LOGINเสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย
"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ" จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง "พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ" จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้ "ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง" จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า "คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ" เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเธอต้องหาที่พักราคาถูกและปลอดภัย เธอเช่าห้องพักเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีอะไร แต่ก็ดูสะอาดและปลอดภัยสำหรับสองพี่น้องที่หนีมา "จื้อหงอยู่ได้ใช่ไหม" เธอถามน้องชายที่ไม่งอแงแม้ว่าเธอจะพาเดินหาที่พักนานกว่าครึ่งวัน เธอจำเป็นต้องหาห้องเช่าราคาประหยัดเพื่อเก็บเงินที่เหลือไว้ให้มากที่สุด "จื้อหงอยู่ได้ฮะ" เด็กชายตัวน้อยพูดพร้อมรอยยิ้มที่จริงใจ ต่อให้นอนกลางดินเขาก็อยู่ได้ ถ้าที่นั่นมีพี่สาวอยู่ด้วย "จื้อหงเป็นเด็กดีจริงๆ" จื้ออิงยิ้มแล้วโอบกอดน้องชาย ตัวเล็กๆ แค่นี้แต่กลับฟังรู้เรื่องและเข้าใจแล้วจะไม่ให้เธอรักและเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ได้อย่างไรกัน "ป้าจะไม่ตามเรามาแล้วใช่ไหมฮะ" จื้อหงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นถาม ถึงจะหนีมาไกลแต่ก็ยังกลัวว่าป้าจะตามทัน จื้ออิงลูบหัวน้องชายพร้อมให้คำมั่นว่า... "ป้าจะไม่มีวันรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่!" ในค่ำคืนแรกในเมืองใหญ่ หลังจากที่จื้อหงหลับไปแล้ว จื้ออิงก็กางถุงผ้าเก่าๆ ที่มัดไว้อย่างแน่นหนาออกมา จื้ออิงมองเงินที่เหลืออยู่อย่างพิจารณาเพราะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งจะต้องหมดไป สมองของเธอครุ่นคิดว่าจะจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรเพื่อให้มันงอกเงยแทนที่จะลดลง ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง... ตอนแรกจื้ออิงคิดว่าจะหางานในโรงงานทำ แต่เมื่อมองจื้อหงที่ยังเด็กมาก เธอก็เลยตัดความคิดนี้ออกไป ในเมื่อไม่สะดวกทำงานประจำก็คงต้องเน้นไปที่ค้าขาย ในยุคที่กำลังเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนผ่านจากระบบคอมมูนไปสู่การค้าเสรีมีหนทางให้ทำกินมากมาย หากเธอจับจุดความต้องการของคนในยุค 80 ได้ หนทางสู่ความสุขสบายก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม "พี่สาวไม่นอนเหรอฮะ" จื้อหงตัวน้อยที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเอ่ยถาม ดวงตากลมโตดูง่วงงุนมาก มือน้อยๆ ขยี้ตาอยู่หลายครั้ง ช่างเป็นภาพที่น่าสงสารปนเอ็นดู "เดี๋ยวอีกสักพักพี่สาวก็จะนอนแล้ว" "แต่มันดึกมากแล้วนะฮะ" "จื้อหงเป็นห่วงพี่สาวเหรอ" เธอยิ้มให้เด็กชายที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงพี่สาวโดยไม่ปิดบัง ชีวิตในชาติที่แล้วของเธอช่างว่างเปล่าไร้ซึ่งความรัก แต่ชาตินี้ให้ความรู้สึกต่างกัน เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เข้ามาเติมเต็ม "อื้อ จื้อหงอยากให้พี่สาวพัก" เด็กชายตัวน้อยพยักหน้า จื้ออิงที่เคยใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปแต่ละวันกลั้นน้ำตา เพราะมันเป็นคำพูดที่เธอเคยอยากได้ยินมากที่สุดจากปากของพี่ชาย "พี่สาวร้องไห้ทำไมฮะ" เด็กชายตัวน้อยตกใจ มือน้อยๆ ลนลานช่วยเช็ดน้ำตาที่เลอะให้ เด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบไม่เข้าใจก็เลยถามด้วยความซื่อใสว่า "เจ็บหลังใช่ไหมฮะ...." มือน้อยๆ คลำไปตรงแผ่นหลังของเธอที่โดนป้าสะใภ้ใช้ไม้กวาดฟาดไม่ยั้ง ก่อนจะพูดคำที่น่ารักจนจื้ออิงที่ร้องไห้เพราะตื้นตันมีรอยยิ้มออกมา "เดี๋ยวจื้อหงช่วยเป่าฟู่ๆ ให้นะ" "ไม่เป็นไร พี่สาวหายเจ็บแล้ว" จื้ออิงปาดน้ำตาพร้อมกับยิ้มให้น้องชาย ชาติก่อนเธอเหมือนตัวคนเดียวแม้มีพี่ชาย ความรักที่โหยหาจากครอบครัวคือสิ่งที่เธอไม่เคยสัมผัสได้ เหมือนโชคชะตาจะสงสารหรือไม่ก็เห็นใจ ถึงได้มอบโอกาสให้เธอได้มาอยู่กับเด็กน้อยคนนี้สินะ "จื้อหง" "ฮะ" เด็กชายตัวน้อยขานรับ ถึงจะตัวเล็ก ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหาร แต่ดวงตากลมโตกลับเปล่งประกายความน่ารัก จื้ออิงดึงน้องชายเข้ามากอดมอบความรัก ดวงตาคู่สวยบัดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เธออยากให้ชีวิตของเด็กน้อยดีขึ้น "พี่จะหาเงินให้ได้เยอะๆ นะ" ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือคำมั่น ในสายตาของจื้อหง พี่สาวคนนี้คือทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขามีแค่กันและกัน ความลำบากที่สองพี่น้องต้องเผชิญก็เหมือนเชื้อเพลิงที่กดดันให้จื้ออิงต้องเร่งคิดหาหนทาง ถึงจะแสร้งทำเป็นหลับ แต่สมองก็ยังทำงาน มีหลายสิ่งที่จื้ออิงคิดแล้วอยากลองทำ พรุ่งนี้... ฉันคงต้องไปสำรวจตลาดสักหน่อยแล้ว!เช้าวันใหม่ในเมืองเสิ่นซื่อช่างคึกคัก จื้ออิงเปิดหน้าต่างห้องออกมา เธอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาและรถราที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในชนบทที่ห่างไกล เธอตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซี่รี่ย์ย้อนยุคที่เธอเคยดู"วันนี้เราจะไปตลาดกันนะ จื้อหง"จื้ออิงบอกน้องชายที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ร่างกายที่ผอมกว่าเด็กในวัยเดียวกันนี้สักวันเธอจะต้องขุนให้อ้วนพีีให้ได้เลย"เราจะไปทำอะไรกันฮะ?"จื้อหงถามพี่สาวด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มให้ ก่อนจะตอบให้้เด็กชายคลายความสงสัยว่า"ไปหาโอกาสที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นไง"ถึงจื้อหงจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้พี่สาวที่ใจดี ในชีวิตของเขามีแค่พี่สาวที่หวังดี ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งให้ทำอะไร เขาไม่เคยงอแง"ถ้าพี่สาวหาเงินได้เยอะๆ พี่สาวจะรีบซื้อชุดใหม่ให้จื้อหงนะ"จื้ออิงบอกน้องชายขณะช่วยสวมเสื้อให้ ดูจากร่องรอยของการปะชุนก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตมาอย่างไร ต่อให้เสื้อเก่า กางเกงขาด ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยสนใจ เธออยากซื้อชุดใหม่ให้ แต่ชายน้อยกลับส่ายหน้าและบอกว่า"ผมยังไม่อยากได้ฮะ""ทำไมล่ะ""เสื้อผ้าพวกนี้ผมยังใ
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ"จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง"พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ"จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้"ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง"จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า"คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ"เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน นางหลี่ซื่อภรรยาของลุงจื้ออิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เธอต้องรีบไปตรวจงานบ้านที่โยนให้จื้ออิงทำเมื่อวานก่อนจะเริ่มวันใหม่ที่แสนน่าเบื่อ"จื้ออิง!""ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว"หลี่ซื่อตะโกนเสียงดังจากห้องครัว แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบผิดปกติ"ยัยเด็กนี่! แอบอู้อีกแล้วสินะ"หลี่ซื่อเดินกระทืบเท้าตึงตังไปที่ห้องพักของสองพี่น้องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนอนเล็กๆ นั้นว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และไม่มีวี่แววของจื้ออิงและจื้อหง เลย"หนีงานไปเที่ยวเล่นรึไงนะ!"เธอพึมพำด้วยความโมโห"ถ้ากลับมาเมื่อไหร่นะจะตีให้ขาหักเลย"นางหลี่ซื่อพูดไปก็ฟึดฟัดไป จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ หลี่ซื่อขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือของจื้ออิงทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ
จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด'ไม่ได้!!!''แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัว
ความเย็นเยียบ...คือสิ่งแรกที่จื้ออิงรู้สึกเมื่อได้สติคืนกลับมา ดวงตาที่หนักอึ้งของเธอค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ กลิ่นยาจีนฉุนๆ ลอยแตะจมูกทันที่ที่ลืมตา และเพดานไม้เก่าๆ ที่เห็นตรงหน้าก็ทำเธองุนงงที่นี่ที่ไหน?จื้ออิงคิดขณะพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เธอรู้สึกเจ็บไปทั้งร่างกาย แต่ไม่ทันที่เธอจะได้นึกหาย้อนถึงเหตุการณ์ เสียงร้องไห้เล็กๆ ก็ดึงความสนใจ"ฮึกๆๆ"เธอเห็นเด็กผู้ชายตัวผอมอายุราวๆ สี่ถึงห้าปีกำลังนั่งร้องไห้ สภาพของเด็กคนนี้ดูแล้วน่าสงสารจับใจ เสื้อผ้าที่สวมดูเก่าและซีดจนมองหาสีเดิมไม่ได้ เมื่อเห็นเธอขยับตัวเด็กน้อยก็ดูดีใจ มือที่ผอมแห้งจับมือของเธอไว้พร้อมกับพูดเสียงสะอื้นว่า"ฮึกๆ พี่สาวฟื้นแล้ว"เด็กชายตัวน้อยรีบปาดน้ำตา หลายวันที่ผ่านมาเขาได้แต่นั่งมองพี่สาวที่นอนซม ความหวังเริ่มริบหรี่ลงเมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบใดๆ แต่เขาก็ยังหวัง หวังว่าพี่สาวจะลุกขึ้นมาได้ สามวันผ่านไป ในที่สุดพี่สาวก็ลืมตา"จื้อหงขอโทษ"ดวงตากลมโตสั่นเทาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้พี่สาวต้องโดนตี"พี่สาวเจ็บมากไหม"จื้อหงสะอื้นอีกครั้ง น้
"จื้ออิงวันนี้ว่างไหม""เธอจะทำแต่งานอย่างเดียวรึไง""โอ้ย! ชีวิตคนเรามันต้องมีสีสันบ้างสิ"'จื้ออิง' ในวัยยี่สิบห้าปีได้แต่ยิ้มรับ เธอรู้ดีว่าเพื่อนคงเป็นห่วงที่เห็นเธอทำงานหนัก การได้ไปเที่ยวไปผ่อนคลายบ้าง ก็เหมือนเป็นการได้เติมพลัง ผู้หญิงในวัยเดียวกันไม่มีใครทำงานหนักเหมือนเธอ"ฉันไม่ว่างน่ะสิ""คำก็ไม่ว่าง สองคำก็ไม่ว่าง เธอควรหาความสุขให้กับตัวเองบ้างสิจื้ออิง""ไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ""อย่าเบี้ยวล่ะ""อื้อ!"จื้ออิงรับคำเพื่อนที่ชวนเธอหลายครั้ง เธอเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่บอกปัด แต่ด้วยภาระที่ต้องแบกรับทำให้เธอต้องใช้เงินอย่างประหยัด เธอทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและพี่ชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่'จื้อหมิง' เป็นพี่ชายที่ไม่เอาถ่าน เขาเหมือนปลิงที่คอยดูดเลือดน้องสาวไม่ทำงาน วันๆ ขลุกแต่เล่นการพนัน และทุกสิ้นเดือน เงินของจื้ออิงก็จะถูกขูดรีดไปใช้ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี"จื้ออิง! วันนี้เงินเดือนออกแล้วใช่ไหม""ช่วงนี้พี่มีปัญหา พี่ขอยืมเงินหน่อยสิ""ถ้าได้เงินจากเพื่อนพี่จะรีบเอามาคืน"มันคือคำโกหกเดิม ๆ ที่จื้อหมิงใช้ ดวงตาคมไม่มีแม้แต่ความละอายใจ จื้ออิงมองดูมือที่ยื่นม







