Home / แฟนตาซี / ลิขิตรัก ไสยมนตรา / บทที่ 4: รอยยิ้มลวงตา

Share

บทที่ 4: รอยยิ้มลวงตา

Author: PEACH_SHERBET
last update publish date: 2026-09-17 14:26:48

ไอแดดสุดท้ายของยามเย็นสาดกระทบพื้นลานจอดรถคอนกรีตจนร้อนระอุ เงาของอาคารคณะทอดยาวบิดเบี้ยวราวกับแขนของอสูรกายที่พยายามจะเอื้อมคว้าทุกสรรพเสียงให้จมดิ่ง เสียงจอแจของเหล่านักศึกษาที่ทยอยกันกลับบ้านเริ่มบางตาลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของพิมพิลาที่ยืนพิงเสาปูนเย็นเฉียบอยู่เพียงลำพัง

ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่วันที่เธอพยายามอย่างบ้าคลั่งที่จะถอดกำไลทองวงนั้นออกจากข้อมือ รอยขีดข่วนจากเล็บของตัวเองจางลงจนเหลือเพียงรอยแดงเรื่อ แต่โซ่ตรวนสีทองอร่ามยังคงพันธนาการข้อมือซ้ายของเธอไว้ไม่ต่างจากเดิม ความหวาดผวาในวันแรกค่อยๆ ถูกกัดกร่อนด้วยความจำยอม เธอพยายามซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อคาร์ดิแกนตัวยาว แต่สัมผัสเย็นเฉียบของโลหะที่แนบเนื้ออยู่ตลอดเวลาก็ทำหน้าที่ตอกย้ำถึงความผิดปกติที่เธอไม่อาจหลีกหนีได้

เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางเข้าลานจอดรถ รถเก๋งซีดานสีดำสนิทแล่นเข้ามาจอดในช่องประจำ ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ไม่มากนัก ร่างสูงโปร่งของธามก้าวลงจากรถพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงสแล็คสีเข้ม ดูสะอาดสะอ้านและน่าไว้วางใจเหมือนเช่นทุกครั้ง

“น้องพิม รอนานไหมครับ” เขาเอ่ยทักทาย น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเหมือนเคย

หญิงสาวคลี่ยิ้มตอบ แต่เป็นรอยยิ้มที่ผิดแผกไปจากเดิม ดวงตาที่เคยฉายแววสดใสเจือความกังวลอยู่เสมอ บัดนี้กลับทอประกายเย้ายวนอย่างประหลาด มุมปากของเธอยกขึ้นสูงกว่าปกติ เผยให้เห็นลักยิ้มข้างแก้มที่ทำให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ร้ายกาจขึ้นอย่างน่าใจหาย

เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับเยื้องย่างเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าการเดินที่ดูมั่นคงและจงใจนั้น ไม่ใช่ท่วงท่าของพิมพิลาคนเดิมที่ธามคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวดูราวกับถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้องมาที่เธอเพียงคนเดียว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็กที่เธอใช้เป็นประจำ ดูเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นบุปผายามราตรีที่ลึกลับและชวนให้ลุ่มหลง

“พิมก็นึกว่าพี่ธามจะลืมซะแล้ว”

น้ำเสียงของเธอหวานกว่าปกติ หางเสียงออดอ้อนเล็กน้อยจนคนฟังรู้สึกราวกับมีขนนกมาปัดป่ายอยู่ข้างหู

ธามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพ

“ลืมได้ยังไงกันครับ ก็พี่สัญญากับน้องพิมไว้แล้วว่าจะพาไปเลี้ยงข้าวนี่นา”

สายตาของเขาลอบมองต่ำลงไปยังข้อมือซ้ายของเธอที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาเล็กน้อย ประกายสีทองของกำไลนาคเกี้ยวกระทบกับแสงไฟสีส้มจากเสาไฟในลานจอดรถ วูบวาบราวกับมีชีวิต ลวดลายพญานาคที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงดูน่าเกรงขามและทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มของเขาขยายกว้างขึ้นอีกนิด.... เป็นรอยยิ้มของผู้ที่เห็นว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่วางไว้

พิมพิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนปลายเท้าของเธอแทบจะชิดกับรองเท้าหนังขัดมันของเขา เธอยื่นมือขวาขึ้น ไล้ปลายนิ้วไปตามแนวสันกรามของธามอย่างแผ่วเบา เป็นการกระทำที่อาจหาญและผิดวิสัยของเธอโดยสิ้นเชิง

“งั้นเหรอคะ” เธอกระซิบเสียงพร่า ดวงตาทรงเสน่ห์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “พิมก็นึกว่าพี่ธามแค่อยากเจอหน้าพิมเฉยๆ”

หัวใจของธามเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความตื่นเต้นในเชิงชู้สาว แต่เป็นความยินดีที่ได้เห็นผลงานของตัวเอง อำนาจของอาถรรพ์กำลังแทรกซึมเข้าควบคุมจิตวิญญาณของหญิงสาวตรงหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันกำลังปลุกสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในตัวตนของเธอให้ตื่นขึ้นมา กลบฝังความอ่อนแอและความลังเลสงสัยจนหมดสิ้น

“ก็อยากเจอสิครับ” เขาตอบรับ เอื้อมมือไปจับมือขวาของเธอที่กำลังลูบไล้ใบหน้าเขาอยู่เบาๆ สัมผัสจากผิวเนื้ออุ่นร้อนของเขาส่งผ่านความรู้สึกแปลกประหลาดมาให้เธอ “พี่อยากเจอน้องพิมทุกวันเลยด้วยซ้ำ”

เขาจงใจพูดประโยคที่ชวนให้คิดเป็นอื่น แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้นอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่ง ธามใช้จังหวะนั้นโน้มตัวลงเล็กน้อย ทำทีเป็นชื่นชมกำไลบนข้อมือซ้ายของเธอ

“กำไลวงนี้สวยจังเลยนะ” เขากล่าวพลางใช้นิ้วโป้งลูบไล้ผิวโลหะเย็นเฉียบของมันอย่างนุ่มนวล “ได้มาจากไหนเหรอครับ ดูเก่าแก่แล้วก็.... มีพลังมาก”

“ของที่คุณยายทิ้งไว้ให้ค่ะ” พิมพิลาตอบเสียงอู้อี้ สติสัมปชัญญะของเธอดูเหมือนจะเลือนลางลงทุกขณะที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับกำไลต้องสาปวงนั้น “พิมก็ว่ามันสวยดี....ใส่แล้วรู้สึก....รู้สึกดีมาก” ความรู้สึกมีอำนาจและมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล่นพล่านไปทั่วร่าง

“พี่ก็ว่าอย่างนั้น” ธามพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเขาทอประกายล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง “มันเข้ากับน้องพิมมาก....เหมือนกับว่ามันถูกสร้างมาเพื่อน้องพิมโดยเฉพาะเลย”

ขณะที่พูด ริมฝีปากของเขาขยับพึมพำเป็นท่วงทำนองที่ไร้เสียง เปล่งถ้อยคำในภาษาโบราณที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจได้ยินหรือเข้าใจได้ มันเป็นบทคาถาสั้นๆ ที่ใช้ในการเสริมพลังและตอกย้ำพันธะสัญญาแห่งมนตราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

พิมพิลายืนนิ่งราวกับต้องมนตร์สะกด ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งแล่นปราดจากกำไลขึ้นมาตามท่อนแขน ตรงเข้าสู่ใจกลางร่างของเธอจนหญิงสาวสะท้านขึ้นมา แววตาที่เคยเย้ายวนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นว่างเปล่าอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ราวกับวิญญาณเดิมของเธอกำลังพยายามต่อสู้เพื่อทวงคืนการควบคุม แต่ก็เป็นเพียงการดิ้นรนที่สูญเปล่า ก่อนที่ประกายแห่งความลุ่มหลงจะกลับเข้ามาแทนที่อีกครั้ง.... ลึกล้ำและมืดมนยิ่งกว่าเดิม

ธามถอนมือออกอย่างนุ่มนวลราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอยยิ้มอบอุ่นกลับมาประดับบนใบหน้าของเขาอีกครั้งหนึ่ง

“หิวหรือยังครับ เดี๋ยวพี่พาไปร้านอร่อยๆ”

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เธอมองหน้าเขาแล้วคลี่ยิ้มหวานออกมาอย่างว่าง่ายราวกับตุ๊กตาไขลาน แววตาต่อต้านที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ได้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความภักดีที่น่าขนลุก

“ค่ะ....พี่ธาม”

เขายิ้มรับ เดินอ้อมไปเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้เธออย่างสุภาพบุรุษ พิมพิลาก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะนุ่มโดยไม่พูดอะไรอีก ธามปิดประตูให้เธอแล้วจึงเดินกลับมายังฝั่งคนขับ

ก่อนจะเปิดประตูขึ้นรถ ชายหนุ่มหันกลับไปมองรอบลานจอดรถที่บัดนี้เกือบจะร้างผู้คนแล้วอีกครั้งหนึ่ง สายลมยามค่ำพัดพาเอากลิ่นดินและใบไม้แห้งโชยมาปะทะใบหน้า แต่แล้วสายตาของเขาก็พลันหยุดชะงัก เมื่อเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ในมุมมืดใต้ต้นจามจุรีใหญ่ที่อยู่อีกฟากของลานจอดรถ ระยะทางที่ห่างไกลและแสงสลัวทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน รู้เพียงว่าเป็นชายร่างสูงที่กำลังจ้องมองมาทางเขา

ธามขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาคมกริบที่มองมานั้นราวกับจะแทงทะลุผ่านความมืดมาได้ แต่เพียงชั่วพริบตาที่เขากะพริบตา เงาร่างนั้นก็หายไปแล้วราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นมาก่อน

เขาไหวไหล่เล็กน้อย อาจจะแค่ตาฝาดไปเองก็ได้ ชายหนุ่มสลัดความรู้สึกไม่สบายใจนั้นทิ้งไปแล้วเปิดประตูขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์พารถเก๋งสีดำทะยานออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของรัตติกาลเบื้องหน้า

โดยไม่รู้เลยว่า จากบนชั้นดาดฟ้าของอาคารคณะนิติศาสตร์ที่อยู่ใกล้กันนั้น กันต์ธีร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบคู่เดิมจ้องมองตามรถของธามไปจนลับสายตา ในมือของเขาถือโทรศัพท์เครื่องเล็กไว้แน่น ปลายนิ้วโป้งกดส่งข้อความสั้นๆ ที่พิมพ์เตรียมไว้แล้ว

‘ทะเบียน xx-xxxx...ตามไป’

ข้อความถูกส่งออกไปแล้ว เขาลดโทรศัพท์ลงเก็บใส่กระเป๋ากางเกง สายลมเย็นเยือกพัดปะทะร่างจนเสื้อเชิ้ตสีเข้มสะบัดไหว แต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังถนนเบื้องล่างด้วยแววตาที่แข็งกร้าวและเย็นชา

“คิดจะเล่นกับไฟ.... ก็ต้องเตรียมตัวมอดไหม้”

เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเรียบ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในเงามืดของตัวอาคาร

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 20: อ้อมกอดช่วยชีวิต

    คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 19: นิมิตใต้น้ำ

    ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 18: รอยร้าวกับรุ่นพี่

    คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 17: ศรัทธาแรกเริ่ม

    หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน ( 2 )

    “ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน

    กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status