LOGINฝุ่นละอองในอากาศลอยวนอย่างเชื่องช้าในลำแสงยามบ่ายที่ส่องผ่านช่องเล็กๆ ของหลังคาสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เกือบสัปดาห์แล้วที่กล่องไม้สักใบนั้นยังคงตั้งนิ่งอยู่กลางห้อง ไม่ผิดไปจากตำแหน่งเดิมในวันที่ผนึกของมันถูกทำลายลงด้วยปรากฏการณ์ประหลาด พิมพิลาทำได้เพียงเดินเลี่ยงมันไปมาในห้องเช่าแคบๆ ของตัวเอง สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาทุกครั้งที่เฉียดเข้าไปใกล้เกินไป ในใจของเธอนั้นส่วนหนึ่งกรีดร้องให้โยนมันทิ้งไปให้ไกลที่สุด แต่อีกส่วนที่ถูกบีบคั้นด้วยใบแจ้งหนี้ค่าลงทะเบียนเรียนฉบับสุดท้ายที่วางอยู่บนโต๊ะ กลับกระซิบซ้ำๆ ว่าทางรอดของเธออาจนอนสงบนิ่งอยู่ภายในนั้น
ความเงียบในห้องหนักอึ้งจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนฝาผนังที่เดินไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายของชีวิต หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าปะปนกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก เธอตัดสินใจแล้ว ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นไม่อาจน่าสะพรึงเท่าความจริงอันโหดร้ายที่ว่าเธออาจจะต้องหยุดเรียน
สองเข่าของเธอทรุดลงบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบตรงหน้ากล่องปริศนา ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยื่นออกไปสัมผัสผิวไม้ที่สากระคาย ลวดลายแกะสลักที่เคยดูงดงามบัดนี้กลับมองเห็นเป็นอักขระแปลกตาที่บิดเบี้ยวราวกับกำลังมีชีวิต เธอหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วจึงใช้สองมือประคองฝากล่องขึ้นอย่างช้าๆ
เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยด…. แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับก้องกังวานในโสตประสาทของเธอราวกับเสียงฟ้าผ่า ไม่มีพายุหมุน ไม่มีลมกระโชก มีเพียงความว่างเปล่าและความมืดมิดที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ทว่ากลับมีกลิ่นหอมประหลาดลอยอวลขึ้นมาแตะจมูก ไม่ใช่กลิ่นเหม็นอับของเก่าเก็บ แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นคล้ายเครื่องยาโบราณผสมกับกลิ่นกำยานจางๆ
เมื่อดวงตาปรับเข้ากับความมืดสลัวได้แล้ว พิมพิลาก็เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน มันวางเด่นอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีเลือดนกที่เปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา.... กำไลข้อมือทองคำสุกปลั่งเพียงวงเดียว
หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ ความงามของมันสะกดทุกลมหายใจ ทองคำเนื้อดีถูกสลักเสลาเป็นลวดลายเถาพฤกษาที่วิจิตรบรรจงอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เถาวัลย์เล็กๆ เลื้อยพันกันเป็นเกลียว แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ จะเห็นว่ามันไม่ใช่เถาวัลย์ธรรมดา แต่เป็นรูปพญานาคขนาดจิ๋วนับร้อยนับพันตัวที่เกี่ยวกระหวัดรัดรึงกันเป็นวงกลม เกล็ดเล็กละเอียดของพวกมันสะท้อนแสงไฟสลัวในห้องจนเกิดเป็นประกายวูบวาบราวกับอัญมณี มันดูเก่าแก่ ทรงพลัง และมีค่าเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
ความคิดเรื่องเงินค่าเทอมพุ่งวาบเข้ามาในหัว
นี่อาจเป็นคำตอบ.... คำตอบสำหรับทุกปัญหา
หญิงสาวเผลอกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก เธอค่อยๆ ยื่นมือลงไปในกล่อง สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วแตะลงบนเนื้อทองนั้นทำให้เธอสะดุ้ง ไม่ใช่ความเย็นเยียบอย่างที่คาดไว้ แต่กลับเป็นความอุ่น ราวกับมันมีชีวิตและลมหายใจเป็นของตัวเอง
ความลังเลหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความหลงใหลอย่างไม่มีเหตุผล เธอหยิบกำไลขึ้นมาอย่างทะนุถนอม มันหนักกว่าที่คิดไว้มาก น้ำหนักของทองคำแท้ถ่วงอยู่ในอุ้งมือให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด พิมพิลาหมุนมันไปมาในแสงสลัว ลวดลายพญานาคดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวเลื้อยไปมาบนผิวโลหะ มันงดงามจนแทบลืมหายใจ งดงามจนความหวาดกลัวก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น
‘แค่ลองใส่ดู คงไม่เป็นไร’ เสียงหนึ่งกระซิบในหัว
เธอปลดกำไลเงินเก่าคร่ำที่ธามเคยให้ไว้ออกจากข้อมือซ้าย วางมันลงบนพื้นไม้ข้างตัวอย่างไม่ใยดี ความเยียบเย็นของมันช่างแตกต่างจากความอบอุ่นของกำไลทองวงใหม่อย่างสิ้นเชิง แล้วเธอก็สวมเครื่องประดับโบราณชิ้นนั้นลงบนข้อมือของตัวเอง
มันพอดีราวกับวัดทำมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ตัวล็อกที่มองไม่เห็นส่งเสียงดังกริ๊กเมื่อมันเข้าที่ ความอบอุ่นที่เคยรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งแขน พิมพิลากำลังจะชื่นชมความงามของมันบนข้อมือของตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักงันกับสิ่งที่เห็น
ควันสีดำบางเบาราวกับไอน้ำ แต่ก็ดำสนิทราวกับน้ำหมึก กำลังซึมซาบออกมาจากรอยสลักของตัวกำไล มันไม่ได้ลอยขึ้นไปในอากาศ แต่กลับค่อยๆ แทรกซึมลงไปในผิวหนังของเธอโดยตรงเหมือนหยดหมึกที่หยดลงบนกระดาษซับ.... พิมพิลาเบิกตากว้างด้วยความตกใจปนสยดสยอง เธอรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แล่นปราดไปตามเส้นเลือด จากข้อมือขึ้นไปยังข้อศอก ไหล่ และลามไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว มันเป็นความเย็นที่กัดกินจากภายใน เป็นความรู้สึกแปลกแยกราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอ
หญิงสาวพยายามจะกระชากกำไลออก แต่ไร้ผล มันยึดติดกับข้อมือของเธอแน่นราวกับถูกเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีรอยต่อ ไม่มีตัวล็อกให้ปลดได้อีกแล้ว เธอกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากลำคอ มีเพียงลมหายใจที่หอบกระเส่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองสงคราม
ความเย็นยะเยือกนั้นค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด ความกังวลเรื่องเงินทอง ความกลัว ความสิ้นหวังที่เคยเกาะกุมจิตใจมาตลอดหลายสัปดาห์มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสงบนิ่ง และว่างเปล่า.... ความมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ เหมือนโลกทั้งใบอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ
พิมพิลายันตัวลุกขึ้นยืน การเคลื่อนไหวของเธอเปลี่ยนไป ดูสง่างามและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวบัดนี้กลับเรียบเฉยและเย็นชา เธอเดินอย่างเชื่องช้าไปยังกระจกบานเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ ราวกับถูกชักนำด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง
ภาพที่สะท้อนกลับมายังคงเป็นใบหน้าของเธอเอง.... แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว
โครงหน้า ผิวพรรณ และเส้นผมยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแววตาและรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าในกระจกเงา ดวงตาคู่สวยที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้ม บัดนี้กลับฉายประกายสีแดงก่ำราวกับถ่านไฟที่คุโชน ริมฝีปากที่เคยเม้มสนิทด้วยความกังวล บัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น
เป็นรอยยิ้มของผู้ล่าที่กำลังเพลิดเพลินกับเหยื่อ
เป็นรอยยิ้มที่พิมพิลาไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้น
เธอยกมือขวาขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา ริมฝีปากของเธอเรียบสนิท ไม่ได้ยิ้มแม้แต่น้อย แต่ภาพสะท้อนในกระจกกลับยังคงยิ้มกว้างขึ้น.... กว้างขึ้นจนมุมปากแทบจะฉีกถึงใบหู เผยให้เห็นไรฟันที่ดูแหลมคมผิดปกติ
ความสยดสยองแล่นจับขั้วหัวใจ พิมพิลาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างแรง ความเจ็บแปลบที่แผ่นหลังช่วยดึงสติเธอกลับมา เธอละสายตาจากกระจก ก้มลงมองข้อมือซ้ายของตัวเอง กำไลทองยังคงอยู่ที่เดิม ส่องประกายวูบวาบเย้ยหยัน ลวดลายพญานาคดูราวกับกำลังหัวเราะเยาะเธอ
"เอา.... เอามันออกไป!"
เธอตะโกนใส่ตัวเอง พยายามใช้มือขวาบิดดึงกำไลต้องสาปนั่นอีกครั้ง เล็บของเธอขูดครีดไปบนผิวทองจนเจ็บ แต่กำไลก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอไปแล้ว
เธอหันขวับกลับไปมองกระจกอีกครั้ง ภาพสะท้อนกลับมาเป็นปกติแล้ว.... ไม่มีรอยยิ้มชวนขนลุก ไม่มีดวงตาสีเลือด มีเพียงเด็กสาวหน้าตาซีดเผือดที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความกลัวสุดขีด
พิมพิลาทรุดฮวบลงกับพื้น ความแข็งแกร่งและอำนาจที่เคยรู้สึกเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดผวาที่กัดกินจิตใจ เธอใช้เล็บจิกลงบนข้อมือซ้ายอย่างบ้าคลั่ง พยายามงัดแงะขอบกำไลให้หลุดออก ความเจ็บปวดจากเล็บที่ฉีกและผิวหนังที่ถลอกไม่ได้ทำให้เธอหยุดมือ ตรงกันข้าม เธอยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้น หวังว่าความเจ็บปวดทางกายจะสามารถขับไล่ความสยดสยองที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณได้ แต่ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์ กำไลอาถรรพ์วงนั้นยังคงพันธนาการข้อมือของเธอไว้แน่น ไม่ต่างจากโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว
ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร
คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่
หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค
“ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั
กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน







