากนั้นเดินขึ้นรถม้าไป ฟางเหนียงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ความรู้สึกน้อยใจพรั่งพรูออกมาเป็นหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไม่ให้ร้องให้ต่อหน้าเขา

“แล้วข้าจะรู้ได้เช่นไร ว่าห้ามนำของมีค่ามาขายถึงแม้ว่ามันจะคือของของข้าก็ตาม”

หญิงสาวเอ่ยอย่างตัดพ้อก่อนที่จะยกมือของตนปาดน้ำตาลวกๆ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 30 แล้วเจ้าแน่ใจได้เช่นไรว่าข้ามิได้ชอบเจ้า

    วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 29 เจ้าใช่ฟางเหนียงจริงๆหรือ

    บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 28 ท่านเจ้าสำนักนี่มันใกล้เกินไปหรือไม่เจ้าคะ

    บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 27 เจ้ายังใช่ฟางเหนียงที่ข้าเคยรู้จักอยู่หรือไม่

    ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 26 ข้าอยากให้โอกาสคนผู้หนึ่ง

    "อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 25 การประลองเดินหมาก

    เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status