INICIAR SESIÓN
เขาพูดทั้งที่เปลือกตายังปิดอยู่ เธอที่โน้มตัวลงใกล้กันเกินไป หากไม่มัวแต่ยืนตัวแข็งทื่อ ก็คงหนีทันไปแล้ว เพราะจังหวะที่กำลังจะดึงตัวขึ้นมามือหนากลับตะปบบีบตรงทอยกันไว้พอดิบพอดี
“คะ คุณ..”
เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบเธอก็ตกใจ มือรั้งกันไว้ไม่ให้หนีนั้นยิ่งตกใจกว่า แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือเขาทำมันทั้งที่ดวงตายังคงหลับอยู่ แสดงว่าเขาตื่นตั้งนานแล้ว ไม่ก็ไม่ได้หลับตั้งแต่แรก
ร่างเล็กพยายามดิ้นขลุกขลัก ทว่ายิ่งดิ้นเหมือนยิ่งดันทุรังให้อิสระพันธนาการลดน้อยลง เหมันต์ใช้จังหวะสมองของเธอกำลังชุลมุนรั้งท้ายทอยลงมา ดึงศีรษะของตัวเองขึ้นไปและเอียงหน้าเข้าหา ยื่นริมฝีปากหยักแนบชิดกับอวัยวะเดียวกัน
“อื้อ...”
คนที่ยืนนิ่งค้างหนีไม่พ้นเธอ ร่างเล็กที่ถูกคนเจ้าเล่ห์ขโมยจูบแรกไปแบบไม่ทันตั้งตัว
ลลิสาขมวดคิ้ว กำลังสงสัยต่อรสจูบนั้นผ่านริมฝีปากร้อนฉ่า ที่เพียงแตะอย่างผิวเผิน ไม่ถึงกับบดขยี้ ก็ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งกายแล้ว พอเริ่มบดขยี้ช้าๆ แตะปล่อย แตะปล่อยซึมซับสลับกันหลายครั้ง ความชาวาบถึงจะมีขึ้นมา คล้ายกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วตัว ตรงท้องน้อยเหมือนผีเสื้อนับร้อยวนเวียน สมองของเธอขาวโพลนนับแต่นั้น
“อึก..”
มาเริ่มออกแรงต่อต้าน ใช้มือบางทุบตีเขา ก็ตอนแรงบดขยี้เริ่มหนักหน่วง พยายามสอดแทรกปลายลิ้นเข้ามา ทว่ากลับทักท้วงเขาไม่สำเร็จ เมื่อมือประทุษร้ายทั้งสองถูกมือใหญ่รวบไปไพล่หลัง ทันทีที่ร่างสูงลุกขึ้นยืน
“อื้อ”
ลลิสาไม่มีโอกาสได้ถอดถอนด้วยตัวเอง เหตุเพราะศีรษะทุยของเธอถูกมือหนาจับกุมเอาไว้
กลิ่นหอมจางๆจากบุหรี่ราคาแพง ปกติเธอไม่ชอบเอามากๆ สิ่งนี้เป็นชนวนเหตุต่อโรคประจำตัวของเธอกำเริบ แต่พอเป็นเขากลับรู้สึกดีและมีเสน่ห์ขึ้นมาแปลกๆ
หญิงสาวเริ่มหายใจไม่ออก ขณะเดียวกันเขาคงรู้ถึงได้ปล่อยให้เป็นอิสระ
ลลิสาถอยกรูด กระโดดถอยห่างไปตั้งหลัก ใช้หลังมือถูปากอย่างลวกๆ ความตกใจทำให้เธอตัวสั่นสะท้าน จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“...........”
แต่พอจะอ้าปากด่ากลับพูดไม่ออก เมื่อเขาทิ้งตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วปิดเปลือกตาหลับต่อ
อะไรกันเนี่ย!
จะว่าละเมอคงไม่ใช่
นี่มันจงใจชัดๆ
“โคตรจะจืดชืด”
ผ่านไปไม่กี่อึดใจเขาก็ลืมตาขึ้นมา คราวนี้ดึงตัวเองนั่งหลังตรง ทอดมองเธอนิ่ง ตาไม่กะพริบ
“คุณมันเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้จริงๆ”
“ผมก็แค่อยากให้คุณรับผิดชอบ ที่ปล่อยให้ผมนั่งรอคุณจนหลับ”
“ด้วยจูบเนี่ยนะ”
“หรือจะอย่างอื่นด้วย?”
พวงแก้มของเธอร้อนผ่าวอีกครั้ง ถึงขนาดยืนอยู่ที่เดิมไม่ติดพื้น ความประหม่าทำให้เท้าเธอเบาหวิว ไม่พอแขนขากำลังอ่อนแรงด้วย
“เอ่อ..ทำห้องเสร็จแล้วค่ะ แล้วก็อาบน้ำเสร็จแล้วด้วย ถ้าอย่างนั้นสาขอกลับห้องตัวเองนะคะ”
พูดจบเธอก็เตรียมตัวจะออกเดิน ทว่า..
“จะรีบไปไหน”
พลันร่างทั้งร่างชะงัก หากแต่ไม่ได้หันกลับไปเผชิญหน้า
“จะให้อยู่ทำไมอีก..”
“ถ้าผมไม่ได้บอกให้คุณไป คุณก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นครับ”
เธอเงียบ ไม่คิดจะเถียงต่อ ความตกใจก่อนหน้านี้ทำเธอเขินหนัก ยังรู้สึกถึงสัมผัสที่ยังตราตรึงที่ริมฝีปากไม่หาย
“หันกลับมา”
เสียงทุ้มต่ำออกคำสั่ง เธอหลับตาปี๋รีบโกยอากาศลงปอด จากนั้นก็หันกลับไปตามคำสั่ง
ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อโค้ช เดินเชื่องช้ามาหาแล้วประจันหน้า ระยะห่างปลายเท้าของคนทั้งคู่แค่หนึ่งช่วงแขนเอง
“คานโลบอกว่าคุณแพ้ฝุ่น”
คานโลเหรอ? นายนี่มัน ยอดเยี่ยมจริงๆ
กลีบปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มออกจนเผยฟันขาวซี่เล็กเรียงสวย รู้สึกพึงพอใจที่เขาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา เธอจึงไม่ต้องกอบโกยความกล้าออกมาคุยกับเขาเอง หญิงสาวพยักหน้ายิ้มน้อยๆ
“ค่ะ แพ้”
ก่อนจะหุบยิ้มทันควัน เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ยิ้มกลับ แต่กลับตอบแทนด้วยการจ้องกันนิ่ง สายตายากจะคาดเดา
“อยากเปลี่ยนที่นอนไหม”
“คะ?”
“คุณมีปัญหากับหูตัวเองจริงๆสินะ.. ผมจะไม่พูดซ้ำ”
ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่คำนี้มักจะถูกเอ่ยขึ้นมากลบเกลื่อนความงุนงงที่จะต้องคิดตามเท่านั้น ไม่ใช่ต้องการให้เขาพูดอีก มันเป็นการถ่วงเวลาให้กับสมองกลวงๆของเธอ ซึ่งเขาไม่เข้าใจหรอก
“หมายถึงเปลี่ยน ไม่นอนห้องนั้นแล้ว?...ใช่ไหมคะ”
“อ่า..”
เขาพยักหน้า จ้องกันเขม็งราวกับอยากได้คำตอบเดี๋ยวนี้เลย ทั้งที่เธอยังติดกับจูบ รอให้เขาอธิบายอยู่ เหตุใดถึงได้เปลี่ยนเรื่อง สร้างความสับสนให้เธอแบบนี้
สรุปว่า เรื่องจูบก็คือ..ถูกมองข้ามไปเลย
และเธอก็ถูกเอาเปรียบฟรี?
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
กลางดึกในคืนหนึ่ง ร่างสูงเดินออกมาจากบ้านพักตากอากาศสู่โกดังใกล้เคียงเพื่อตรวจดูอาวุธลับอีกรอบ อันที่จริงประเด็นหลักไม่ใช่แค่เรื่องนี้ มีข่าวจากคานโลแจ้งถึงเขาเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเชลย สตรีนางหนึ่งที่เขาอยากได้มาเป็นคู่นอนแต่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี กำลังเจาะเบาะแสลึกเข้ามา และเหมือนว่ามีโอกาสจะเจอด้
สรุปว่า เรื่องจูบก็คือ..ถูกมองข้ามไปเลย และเธอก็ถูกเอาเปรียบฟรี? เฮ้อ! “ถ้าอย่างนั้นให้สานอนไหนคะ” ร่างสูงไม่ตอบในทันที แต่เดินช้าเข้ามาหาเธอ ด้วยสายตาที่นิ่งสงบ มือทั้งคู่ของเขายังคงซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ช ท่าทางนั้นทำให้เท้าเล็กต้องเดินถอยหลังตาม
“ผมกลัวว่าเธอจะมาเป็นภาระมากกว่านะครับ ทำไมไม่ฆ่าซะให้จบๆ” กลุ่มสารนิโคตินอบอวลไปทั่วมวลอากาศผสมกับความบริสุทธิ์ กลิ่นอายเย็นปะทะความร้อนที่จงใจสร้างขึ้นให้เผาไหม้อย่างช้าๆเกิดเป็นกลิ่นอาฟเตอร์เทสต์สร้างความเคลิบเคลิ้มให้ผู้ดูดเข้าไป ถึงขนาดแหงนหน้าหลับตาจังหวะพ่นลมออกมา กลายเ
สมองของลลิสาทำงานหนัก ทั้งที่ปกติเธอมีมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่งานที่ทำไม่ค่อยได้สร้างรอยหยักให้สักเท่าไหร่ มีการป้อนงานให้ตลอด ไม่ได้ขวนขวายเองมาสักพักหนึ่งแล้ว ชีวิตจึงสะดวกสบายจนติดเป็นนิสัย และการไม่จับผิดใคร ไม่เอะใจ คือการไม่สร้างงานเพิ่มขึ้นมา เอาจริงเธอเป็นคนที่หนีความปร







