Share

ตอบโต้

Author: Goldberry
last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-20 21:00:55

จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด

'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'

จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด

'ไม่ได้!!!'

'แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'

จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน

'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'

เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ

'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'

นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่จื้ออิงกลับเหมือนคนใช้ที่มีไว้เพื่อจิกหัวใช้อย่างเดียว

'ไปตักน้ำเดี๋ยวนี้'

'ฟืนใกล้จะหมดแล้ว'

'พวกแกรีบไปให้อาหารไก่เลยนะ'

ป้าสะใภ้เอาแต่ชี้นิ้วสั่ง จื้ออิงคนเดิมถูกเลี้ยงมาให้อยู่ในกรอบและเชื่อฟัง ต่อให้โดนเอาเปรียบ โขกสับ ก็ไม่กล้าหืออือ

จื้ออิงนะจื้ออิง....

ทำไมเธอถึงได้ชีวิตรันทดขนาดนี้

อดสงสารจื้ออิงคนเดิมไม่ได้ ในเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ความคิดคนก็เปลี่ยนไป หากรู้สึกว่าโดนกดขี่ ข่มเหง เกินไป ไม่มีหรอกนะคำว่า 'ทน'

ฉันต้องไปจากที่นี่...

เธอตัดสินใจ แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอขอเอาคืนป้าสะใภ้ที่ทำร้ายน้องชายและเจ้าของร่างเดิมให้สาสมก่อน เธอใช้เวลาอีกสองวันในการพักฟื้น ซึ่งระหว่างนั้นก็บอกให้น้องชายคอยสังเกตุพฤติกรรมของป้าสะใภ้แล้วมาเล่าให้ฟัง

"ผมเห็นป้าสะใภ้เอาเงินไปใส่ในไหข้าว"

จื้อหงมาเล่าให้ฟัง เด็กน้อยเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพี่สาวได้อย่างดี

"เก่งมากเลยจื้อหง"

จื้ออิงลูบหัวน้องชาย เธอแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าป้าสะใภ้ เธอยังคงเป็นจื้ออิงที่หัวอ่อน ทำทุกอย่างในบ้านไม่โต้เถียงอะไร แต่ในใจนั้นกลับกำลังนับวันรอ รอวันที่จะเอาคืนให้สาสมเลย

คืนนั้น...

จื้ออิงย่องเข้าไปในครัวเก่าอย่างเงียบกริบ แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็กๆ พอให้เห็นทาง ร่างบางตรงไปที่ไหใส่ข้าวสารทันที

"จื้อหงอยู่เงียบๆ ก่อนนะ"

จื้ออิงบอกน้องชาย

"ครับ"

พี่สาวบอกอะไรก็เชื่อฟัง ช่างเป็นเด็กที่น่ารักซะจริง จื้ออิงยิ้มขณะนั่งตักข้าวสารออกจากไห ใช้้เวลาไม่นาน เธอก็เห็นว่ามีห่อผ้าที่มัดไว้ซุกอยู่ข้างใน เมื่อแกะออกดูก็พบว่าภายในนั้นมีเงินจำนวนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นทุนพอให้เธอและน้องหนีไป มือเรียวรีบเก็บโกยเงินทั้งหมดใส่เสื้อและมัดไว้ จากนั้นก็ถึงเวลาที่เธอจะเอาคืนแล้ว

"จื้อหง"

"ฮะ"

"ได้เอาก้อนหินมารึเปล่า"

"เอามาฮะ เอามาเยอะเลย"

เด็กชายตอบพร้อมกับยื่นถุงใส่ก้อนหินให้ ก้อนหินที่จื้อหงหามาถูกนำมาแทนที่ธนบัตรและเงินหยวนที่เธอเอาไป จากนั้นเธอก็เอาห่อผ้าที่ใส่ก้อนหินไว้ยัดกลับเข้าไปในไหข้าวแล้วปิดฝาไว้เหมือนเดิม

แต่...

แค่นี้มันยังไม่พอ

เธอตรงไปยังไหหมักผักดองขนาดใหญ่ที่นางหลี่ซื่อหวงแหนที่สุด

"พี่สาวจะทำอะไรฮะ"

เมื่อเห็็นพี่สาวหยิบไหหมักผักดองของป้าสะใภ้ออกมาเด็กน้อยก็รีบถามด้วยความตกใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยทำไหหมักผักดองแตกและโดนตีจนเป็นไข้ และเขาไม่อยากเห็นพี่สาวต้องโดนตีอีกแล้ว

"พี่สาวจะเอาคืนป้าสะใภ้ที่ตีเราไง"

พูดจบจื้ออิงก็เทน้ำผักดองออกจนเกือบหมด แล้วแทนที่ด้วยน้ำเปล่าเกือบเต็มไห เธอหั่นผักป่ารสขมที่จื่อหมิงเก็บมาเมื่อกลางวันยัดลงไปและที่ขาดไม่ได้ก็คือผงยาถ่ายที่เธอแอบไปซื้อตอนที่ป้าสะใภ้ไม่อยู่บ้าน

สุดท้าย...

เธอเขียนข้อความลงในกระดาษและทิ้งไว้ให้มองเห็นง่าย นี่คือบทเรียนที่เธอมอบให้ จื้ออิงคนเดิมไม่กล้าทำ แต่ไม่ใช่สำหรับจื้ออิงคนใหม่ ชีวิตหลังจากนี้เป็นต้นไป เธอจะเลือกทางเดินเอง

เงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ

หลี่จื้ออิง

ในช่วงเวลาเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จื้ออิงปลุกจื่อหงเบาๆ เด็กชายสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ

"จื่อหง ฟังพี่นะ"

จื้ออิงกระซิบเสียงเครียด

"เราจะไปจากที่นี่ เราจะไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครทำร้ายเราได้อีก"

จื่อหมิงตัวสั่น

"แต่... แต่เราจะไปไหน เราไม่มีใครแล้ว"

"เรามีกันและกันไง"

จื้ออิงยิ้มให้กำลังใจ เธอผูกเงินหยวนที่ขโมยมาไว้ที่เอวอย่างแน่นหนา ยัดเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดลงในถุงผ้าและสำคัญที่สุดเธอหยิบสมุดบัญชีครัวเรือนที่มีชื่อของพวกเขาติดตัวไปด้วย

"พี่จื้ออิง... แล้วถ้าป้ารู้ว่าเราขโมยเงินไป..."

จื่อหมิงกระซิบอย่างกลัวๆ

"ป้าจะรู้เมื่อสายเกินไป"

จื้ออิงตอบพร้อมกับจูงมือน้องชายเดินออกจากบ้านไป เธอพาน้องชายเดินลัดเลาะไปตามทางเดินอย่างรีบเร่ง

"พี่สาว เราจะไปไหนเหรอฮะ?"

"เราจะไปเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่เราจะไปได้ ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราสองคนพี่น้อว และเราจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นั่น"

พวกเขาเดินไปจนถึงสถานีรถไฟเล็กๆ ที่มีคนเข้าออกน้อยมาก จื้ออิงซื้อตั๋วสำหรับสองคนไปยังเมืองที่ใหญ่และเจริญที่สุดเท่าที่เธอพอจะจำได้ 'เมืองเสิ่นซื่อ' เป็นเมืองที่เพิ่งกำหนดให้เป็น 'เขตเศรษฐกิจพิเศษ' ที่มีช่องทางให้ทำมาหากินหลากหลาย เธอตั้งใจจะทำงาน หาเงิน เพื่อชีวิตที่ดีและสุขสบาย เธอไม่กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่กลัวที่จะไม่มีกินมากกว่า

เมื่อเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น...

จื้ออิงก็บอกจื้อหงที่มองดูรถไฟอย่างตื่นเต้นตามประสาของเด็กน้อยว่า...

"ไปกันเถอะ"

"ฮะ!"

จื้อหงยังเด็ก ย่อมมีความกลัวในใจ มือเรียวจับมือของเด็กชายไว้ พร้อมกับพูดปลอบให้มั่นใจว่า...

"เราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น!"

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ลิขิตรักยุค 80   วันแรกในตลาด

    เช้าวันใหม่ในเมืองเสิ่นซื่อช่างคึกคัก จื้ออิงเปิดหน้าต่างห้องออกมา เธอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาและรถราที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในชนบทที่ห่างไกล เธอตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซี่รี่ย์ย้อนยุคที่เธอเคยดู"วันนี้เราจะไปตลาดกันนะ จื้อหง"จื้ออิงบอกน้องชายที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ร่างกายที่ผอมกว่าเด็กในวัยเดียวกันนี้สักวันเธอจะต้องขุนให้อ้วนพีีให้ได้เลย"เราจะไปทำอะไรกันฮะ?"จื้อหงถามพี่สาวด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มให้ ก่อนจะตอบให้้เด็กชายคลายความสงสัยว่า"ไปหาโอกาสที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นไง"ถึงจื้อหงจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้พี่สาวที่ใจดี ในชีวิตของเขามีแค่พี่สาวที่หวังดี ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งให้ทำอะไร เขาไม่เคยงอแง"ถ้าพี่สาวหาเงินได้เยอะๆ พี่สาวจะรีบซื้อชุดใหม่ให้จื้อหงนะ"จื้ออิงบอกน้องชายขณะช่วยสวมเสื้อให้ ดูจากร่องรอยของการปะชุนก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตมาอย่างไร ต่อให้เสื้อเก่า กางเกงขาด ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยสนใจ เธออยากซื้อชุดใหม่ให้ แต่ชายน้อยกลับส่ายหน้าและบอกว่า"ผมยังไม่อยากได้ฮะ""ทำไมล่ะ""เสื้อผ้าพวกนี้ผมยังใ

  • ลิขิตรักยุค 80   ก้าวแรกในเมืองเสิ่นซื่อ

    เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ"จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง"พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ"จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้"ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง"จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า"คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ"เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี

  • ลิขิตรักยุค 80   ความโกลาหล

    เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน นางหลี่ซื่อภรรยาของลุงจื้ออิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เธอต้องรีบไปตรวจงานบ้านที่โยนให้จื้ออิงทำเมื่อวานก่อนจะเริ่มวันใหม่ที่แสนน่าเบื่อ"จื้ออิง!""ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว"หลี่ซื่อตะโกนเสียงดังจากห้องครัว แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบผิดปกติ"ยัยเด็กนี่! แอบอู้อีกแล้วสินะ"หลี่ซื่อเดินกระทืบเท้าตึงตังไปที่ห้องพักของสองพี่น้องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนอนเล็กๆ นั้นว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และไม่มีวี่แววของจื้ออิงและจื้อหง เลย"หนีงานไปเที่ยวเล่นรึไงนะ!"เธอพึมพำด้วยความโมโห"ถ้ากลับมาเมื่อไหร่นะจะตีให้ขาหักเลย"นางหลี่ซื่อพูดไปก็ฟึดฟัดไป จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ หลี่ซื่อขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือของจื้ออิงทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ

  • ลิขิตรักยุค 80   ตอบโต้

    จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด'ไม่ได้!!!''แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัว

  • ลิขิตรักยุค 80   ชีวิตใหม่

    ความเย็นเยียบ...คือสิ่งแรกที่จื้ออิงรู้สึกเมื่อได้สติคืนกลับมา ดวงตาที่หนักอึ้งของเธอค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ กลิ่นยาจีนฉุนๆ ลอยแตะจมูกทันที่ที่ลืมตา และเพดานไม้เก่าๆ ที่เห็นตรงหน้าก็ทำเธองุนงงที่นี่ที่ไหน?จื้ออิงคิดขณะพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เธอรู้สึกเจ็บไปทั้งร่างกาย แต่ไม่ทันที่เธอจะได้นึกหาย้อนถึงเหตุการณ์ เสียงร้องไห้เล็กๆ ก็ดึงความสนใจ"ฮึกๆๆ"เธอเห็นเด็กผู้ชายตัวผอมอายุราวๆ สี่ถึงห้าปีกำลังนั่งร้องไห้ สภาพของเด็กคนนี้ดูแล้วน่าสงสารจับใจ เสื้อผ้าที่สวมดูเก่าและซีดจนมองหาสีเดิมไม่ได้ เมื่อเห็นเธอขยับตัวเด็กน้อยก็ดูดีใจ มือที่ผอมแห้งจับมือของเธอไว้พร้อมกับพูดเสียงสะอื้นว่า"ฮึกๆ พี่สาวฟื้นแล้ว"เด็กชายตัวน้อยรีบปาดน้ำตา หลายวันที่ผ่านมาเขาได้แต่นั่งมองพี่สาวที่นอนซม ความหวังเริ่มริบหรี่ลงเมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบใดๆ แต่เขาก็ยังหวัง หวังว่าพี่สาวจะลุกขึ้นมาได้ สามวันผ่านไป ในที่สุดพี่สาวก็ลืมตา"จื้อหงขอโทษ"ดวงตากลมโตสั่นเทาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้พี่สาวต้องโดนตี"พี่สาวเจ็บมากไหม"จื้อหงสะอื้นอีกครั้ง น้

  • ลิขิตรักยุค 80   ชีวิตต้องสู้

    "จื้ออิงวันนี้ว่างไหม""เธอจะทำแต่งานอย่างเดียวรึไง""โอ้ย! ชีวิตคนเรามันต้องมีสีสันบ้างสิ"'จื้ออิง' ในวัยยี่สิบห้าปีได้แต่ยิ้มรับ เธอรู้ดีว่าเพื่อนคงเป็นห่วงที่เห็นเธอทำงานหนัก การได้ไปเที่ยวไปผ่อนคลายบ้าง ก็เหมือนเป็นการได้เติมพลัง ผู้หญิงในวัยเดียวกันไม่มีใครทำงานหนักเหมือนเธอ"ฉันไม่ว่างน่ะสิ""คำก็ไม่ว่าง สองคำก็ไม่ว่าง เธอควรหาความสุขให้กับตัวเองบ้างสิจื้ออิง""ไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ""อย่าเบี้ยวล่ะ""อื้อ!"จื้ออิงรับคำเพื่อนที่ชวนเธอหลายครั้ง เธอเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่บอกปัด แต่ด้วยภาระที่ต้องแบกรับทำให้เธอต้องใช้เงินอย่างประหยัด เธอทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและพี่ชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่'จื้อหมิง' เป็นพี่ชายที่ไม่เอาถ่าน เขาเหมือนปลิงที่คอยดูดเลือดน้องสาวไม่ทำงาน วันๆ ขลุกแต่เล่นการพนัน และทุกสิ้นเดือน เงินของจื้ออิงก็จะถูกขูดรีดไปใช้ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี"จื้ออิง! วันนี้เงินเดือนออกแล้วใช่ไหม""ช่วงนี้พี่มีปัญหา พี่ขอยืมเงินหน่อยสิ""ถ้าได้เงินจากเพื่อนพี่จะรีบเอามาคืน"มันคือคำโกหกเดิม ๆ ที่จื้อหมิงใช้ ดวงตาคมไม่มีแม้แต่ความละอายใจ จื้ออิงมองดูมือที่ยื่นม

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status