LOGINกาลก่อนมาจุติภพชาตินี้
อัญญาวดีนาคี พระธิดาบุญธรรมของพญาอนันตนาคราชได้แอบหนีขึ้นมาเล่นน้ำแห่งหนึ่งบนเมืองมนุษย์ ระหว่างที่อัญญาวดีนาคีกำลังเล่นน้ำอยู่นั้น แม่ทัพนครินทร์นำกำลังทหารจากคีรวันนครมุ่งหน้าสู่สกุณานคร เพื่อเชิญเสด็จพระธิดาศกุนตลา พระธิดาบุญธรรมของเจ้าเมืองสกุณา ทั้งสองเมืองนี้ได้เกี่ยวดองกันไม่นาน พระธิดาศกุนตลารักแม่ทัพนครินทร์เพียงฝ่ายเดียว
ในช่วงการเดินทางกลับคีรวันนครนั้น พระธิดาศกุนตลารู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง จึงขอแม่ทัพนครินทร์พักบริเวณใกล้น้ำตกแห่งหนึ่งและบังเอิญเป็นน้ำตกที่อัญญาวดีนาคีขึ้นมาเล่นน้ำ
ระหว่างพักการเดินทาง แม่ทัพนครินทร์เดินเล่นแถวๆที่พัก บังเอิญเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานบริเวณนั้น พร้อมทั้งมีหญิงสาวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นบริวารของหญิงสาวที่กำลังเล่นน้ำอยู่ แม่ทัพนครินทร์ได้แอบมองหญิงสาวผู้นั้นอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมองดูแม่ทัพนครินทร์ด้วยแววตามาดร้าย
“หญิงผู้นั้นคือใครกัน” พระธิดาศกุนตลากล่าวขึ้นด้วยความโกรธแค้น หึงหวง เพราะพระสวามีของตนมองหญิงอื่น แถมแววตาที่มองนั้น ช่างดูหลงใหลในตัวหญิงสาวผู้นั้นเหลือเกิน
ฉับพลัน!! เกิดน้ำวนขนาดใหญ่พร้อมเสียงอันทรงพลังอย่างน่าเกรงกลัว
“พวกเจ้ากลับเมืองบาดาลเดี๋ยวนี้” เสียงอันทรงพลังอย่างน่าเกรงกลัวนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดแถวนั้นได้ยินเสียงสักคน นอกจากอัญญาวดีนาคีพร้อมบริวาร
“เจ้ากล้าดียังไงถึงกล้าขัดคำสั่ง หนีขึ้นไปเล่นน้ำบนเมืองมนุษย์ อัญญาวดี” พญาอนันตนาคราชทรงกริ้วมากที่พระธิดาบุญธรรมของพระองค์กล้าขัดคำสั่ง
“ลูกขอโทษเพค่ะ” อัญญาวดีนาคีกล่าวด้วยความเกรงกลัวพญาอนันตนาคราช
“เจ้าจงกลับไปยังตำหนักของเจ้า อย่าคิดว่าพ่อไม่กล้าทำโทษเจ้า อัญญาวดี” พญาอนันตนาคราชออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดกับพระธิดาบุญธรรมผู้นี้ของพระองค์
“เพค่ะท่านพ่อ” อัญญาวดีนาคีกล่าวพร้อมร้องไห้สะอื้น
“เจ้ารู้ตัวบ้างไหมว่าเภทภัยกำลังมาถึงตัวเจ้า อัญญาวดี” พญาอนันตนาคราชกล่าวขึ้นเบาๆเพียงผู้เดียวหลังจากอัญญาวดีนาคีกลับไปยังตำหนักตน
วันและคืนผ่านล่วงเลยไปไม่นาน อัญญาวดีนาคีแอบหนีขึ้นไปบนเมืองมนุษย์ สถานที่ตนเคยมาก่อนหน้านี้ โดยไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรถึงอยากขึ้นมาบนเมืองมนุษย์
“ชาตินี้ข้าจะได้พบนางอีกหรือไม่” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นเบาๆ ท่ามกลางสายน้ำไหลผ่าน
“นางคือใครกัน ทำไมใจของข้านั้นถึงได้ห้วงคะนึงถึงนางเพียงนี้” ชายหนุ่มเพ้อหาหญิงสาวอยู่สักพักใหญ่ ก็มีใครบางคนโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ จนชายหนุ่มสะดุ้งตกใจ
“ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านตกใจ ข้าไม่ทันเห็นท่านอยู่ตรงนี้” เมื่อชายหนุ่มหันหน้ามามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างชัดๆ ก็ต้องตกตะลึง เพราะหญิงสาวผู้นี้คือหญิงสาวคนเดียวกันกับที่ชายหนุ่มกำลังเพ้อคะนึงหา เมื่อตาสบตากัน หัวใจก็เต้นแรงด้วยกันทั้งคู่ จนเผลอจุมพิตกันอย่างเร่าร้อนโดยไม่รู้ตัว อัญญาวดีนาคีตั้งสติได้แล้วจึงกล่าวกับชายหนุ่มผู้นั้นว่า “นี่ท่านทำอะไรข้า” ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่วางตาและเห็นใบหน้าของเธอแดงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มรู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้ช่างงดงามมากจริงๆ งดงามมากเกินห้ามใจ จึงสวมกอดหญิงสาวไว้แน่น มือหนาลูบไล้ไปทั่วผิวกายนวลนิ่มอย่างอ่อนโยน ค่อยๆสัมผัสไปยังทุกจุดบนร่างหญิงสาวอย่างแผ่วเบา
“ข้าขออภัย ข้าอดใจไม่ไหว ข้าคิดถึงเจ้า ข้ามาที่นี่เพื่ออยากเจอเจ้า แต่ข้าก็ไม่เคยเจอเจ้าเลยสักวัน เพิ่งมาเจอเจ้าวันนี้” ชายหนุ่มรีบกล่าวขอโทษพร้อมชี้แจงเหตุผลที่ได้ล่วงเกิน
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือ แต่ทำไมข้าจำท่านไม่ได้” หญิงสาวกล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจและรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ช่างดูสง่างามจริงๆ
“ข้าเคยเจอเจ้า ณ สายน้ำแห่งนี้ แต่เจ้าคงไม่เห็นข้า เพราะข้าบังเอิญมาเจอเจ้าและเฝ้ามองเจ้าเล่นน้ำอยู่” ชายหนุ่มกล่าวตอบข้อสงสัยของหญิงสาว
กลับมาภพชาติของอัญรินทร์มณีนาคี
แสงสว่างเรืองรองส่องประกายลงมาจากฟากฟ้า บ่งบอกว่าถึงเวลาของอัญรินทร์มณีนาคีต้องไปจุติบนเมืองมนุษย์ตามคำขอของตัวเธอเอง
ณ เมืองมนุษย์
แสงจันทร์จากฟากฟ้าส่องสว่างนวลตา ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงสว่างสวยงาม เสียงเด็กแรกเกิดร้องดังขึ้นท่ามกลางความดีใจของพ่อแม่คู่หนึ่ง
“อัณณ์ณิชาลูกแม่ ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน แม่เฝ้ารอเห็นหน้าลูกมาตั้งหลายเดือน ลูกชั่งน่ารักน่าชังเหลือเกิน ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่” ผู้เป็นแม่กล่าวขึ้นเมื่อได้เห็นหน้าบุตรสาวของตนเอง
“อัญรินทร์มณีทำไมหนีพี่มาเกิดแบบนี้” เสียงของใครบางคนดังขึ้น
ณ เมืองมนุษย์ (กาลปัจจุบัน)
“อัณณ์เมื่อคืนเธอนอนเร็วจัง” สิรินดาถามขึ้นเมื่อเห็นอัณณ์ณิชาเดินตรงเข้ามาในห้องครัว
“เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันดา แต่เมื่อคืนเราฝันนะ ฝันถึงอดีตชาติของเรา” อัณณ์ณิชาพูดขึ้น แต่สังเกตเห็นสีหน้าของสิรินดาเหมือนอยากรู้ว่าเมื่อคืนฝันว่าอะไร อัณณ์ณิชาเลยเล่าความฝันนั้นให้สิรินดาฟังพร้อมช่วยสิรินดาทำอาหารไปด้วย
“มันจะเป็นไปได้ยังไง บางทีเธออาจจะคิดมากเลยเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะแบบนี้ก็ได้นะอัณณ์” สิรินดาฟังเรื่องราวความฝันของอัณณ์ณิชาจบแล้วบอกเพื่อนรักของเธอ
ทั้งคู่ก็ช่วยกันทำอาหารจนเสร็จเรียบร้อย เตรียมตั้งโต๊ะอาหารยามเช้าให้ทุกคนภายในครอบครัวรับประทานอาหารก่อนออกไปทำงาน
“ฉันก็ไม่แน่ใจกับความฝันของฉันนะว่าเป็นเรื่องจริงไหม” อัณณ์ณิชาเริ่มไม่ค่อยแน่ใจในความฝันของตัวเองว่าใช่เรื่องจริงไหม หรือเป็นแค่ความฝันที่เธอคิดมากไปเท่านั้นเอง
หลายชั่วโมงต่อมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ปรากฏตัวต่อหน้าอัณณ์ณิชากับสิรินดา
“ข้ามีความเห็นว่าท่านควรพาน้องอัญญาวดีไปพบพระธิดาศกุนตลาตามสัจจะวาจาของท่านที่ได้กล่าวไว้ แล้วข้ากับท่านสรัชบุรินทร์แอบตามไปเงียบๆ เพื่อคุ้มครองท่านกับน้องอัญญาวดีดีไหม” แม่ทัพนครินทร์กล่าวถามพญาวีรัชภุชงค์นาคราช “ข้าว่าก็ดีเหมือนกันนะ ปล่อยให้เด็กดื้อ เอาแก่ใจตัวเองได้ลิ้มรสชาติถึงความอันตรายบ้าง เผื่อความดื้อและความเอาแก่ใจตัวเองจะลดลงบ้าง” พญาสรัชบุรินทร์นาคราชกล่าวสมทบขึ้น “ข้าว่าก็ดีเหมือนกันนะ งั้นเอาตามที่เจ้าว่าก็ได้ แม่ทัพนครินทร์ เผื่อตัวของข้าตาสว่างขึ้นก็ได้” พญาวีรัชภุชงค์นาคราชคิดไตร่ตรองดีแล้ว จึงกล่าวออกมาอย่างเห็นด้วยกับแม่ทัพนครินทร์ เมื่อทุกคนคุยกันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พญาวีรัชภุชงค์นาคราชจึงนำพาอัญญาวดีนาคีไปพบกับพระธิดาศกุนตลา โดยมีแม่ทัพนครินทร์กับพญาสรัชบุรินทร์นาคราชแอบติดตามไปอย่างห่างๆ จนไปถึงสถานที่ ที่พระธิดาศกุนตลาประทับอยู่ ในอีกด้านหนึ่งฝ่ายกำลังทหารจากสกุณานครก็กำลังเดินทางมายังสถานที่ ที่พระธิดาศกุนตลาประทับอยู่เช่นเดียวกัน ในช่วงระหว่างที่พญาวีรัชภุชงค์นาคราชไปพบกับอัญญาวดีนาคีนั้น ‘อรัณย์สิขร’ เป็นนาย
“ข้าจะนำตัวน้องหญิงอัญญาวดีมาให้เจ้า แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนว่า น้องหญิงอัญญาวดี มีแก้วมณีนาคราชคุ้มครองอยู่ มนุษย์อย่างเจ้าไม่มีทางทำอะไรน้องหญิงอัญญาวดีได้หรอกนะ ในทางกลับกันนั้น ตัวของเจ้าเองต่างหากที่อาจถูกน้องหญิงอัญญาวดีทำร้ายเสียเอง เจ้าจงคิดให้ดีก่อน” พญาวีรัชภุชงค์นาคราชรับปากเรื่องที่พระธิดาศกุนตลาขอพร้อมกล่าวเตือน ความรักคือความปรารถนาดีต่ออีกฝ่าย อยากให้คนที่เรารักมีความสุข แต่พญาวีรัชภุชงค์นาคราชนั้นก้าวข้ามความรักจนกลายเป็นความหลงที่ไม่ต่างอะไรกับผู้โง่เขลา ในกาลต่อมาพญาวีรัชภุชงค์นาคราชไปหาอัญญาวดีนาคี ภายในถ้ำน้ำตกที่หญิงสาวอาศัยอยู่กับแม่ทัพนครินทร์ โดยหารู้ไม่ว่าพญาสรัชบุรินทร์นาคราชได้ติดตามมาอย่างเงียบๆ พญาวีรัชภุชงค์นาคราชกับพญาสรัชบุรินทร์นาคราชเป็นพี่น้องกันทางสายเลือดโดยตรง เป็นพี่น้องที่รักกันมาก ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมาตลอด ตั้งแต่พระบิดามารดาของพญาวีรัชภุชงค์นาคราชกับพญาสรัชบุรินทร์นาคราชส่งตัวให้ไปฝึกวิชาและอยู่กับท่านปู่ฤๅษีตยาคี “น้องหญิงอัญญาวดี” พญาวีรัชภุชงค์นาคราชเรียกหญิงสาวตรงหน้า ผู้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องข
พญาวีรัชภุชงค์นาคราชจ้องมองศศินิภาพร้อมคิดย้อนกลับไปในอดีต สมัยตอนที่ศศินิภาคือพระธิดาศกุนตลา พระธิดาบุญธรรมของเจ้าเมืองสกุณา “ทำไมเจ้าพี่ถึงทำเยี่ยงนี้ ทำไมเจ้าพี่ถึงนอกใจหม่อนฉัน ผู้หญิงนั้นคือใครกัน” พระธิดาศกุนตลาร้องไห้คร่ำครวญกับภาพที่เห็นต่อหน้า ภาพนั้นคือ ภาพของแม่ทัพนครินทร์กำลังจุมพิตกันกับอัญญาวดีนาคี แล้วมือของแม่ทัพนครินทร์ก็ค่อยๆลูบไล้ผิวกายนวลเนียนนั้นด้วยความอ่อนโยนอย่างช้าๆ ริมฝีปากนั้นค่อยๆ เลื่อนลงมาดูดดื่มตรงหน้าอกที่ได้รูปของหญิงสาว ก่อนมืออีกข้างกำลังไหลลื่นมายังกลีบกุหลาบอันอ่อนโยนและหอมหวานที่เต็มไปด้วยน้ำหวานไหลรินออกมา ณ น้ำตกแห่งหนึ่งบนเมืองมนุษย์ เป็นสถานที่แรกของการได้พบเจอกันระหว่างแม่ทัพนครินทร์กับอัญญาวดีนาคี ทั้งคู่ได้ใช้วันเวลาอยู่ด้วยกัน ณ น้ำตกแห่งนี้ร่วมเดือน พระธิดาศกุนตลาเดินทางกลับไปยังเมืองคีรวันนคร อยู่เมืองนี้เพื่อรอคอยพระสวามีของตนกลับมา นางเชื่อว่าเขาต้องกลับมาหานางแน่นอนเพราะที่นี่คือบ้านเมืองของเขา ยังไงเขาก็ต้องกลับมา “ร่วมเดือนแล้วที่เจ้าพี่ไม่กลับมาหาข้า” พระธิดาศกุนตลากล่าวกับพี่เลี้ยงของตนด้วยความเ
“สวัสดีครับสาวๆ ทำอะไรกันอยู่เอ่ย” ชนินทรโผล่มาแบบไม่มีใครตั้งตัว ทำให้อัณณ์ณิชากับสิรินดาตกใจมาก สิรินดากล่าวถามชนินทรว่า “มาทำอะไรตอนนี้ค่ะ ปกติมาช่วงเย็นๆ” “พี่มาชวนน้องดากับน้องอัณณ์ไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณที่กาญจนบุรีครับ” ชายหนุ่มกล่าว “น้องอัณณ์สนใจไปกับพี่ไหมครับ” ชายหนุ่มกล่าวถามเพื่อนรักของคู่หมั้นตัวเอง เพราะเขารู้ดีว่าถ้าอัณณ์ณิชาไม่ไป สิรินดาคงไม่ไปด้วยแน่เพราะเธอเป็นห่วงอัณณ์ณิชามาก มากจนบางครั้งทำให้ชายหนุ่มแอบรู้สึกน้อยใจที่คู่หมั้นที่ให้ความสนใจกับเพื่อนรักคนนี้มากกว่าตน แต่ชายหนุ่มก็เข้าใจหญิงคนรักของตนเป็นอย่างดี “อัณณ์ว่ายังไง สนใจไปด้วยรึป่าว” สิรินดาเอ่ยถามอัณณ์ณิชา “น่าสนใจจ้ะ ถ้าดาไป อัณณ์ก็ไปจ้ะ” อัณณ์ณิชาเองก็ทราบดีเช่นกันว่าถ้าเธอไม่ไป สิรินดาก็คงไม่ไป ชนินทรน้อยใจสิรินดาจนเกิดปัญหาแน่ เธอก็ไม่อยากเป็นตัวสร้างปัญหาให้ทั้งคู่โกรธกัน “ไปวันไหนคะพี่นินท์” อัณณ์ณิชาเอ่ยถามชนินทร “วันพรุ่งนี้ครับน้องอัณณ์” ชนินทรเอ่ยขึ้นจนสิรินดากับอัณณ์ณิชามองหน้ากันอย่างตกใจ “จะให้ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อรับปากศศิ
กาลก่อนมาจุติภพชาตินี้ อัญญาวดีนาคี พระธิดาบุญธรรมของพญาอนันตนาคราชได้แอบหนีขึ้นมาเล่นน้ำแห่งหนึ่งบนเมืองมนุษย์ ระหว่างที่อัญญาวดีนาคีกำลังเล่นน้ำอยู่นั้น แม่ทัพนครินทร์นำกำลังทหารจากคีรวันนครมุ่งหน้าสู่สกุณานคร เพื่อเชิญเสด็จพระธิดาศกุนตลา พระธิดาบุญธรรมของเจ้าเมืองสกุณา ทั้งสองเมืองนี้ได้เกี่ยวดองกันไม่นาน พระธิดาศกุนตลารักแม่ทัพนครินทร์เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงการเดินทางกลับคีรวันนครนั้น พระธิดาศกุนตลารู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง จึงขอแม่ทัพนครินทร์พักบริเวณใกล้น้ำตกแห่งหนึ่งและบังเอิญเป็นน้ำตกที่อัญญาวดีนาคีขึ้นมาเล่นน้ำ ระหว่างพักการเดินทาง แม่ทัพนครินทร์เดินเล่นแถวๆที่พัก บังเอิญเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานบริเวณนั้น พร้อมทั้งมีหญิงสาวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นบริวารของหญิงสาวที่กำลังเล่นน้ำอยู่ แม่ทัพนครินทร์ได้แอบมองหญิงสาวผู้นั้นอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมองดูแม่ทัพนครินทร์ด้วยแววตามาดร้าย “หญิงผู้นั้นคือใครกัน” พระธิดาศกุนตลากล่าวขึ้นด้วยความโกรธแค้น หึงหวง เพราะพระสวามีของตนมองหญิงอื่น แถมแววตาที่
‘อดีตชาติของเจ้าคืออัญรินทร์มณีนาคี คนรักของข้า แม้คืนวันจะผ่านล่วงเลยไปกี่ร้อยปี ใจข้าก็มีเพียงเจ้า ใจข้าก็เฝ้ารอคอยเพียงเจ้าผู้เดียว อัญรินทร์มณีนาคี’ เสียงอันทรงพลังนั้นยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของอัณณ์ณิชาไม่เสื่อมคลาย ‘ผู้หญิงที่เราฝันถึงประมาณเกือบหนึ่งเดือนนั้นคือใครกันแน่!’ อัณณ์ณิชาคิดวกวนอยู่ในห้วงแห่งความฝันนั้นเพียงผู้เดียว ที่สำคัญคือคิดเรื่องที่ผู้ชายคนนั้นพูดในความฝันด้วย เรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นเช่นไรกันแน่! “ท่านพี่คิรินทร น้องคิดถึงท่านพี่เหลือเกิน เมื่อไหร่หนอท่านพี่จะกลับมาหาน้อง” อัญรินทร์มณีนาคีพร้ำเพ้อถึงพญาคิรินทรนาคราชผู้ซึ่งเป็นพระสวามีของตน “อัญรินทร์มณีหยุดพร้ำเพ้อ อาลัยอาวรณ์ถึงคิรินทรได้แล้ว เจ้าจงเข้มแข็งให้มากกว่านี้นะ ปู่เป็นห่วงเจ้ามาก” พญาศรีสุทโธนาคราชกล่าวกับอัญรินทร์มณีนาคี หลานสาวที่ท่านรักและห่วงใย ณ เพลานี้ แต่คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ “ท่านปู่” อัญรินทร์มณีนาคีกล่าวถึงผู้มาเยือน พร้อมทั้งรีบวิ่งเข้าไปกอดพญาศรีสุทโธนาคราช “เหตุใดท่านพี่คิรินทรถึงจากหลานไปร่วมเดือนเช่นนี้เพคะ” อัญรินทร์มณีนาค







