เข้าสู่ระบบ“เราอาจจะต้องย้ายออกจากที่นี่ค่ะยาย” ลิปการ์พูดกับยายเบาๆ
“อะไรนะ เอ๋ยบอกว่าเราจะย้ายออกจากที่นี่มีเรื่องอะไรเหรอลูก” นางน้อมถามหลานสาวด้วยความตกใจหากย้ายออกจากบ้านหลังนี้แล้วพวกเธอจะไปอยู่ที่ไหนเพราะตั้งแต่แต่งงานกับสามีก็มาทำงานที่บ้านนี้สี่สิบกว่าปีญาติพี่น้องก็อยู่คนที่คนละทางที่ดินสักผืนก็ยังไม่มี
“คุณชาเอาบ้านหลังนี้พร้อมที่ดินผืนนี้ไปจำนองกับธนาคารแล้วไม่ยอมส่งเงินต้นเงินดอกและทางธนาคารก็ให้เวลาสองเดือนหาเงินไปจ่ายดอกจ่ายต้นไม่งั้นจะถูกยึดค่ะ”
“อกอีน้อมจะแตก ทำไมมันเลวแบบนี้นะแล้วคุณมนว่ายังไงลูก” นางน้อมถึงกับหมดแรงจนทัพพีร่วงจากมือเสียงดังเมื่อได้ยินหลานสาวพูดแม้เธอจะทำใจเรื่องลูกสาวที่ทะเยอทะยานคิดว่าชาคริตจะรักจริงแต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งทำให้ลูกกพร้าพ่อทั้งที่พ่อยังมีชีวิตอยู่และเธอก็ปล่อยวางไปแล้ว แต่สำหรับชาคริตเธอก็เจ็บแค้นแทนหลานสาวที่พ่อไม่ยอมรับไม่มาเหลียวแลแม้แต่หางตา
“ยายไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวเอ๋ยจะหาที่อยู่ใหม่สำหรับพวกเราเป็นห่วงแต่ครอบครัวของลุงสมกับลุงดำไม่รู้จะทำยังไงค่ะ” ลิปการ์พูดอย่างหนักใจเพราะเงินจำนวนสามสิบกว่าล้านเธอไม่มีปัญญาหามาใช้คืนแน่นอนเพราะทุกวันนี้เธอทำงานกินเงินเดือนก็พอค่าใช้จ่ายบ้านและคุณย่ายังมีเงินทุนสำรองที่กันไว้สำหรับทำสวนและมีเงินเก็บอีกจำนวนหนึ่งและอีกส่วนจากประกันชีวิตของคุณปู่ที่เก็บไว้เป็นสำหรับฉุกเฉินและยังมีที่ดินที่จังหวัดเชียงใหม่อีกสองแปลงที่พ่อของเธอไม่รู้ก็พอทำให้ทุกคนไม่ลำบากเพราะย่าเป็นคนรอบคอบท่านจัดสรรเงินทองไว้เป็นระเบียบหากไม่จำเป็นเธอก็ไม่เอาออกมาใช้เพราะท่านให้เธอเป็นคนเก็บทุกอย่างไว้
“เอ๋ยเอ้ย ลำบากหลานยายแล้วลูก” นางน้อมพูดกับหลานสาวแล้วโอบกอดลูบหลังเบาๆ
“เอ๋ยไม่เป็นไรไปคะ ย่าตายายเลี้ยงดูเอ๋ยมาจนโตก็ลำบากไม่น้อยเอ๋ยจะไม่ทำให้ย่าตายายลำบากค่ะ” ย่าตายายช่วยกันเลี้ยงเธอมาจนโตท่านก็ลำบากมามากแล้วเธอจะไม่ทำให้พวกท่านลำบากเช่นกัน
“เอ๋ยเป็นเด็กดีกตัญญูรู้คุณแบบนี้ยายก็ชื่นใจแล้วลูก ไปเปลี่ยนชุดเถอะเดี๋ยวจะได้มากินข้าว” นางน้อมบอกหลานสาวที่เธอรักมากกว่าลูกสาวเสียด้วยซ้ำและลูกสาวของเธอมันเลือกผัวผิดแล้วยังชิงจากไปก่อนทิ้งลูกเล็กไว้ให้เธอกับสามีและปู่ย่าเลี้ยงโดยที่พ่อไม่สนใจและไม่คิดว่าเป็นลูก
“เดี๋ยวเอ๋ยมานะคะยาย จุ๊บ” ลิปการ์พูดจบก็หอมแก้มยายก่อนจะเดินเข้าในบ้านหลังใหญ่ที่เมื่อตอนปู่มีชีวิตอยู่สวยงามและมีผู้คนเข้าออกตลอดเวลาแต่พอปู่หมดอำนาจบารมีผู้คนก็ห่างหายไปนานๆถึงจะมีคนที่ยังเคารพแวะมาเยี่ยมเยียนแต่พอปู่เสียทุกอย่างก็เงียบหายไปตามกาลเวลาทำให้ที่นี่เงียบเหงาเหลือแค่สี่คนในบ้านและคนงานอีกสองครอบครัวที่เธอหนักใจไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือยังไง
“เฮ้อ เวรกรรมอะไรของหลานฉันนะ” นางน้อมมองตามหลังหลานสาวแล้วถอนหายใจ
เวลา 18.30น.
สมาชิกในบ้านทั้งสี่คนก็มานั่งทานอาหารเย็นด้วยกันโดยไม่มีเจ้านายลูกน้องแต่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่เหลืออยู่และดูแลกันมานาน
“นายยนต์กับแม่น้อมรู้เรื่องบ้านของเราติดจำนองแล้วใช่มั้ย” คุณสิรามนพูดขึ้นหลังจากทานอาหารเย็นอิ่มแล้วเพื่อหารือกันว่าจะทำยังไงกันต่อไป
“ค่ะ/ครับคุณมน”
“ฉันไม่คิดว่าจะมาเสียบ้านตอนแก่แบบนี้ ฉันไม่น่าเชื่อตาชาเลยทั้งที่ฉันตั้งใจเก็บบ้านและที่ดินผืนนี้ให้แม่เอ๋ยแต่สุดท้ายฉันก็ยังเห็นแก่ตัวให้ลูกชายไป ฉันเป็นย่าที่แย่จริงๆ”คุณสิรามนว่าตัวเองแต่ยังไงเธอก็ตัดลูกไม่ได้
“คุณย่าอย่าพูดแบบนี้สิคะ ที่ผ่านมาคุณย่าดูแลเอ๋ยมาเป็นอย่างดีส่วนของพวกนี้มันเป็นของนอกกายอย่าไปยึดติดกับมันนะคะ และเงินมากมายขนาดนั้นมันเกินกำลังที่เราจะยื้อไว้ค่ะ” เธอไม่ได้ยึดติดทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของตัวเองแค่ปู่ย่าเลี้ยงดูให้การศึกษาเธอก็เป็นพระคุณมากแล้ว
“รอให้ย่าคุยกับตาชาก่อนแล้วเราค่อยมาคิดกันว่าจะเอายังไง ยังไงย่าก็ยังมีที่ดินเหลืออีกสองแปลงและมีเงินเก็บที่จะช่วยพวกเราได้นายยนต์กับแม่น้อมไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ” คุณสิรามนพูดกับคนสนิททั้งสองและยังเป็นตายายของหลานสาว
“ฉันกับตายนต์ก็พอมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งเหมือนกันค่ะ” นางน้อมบอกเจ้านายที่ตอนนี้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันดูแลกันมาตลอด
“ฉันขอโทษแทนลูกชายของฉันด้วยนะนายยนต์แม่น้อม”
“ไม่เป็นไรครับคุณมน มันเป็นกรรมของนังอรลูกสาวของผมเองที่มันมักใหญ่ใฝ่สูงโดยไม่มองกำพืดของตัวเองจนทำให้ลูกพลอยลำบากไปด้วย ดีว่าเอ๋ยเป็นเด็กดีและเข้มแข็งถึงยืนหยัดอยู่มาได้” พยนต์พูดปลดปลงๆเขาไม่คิดโกรธแค้นชาคริตที่ไม่สนใจลูกสาวแค่หลานคนเดียวเขาเลี้ยงได้และยังมีปู่ย่าที่ช่วยเหลือแค่เห็นหลานมีความสุขเขาก็พอใจแล้ว
“เอาเถอะเดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง แม่น้อมกับนายนต์ไปพักผ่อนเถอะเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว” คุณสิรามนบอกตายายของหลานสาวที่เป็นคนดูแลสวนผักผลไม้ที่พอจะสร้างรายได้เลี้ยงทุกคนโดยไม่เอาเงินเก็บออกมาใช้
“ครับคุณมน เอ๋ยก็ดูแลย่าด้วยนะลูกตาจะไปปิดบ้านก่อน” พยนต์พูดกับหลานสาวอย่างอ่อนโยนผิดกับหน้าตาที่ดุดัน
“ค่ะตา” ลิปการ์ยิ้มให้ตายายที่พักอยู่ห้องชั้นล่างคนละฝั่งกับห้องของย่าส่วนเธอพักชั้นบนคนเดียวแต่พอย่าแก่แล้วก็มานอนเป็นเพื่อนท่าน
เมื่ออาบน้ำแล้วลิปการ์ก็ลงมาชั้นล่างเพื่อนอนเป็นเพื่อนย่าเหมือนทุกคืนและเช้ามาเธอก็ตื่นมาช่วยยายทำอาหารและทานอาหารเช้าก่อนจะไปทำงาน
ถัดมาอีกสามวันที่คุณสิรามนนัดลูกชายไว้และวันนี้ลิปการ์ไปทำงานแม้จะเป็นวันเสาร์แต่ที่บริษัทก็ยังทำงานหยุดแค่วันอาทิตย์ทำให้ไม่เจอคนเป็นพ่อที่มากับภรรยา
“สวัสดีครับ/ค่ะคุณแม่”
“สบายดีนะแม่พร” คุณสิรามนรับไหว้ลูกชายลูกสะใภ้
“สบายดีค่ะ พรซื้อเครื่องดื่มบำรุงกำลังมาฝากคุณแม่ด้วยค่ะ” ทิติพรพูดกับแม่สามีที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าเพราะเธอไม่อยากมาแต่ครั้งนี้ท่านบอกให้สามีมาหาบอกว่ามีธุระจะคุยด้วยเธอคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดินผืนนี้จึงมาด้วยและเธอต้องมาทุกครั้งเพราะกลัวสามีจะสนใจนังลูกคนใช้แล้วยกมาเสมอตนกับลูกๆของเธอ
“ขอบใจนะแม่พร น้ำท่าในตู้เย็นก็หยิบเอาเองนะพอดีบ้านนี้มีคนใช้น่ะ” คุณสิรามนบอกลูกสะใภ้ที่กวาดสายตามองหาหลานสาวของเธอ
“ค่ะคุณแม่” ทิติพรยิ้มเจื่อนเมื่อแม่สามีพูดอย่างรู้ทันเธอ
“คุณแม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ พอดีผมจะตีรถกลับเลย” ชาคริตถามแม่เพราะไม่รู้เรื่องโฉนดที่ดินของแม่ที่เอาไปค้ำประกันธุรกิจได้ถูกภรรยาเอาออกไปจำนองกับธนาคารที่เพื่อนของพ่อเป็นเจ้าของเรื่องจึงเงียบเพราะทุกคนปิดปากเงียบตามคำสั่งของทิติพร
“เรื่องโฉนดที่ดินของแม่ที่พ่อชายืมไปค้ำประกันธุรกิจแต่กลับเอาไปจำนองและตอนนี้ทางธนาคารเขาให้เวาสองเดือนหากไม่นำเงินต้นและดอกไปคืนก็จะยืดบ้านหลังงนี้” คุณสิรามนพูดกับลูกชายที่ทำหน้างง
“คุณแม่พูดอะไรครับ โฉนดของคุณแม่ผมไม่ได้เอาไปจำนองนะครับ” ชาคริตถึงกับงงเพราะเขาแค่เอาไปค้ำประกันเท่านั้นและธุรกิจของเก็ไม่ได้มีปัญหาแล้วเขาคิดว่าจะเอามาคืนท่านเพราะมันเป็นที่ดินผืนสุดท้ายที่ท่านมีและท่านบอกเขาแล้วว่าจะยกให้ลิปการ์เขาก็เห็นด้วยถึงยังไงเด็กนั่นก็เป็นลูก
“แล้วนี่อะไรล่ะ” คุณสิรามนยื่นซองเอกสารของธนาคารให้ลูกชายดูและเห็นลูกสะใภ้หน้าเสียก็คิดว่าคนทำน่าจะไม่ใช่ลูกชายของเธอ
“คุณพรนี่มันอะไรกัน ทำไมโฉนดที่ดินของคุณแม่ถึงไปอยู่ที่ธนาคารของคุณปองพลได้” ชาคริตอ่านเอกสารแล้วถามภรรยาเพราะเขาเก็บโฉนดที่ดินไว้ในตู้เซฟที่บ้านและคนที่เปิดได้มีแค่เขากับภรรยาเท่านั้น
“คือว่าตาฟิวส์จะเอาเงินไปเพิ่มในพอร์ตแล้วตอนนั้นฉันไม่มีเงินสดก็เลยยืมโฉนดของคุณแม่ไปจำนองและเอาเงินมาให้ตาฟิวส์แล้วตาฟิวส์ขายหุ้นขาดทุนครั้งนั้นไงคะก็เลยไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยค่ะ” ทิติพรตอบสามีอย่างไม่สะทกสะท้านเธอรู้ว่าแม่สามีจะยกโฉนดที่ดินแปลงนี้ให้นังลูกคนใช้นั่นแล้วเรื่องอะไรเธอจะยอมล่ะเงินตั้งสี่สิบห้าสิบล้านและเธอวางแผนไว้แล้ว
“งั้นพ่อชาก็ไปจัดการเอามาคืนแม่ด้วยลูก” คุณสิรามนพูดกับลูกชายแล้วหนักใจเพราะลูกชายกลัวเมียยอมทำตามเมียทุกอย่างแม้กระทั่งไม่มาหาเธอแต่คนเป็นแม่ยังไงก็ตัดลูกไม่ขาดแต่ทำอะไรไม่ได้
“ได้ครับคุณแม่ เดี๋ยวผมจะจัดการให้ครับ" ชาคริตถอนหายใจหันไปมองภรรายตัวตั้นเรื่องที่ทำลับหลังเขา
“ที่ผ่านมาเก๋ไม่สนใจค่ะ แต่จากนี้ไปถ้ามีเลิกสถานเดียวค่ะ” คีติกามองแฟนหนุ่มแล้วยิ้มในเมื่อเธอเปิดใจให้เขาก็จะเชื่อใจหวังว่าเขาจะไม่ทำให้เธอผิดหวังที่คบกับเขาส่วนสาวๆเป็นอดีตของเขาก่อนที่จะคบกับเธอเธอไม่เก็บมาคิดให้เสียอารมณ์เพราะตอนนั้นเขาโสด"พี่ยอมเก๋ทุกอย่างครับ""โห่ๆๆๆ.."ทุกคนโห่ใส่วรกันต์จากนั้นก็ดื่มกินและคุยกันทั้งเรื่องงานและเรื่องที่เกิดขึ้นที่พังงาแล้วคีรีภัทรก็ถูกเพื่อนหยอกล้อที่หลงเมียเป็นที่สนุกสนาน แม้ทุกคนจะตกอยู่ในสายตาของสาวสวยทั้งหลายแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและกลุ่มดารานางแบบสาวทั้งหมดก็ไม่มายุ่งกับพวกเขาพวกเธอก็เต้นกันอย่างสนุกสนานมีหนุ่มหนุ่มฝรั่งหลายคนไปชนแก้วด้วย“หมดแก้วนี้กูกลับก่อนนะ” คีรีภัทรมองดูนาฬิกาก่อนจะบอกเพื่อนเพราะเขาอยากพักผ่อนมากกว่าและบอกภรรยาไว้ว่าจะโทรหาเธอ“มาด้วยกันก็กลับด้วยกันสิวะ คืนนี้กูจะไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์” ปรินทรพูดกับเพื่อนเขาไม่ได้ไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์ตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่“ไวน์หมดขวดก่อนแล้วกลับนะ” บรินัยบอกเพื่อนเพราะไวน์เหลืออีกคนละแก้วก็หมด“เอ้าชนแก้ว” วรกันต์ชูแก้วไวน์ชนกับเพื่อนและแฟนสาวเพราะคืนนี้พวกเขารับประทานอาหารและดื่มกันน
“แล้วไอ้เบ็คล่ะ ไม่มีแฟนแล้วเสือกมาช้าอีก”“มาแล้วเว้ยไอ้คนมีแฟน ได้ทีนี่ว่ากูจัง เอ่อ เมื่อกี้กูเห็นอดีตของมึงมาด้วยวะแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหนนะ” บรินัยพูดกับเพื่อนตอนที่เขากำลังเดินเข้ามาในโรงแรมเห็นดาราสาวอดีตคู่ควงของคีรีภัทรและเพื่อนดารานางแบบสี่ห้าคนเพิ่งลงจากรถหน้าโรงแรม“ดูท่างานจะเข้าแล้วมั้งพี่คีย์” คีติกาแซวพี่ชายเพราะตอนยังโสดนี่เพื่อนเยอะเกินไป“งั้นกูกลับดีกว่ามั้ยวะ”“ไม่มีอะไรหรอกน่าเพื่อน พวกกูอยู่ตั้งหลายคนและคนของกูก็อยู่เต็มโรงแรมหากใครจะหิ้วมึงขึ้นห้องก็ต้องมีคนเห็นเดี๋ยวกูสั่งลูกน้องไว้เลยก็ได้” ปรินทรพูดกับเพื่อนขำๆตั้งแต่คีรีภัทรบอกว่าจะแต่งงานก็หยุดทุกอย่างเคลียร์ตัวเองให้ว่าที่เจ้าสาวเห็นว่าเขาไม่มีใครแล้วก็เหมือนเขาตอนนี้ที่เคลียร์ตัวเองให้ทิพรดาเห็นว่าเขาพร้อมจะหยุดที่เธอ“ตกลงจะสั่งอะไรมั้ยกูหิวแล้ว” คีรีภัทรไม่สนใจเพราะเขาเคลียร์ตัวเองเรียบร้อย“สั่งเลยเพื่อน กูขอไวน์นะ” บรินัยบอกเพื่อนแล้วนั่งดูนักเที่ยวสาวๆเผื่อคืนนี้จะได้ไม่นอนเหงาทุกคนก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ชอบและคุยกันแล้วสาวสวยกลุ่มใหญ่ก็เดินเข้ามาในคลับแล้วพนักงานก็พาไปนั่งโต้ะด้านหน้าเวทีที่จองไว
“ครับคุณคีย์ ผมไปทำงานก่อนนะครับ อ้อ ถ้าอยากรู้ก็ถามคุณเก้าเองนะครับ” จิรัชยิ้มให้เจ้านายก่อนจะพูดทิ้งท้ายไว้ให้ไปถามพี่ชายเองแล้วเดินไปที่โต้ะทำงานของเขาคีรีภัทรมองเลขาคนสนิทแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานแล้วลงมือทำงานที่กองบนโต้ะไม่นานก็เที่ยงวันเขาก็ให้จิรัชสั่งอาหารมากินที่ห้องทำงานเพราะมีงานด่วนและช่วงบ่ายเขาต้องเข้าไปดูงานที่โรงงานจึงเร่งงานบนโต้ะให้เสร็จก่อน“ก๊อกกๆๆ..”“ทำไรอยู่วะ” วรกันต์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อนที่ก้มหน้าทำงานแล้วยิ้มขำ“ทำงานไง แล้วมึงว่างนักหรือไงถึงมาบริษัทของกูได้ทุกวันเดี๋ยวก็เจ๊งหรอก” คีรีภัทรว่าเพื่อนตั้งแต่มันตกลงคบกับน้องสาวของเขาก็มารับไปทานอาหารกลางวันทุกวัน“ถ้าเจ๊งกูก็มาเกาะมึงกินไง ว่าแต่ไปฮันนีมูมมาเป็นยังไงบ้างวะแต่ดูหน้าตามึงแล้วน้ำทะเลคงจืดแหละเนาะ” วรกันต์พุดเองตอบเอง“อยากรู้มึงก็มีเมียดูสิ”“ก็รอน้องมึงใจอ่อนนี่แหละ” วรกันต์ตอบเพื่อนและไม่รีบร้อนเพราะเขากับคีติกาเพิ่งตกลงคบหากันถึงแม้จะรู้จักกันมานานแต่ยังไม่ได้คุยกันจริงจัง“ยังเร็วไปเพื่อน อีกสักสองปีแค่แต่งนะ”“นานไป กูกับเก๋รู้จักกันมานานและกูให้เวลาเก๋แค่ปีเดียวพอ” วรกันต์บอกเ
“ยังไงก็คุยกันซะ จะเอายังไงก็บอกพี่ละกันพี่กลับก่อนนะ” พิพัฒน์พูดกับน้องสาวแล้วเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของหลานชายพร้อมภรรยาทิติพรมองตามหลังพี่ชายแล้วถอนหายใจตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากหลบหน้านักข่าวและผู้คนไปจากเมืองไทยสักพักก่อนรอให้ข่าวซาแล้วค่อยกลับมาห่วงแต่ลูกทั้งสองที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายและยังไม่สำนึกยังโทษแม่สามีกับลิปการ์ทำใครอบครัวของเธอที่พิษณุโลกเพื่อนของลิปการ์และคีรีภัทรมารับประทานอาหารเย็นด้วยกันและดื่มกันนิดหน่อยจนสี่ทุ่มก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนลิปการ์ก็ช่วยยายกับทุกคนเก็บโต้ะและล้างถ้วยจานชามจนเสร็จก่อนจะขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำพักผ่อนพอเข้าไปในห้องนอนก็เห็นสามีนอนเอกนกอยู่บนเตียงใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวอวดแผงอกหนั่นแน่นน่าลูบไล้ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพราะห้องนอนของเธอไม่เหมือนห้องนอนที่บ้านของเขาที่กว้างขวางห้องของเธอมีห้องน้ำในตัวมีเตียงนอนชิดผนังห้องด้านหนึ่งติดหน้าต่างและตู้เสื้อผ้าอยู่ถัดจากประตูห้องและโต้ะกระจกติดประตูห้องน้ำด้านข้างอีกฝั่งมีโต้ะหนังสือริมหน้าต่างบนผนังห้องมีรูปภาพใรวัยเด็กจนถึงวันรับปริญญาและมีนาฬิกาแขวนบนผนังห้องหนึ่งอันคีร
“ดีใจด้วยว่ะเพื่อน” คีรภัทรดีใจกับเพื่อนแล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้เพราะเขาตั้งใจปั๊มเหลนให้ย่าๆและตายายพ่อแม่ลุงป้าอย่างเต็มที่จนภรรยาสาวแทบไม่ได้พักแต่เขาก็รักและทะนุถนอมภรรยาสาว“ขอบใจเพื่อน ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังคุยกันได้ฤกษ์ดีเมื่อไหร่ฉันจะบอกนะ”“ได้เลยเพื่อน ฉันจะรอรับขวัญหลาน”แล้วสองหนุ่มก็คุยเรื่องงานที่คืบหน้าไปมากและไม่มีอะไรขัดข้องการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเขาอยากให้เสร็จก่อนจะเข้าหน้าฝน“งั้นฉันจะเร่งมือสร้างบ้านก่อนนะ ส่วนรีสอร์ทก็จะให้ทำทางเดินแล้วทำคลองน้ำตามแผนก่อนละกัน” เจนจบปรับแผนงานใหม่ยังไงก็ต้องรอดินมันเซตตัวก่อนถึงจะสร้างบ้านพักได้เพราะบางจุดก็ถมดินคลองน้ำทำให้ดินทรุดตัวลงเป็นแอ่งทั้งที่เขาเอาหินมาถมแล้วอัดดินลงไปแต่ยังไงก็ต้องตอกเสาเข็มเพื่อให้ฐานแข็งแรง“ขอบใจมากเจน ถ้างานรีสอร์ทล่าช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไรนะ” เขาเป็นคนทำให้งานของเพื่อนล่าช้าจึงผ่อนปรนให้เจนจบ“ขอบใจมากคีย์ แต่ฉันจะทำให้เสร็จตามกำหนดได้แหละ”“เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันนะ”“ได้ๆ แต่ว่ามีดื่มด้วยมั้ยวะ พอดีเมียฉันท้องแล้วเหม็นแอลกอฮอล์ฉันเลยแตะไม่ได้เลยว่ะ” เจนจบบอกเพื่อว่าแฟนสาวแพ้ท้องเหม็นแอลกอฮอล์และกล
“แม่ไม่ออกความเห็นนะลูก ชาไม่ใช่เด็กๆที่แม่จะต้องชี้แนะเพราะชาเป็นคนเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแม่ก็ได้แต่หวังว่าลูกของแม่จะมีความสุขเท่านั้นและไม่ว่าชาจะตัดสินใจยังไงแม่ก็จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอจ้ะ” คุณสิรามนพูดกับลูกชายอย่างเข้าใจ“ขอบคุณครับคุณแม่ที่เข้าใจผม ทั้งที่ผมทำแต่ความลำบากให้คุณแม่มาตลอดแต่คุณแม่ไม่เคยทิ้งผม ต่อไปผมจะทำหน้าที่ลูกดูแลคุณแม่ให้ดีกว่าเดิมจะไม่ละทิ้งคุณแม่เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วครับ” ชาคริตพูดกับแม่แล้วเขาลุกจากเก้าอี้ไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าท่านก่อนจะกราบเท้าแม่ขอโทษท่านที่ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีมากว่ายี่สิบปีและต่อไปเขาจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่แม่เชื่อว่าชาจะทำได้ตามที่ตั้งใจได้ลูก” คุณสิรามนมองลูกชายน้ำตาคลอแล้วลูบศีรษะไปมาด้วยความรัก“ผมรักแม่ครับ” ชาคริตพูดสียงสั่นน้ำตาไหลออกมาด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกเมียและแม่สุดท้ายชีวิตครอบครัวของเขาก็พังลงแต่ตอนนี้เขารู้สึกผ่อนคลายหลังจากได้คุยกับแม่และขอโทษท่าน“แม่รู้ลูก แม่รู้” คุณสิรามนกอดลูกชายด้วยความรักและให้กำลังใจเพราะท่านก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหนอย่







