로그인“เด็กเปรตก็คือเด็กเปรตอยู่วันยันค่ำ” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเคืองกลับกัน ยังคงยกยิ้มและแค่นหัวเราะ ครั้งนี้อาคีราไม่ได้มาด้วย เนื่องจากภรรยาท้องโต ต้องอยู่ดูแลภรรยา “ขอบคุณที่ชม” เธอยกเหล้ากระดกเป็นแก้วที่สาม ครั้งนี้ไม่ได้ดื่มเพราะติดเป็นนิสัยชอบดื่ม แต่ดื่มเพราะในใจลึกๆรู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน “ด่าก็หาว่าชม คนอะไร..” มีใครบ้างที่จะงงว่าตัวเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับอะไร มีใครบ้างจะนึกสงสัยแต่ไม่ยอมที่จะหาคำตอบ และมีใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาโกหก แต่กลับเลือกที่จะเข้าข้างตัวเอง.. เขาก็แค่ยุ่ง ไม่มีเวลา.. ส่วนเรื่องตาย ตัดไปได้เลย ผู้ชายคนนี้เก่งเกินกว่าที่จะมีวันนั้น “ดึกแล้วจะกลับก่อนก็ได้นะ” ร่างบางลากสายตาจากจุดที่มองอยู่หลายนาทีไปมองหน้าคนข้างๆ “นั่น..ร้องไห้เหรอ” พลันชะงักก็ตอนโดนทัก ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกแค่อยาก และขอบตาร้อนผ่าว ไม่คิดว่าแค่เสี้ยววินาทีตอนกะพริบตาน้ำตาจะร่วงหล่นลงมาจริงๆ นี่จิตใจเธอเปราะบางขนาดนี้เชียว? “สาเหรอ?”
เสร็จจากนั่งคุยกับเพื่อนสนิท ที่บรรยากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ลลิสาก็มุ่งหน้าไปหาแม่ของเธอทันที ร่างบางในภาพแว่นกันแดดสีดำคาดหน้า สะท้อนอยู่ในม่านตาผู้หญิงอายุราวห้าสิบ โดยมีกระจกกั้นกึ่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ คนนึงนั่งอยู่ในร้านอาหารที่นัดเอาไว้ผ่านข้อความของลูกสาว ส่วนอีกคนยืนพิงประตูรถเบนซ์หลังลงมาจากรถแล้ว ด้วยความไม่สนิททำให้ต่างคนต่างหาเวลาของตัวเอง เวลาเล็กน้อยที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดไป ก่อนจะเผชิญหน้ากันแบบจริงจังในรอบหกเดือน “สวัสดีค่ะคุณแม่” บางทีเธอก็แอบคิดว่า พี่ชายบุญธรรมของเธอเป็นลูกแท้ๆ ส่วนเธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่านะ ร่างบางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่สวยหลังถอดแว่นกันแดดทอดมองใบหน้านั้นว่างเปล่า เข้าใจดีเหตุใดถึงไม่พูด แสดงความยินดีทีได้เจอ คงเป็นเพราะว่าเรื่องของเธอถึงหูหล่อนแล้ว และผลของมัน.. “พ่อของลูกตกเป็นเชลยของคนๆนั้นแล้วสินะ” ก็คือประโยคแดกดัน “คนที่ทำร้ายลูก แต่ลูกกลับเลือก” หญิงสาวไม่มีอะไรจะแก้ตัวถึงได้เงียบ เธอปิดปากสนิท มีแต่สายตาเท่านั้นที่เปิดเผย สมองกำ
“คี..” (สา อยู่ไหน) ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่เป็นห่วงกันแบบนี้เธอคงรู้สึกดีไปแล้ว อาจจะเข้าข้างตัวเองด้วยซ้ำ เขานั้นมีใจให้เธอ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นแทน และอึดอัด ไม่อยากคุยด้วยสักเท่าไหร่ เนื่องจากคนที่เธอรักไม่ใช่คนที่เพื่อนๆเธอชอบ มันจึงดูเหมือนเข้ากันไม่ได้ ไม่พอเขาเพิ่งจะสังหารพ่อของเพื่อนสนิทของสองคนนั้นไป คงยากแล้วที่จะปรองดอง “อยู่โรงแรม” ที่โทรมา เพราะโทรศัพท์เธอมีสัญญาณแล้วแจ้งเตือนไปทางข้อความฝั่งนั้นสินะ? (โรงแรมที่ไหน) “คี ใจเย็นๆ” (ติดต่อไม่ได้สิบกว่าวันสา คุณป้าไปแจ้งความแล้ว ตอนนี้ตำรวจหากันให้วุ่น คีกลัวว่าถ้าตำรวจเจอตอนสาอยู่กับมันจะติดร่างแหไปด้วย มันไม่ใช่คนดีอะไรนี่) “คี! โทรมาแล้วก็หาเรื่องกันเลย?” (แยกแยะหน่อยสา คีรู้ว่าสารักมัน แต่กี่ครั้งแล้วที่สาเป็นแบบนี้ หายไปไหนไม่มีสาเหตุ หายไปแบบปิดสวิตซ์ จู่ๆนึกจะเอากลับมาก็โผล่มาเลย บอกตามตรงมันหยามคีกับเหนือเหมือนกันนะ รู้สึกปกป้องไม่ได้ เมื่อไหร่จะตาสว่างสักที ว่ามันคือคนอันตรายต่อสังคม)
ในที่สุดลลิสาก็ทนการอยู่นิ่งกับที่ไม่ไหว ความดื้อรั้นของเธอทำให้เหล่าคนดูแลต้องยอมแพ้ เนื่องจากว่าพวกหล่อนนั้นมีเหตุจำเป็นต้องขึ้นฝั่งเช่นกัน อีกอย่างสัญญาระหว่างการดูแลสิ้นสุดลงแล้ว แม้ค่าจ้างจะถูกจ่ายครบ ไม่ได้มีปัญหา แต่การไม่ติดต่อมาของผู้เป็นนาย ทำให้คนดูแลไม่กล้าตัดสินใจ พวกหล่อนไม่มีสิทธิ์และอำนาจพอที่จะต่อรองหรือห้ามนายหญิงได้ เพราะไม่รู้ว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดีหรือเปล่า เรือลำขนาดกลางออกจากเกาะมุ่งหน้าสู่ฝั่งในเวลาใกล้เที่ยง หญิงสาวก้าวลงจากเรือด้วยการประคองหิ้วปีกของเหล่าคนใช้ ก่อนจะยิ้มบางๆส่งไปให้ “แยกกันตรงนี้เถอะนะ” “จะดีเหรอคะคุณสา” “ดีสิ นี่สัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ได้แล้ว สาจะหาทางกลับกรุงเทพเอง อีกอย่างไปไหนคนเดียวในตอนนี้มันปลอดภัยจะตาย ไม่ตกเป็นเป้าสายตาเหมือนเกาะกลุ่ม ไม่ต้องห่วงนะ สาดูแลตัวเองได้ พี่ๆกลับไปหาครอบครัวกันเถอะค่ะ” “จะเอาอย่างนั้นเหรอคะ” “จ้ะ ขอบคุณมากนะที่อยู่ดูแลสา ระยะเวลาสิบกว่าวันนี้ทุกคนทำงานดีมากนะ น่ารัก เป็นกันเองกับสามากๆ จะไม่ลืมทุกคนเลยนะ”
วันนี้อากาศดี ลลิสาจึงพาตัวเองมาเดินทอดน่องบนชายหาด ก่อนหน้านี้มรสุมเข้าคลื่นลมแรงขึ้นสูงกระทบโขดหินทีน้ำกระเซ็น ถอยลงเหมือนจะลากหินก้อนนั้นลงไปด้วย เธอถึงได้ไม่กล้ามา ทว่าตอนนี้ เขาว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เธอ..ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ในชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื่องนี้ ฟ้าหลังฝนที่ว่า... เนื่องจากสุดท้ายก็คือหินและเม็ดทรายก้อนเดิมที่ถูกฝนกระหน่ำกระทบใส่ก่อนจะโดนแดดแผดเผาตามมา บทสรุปของความหมายก็คือ สิ่งดีๆที่กำลังจะเข้ามา ไม่ใช่เพราะฟ้าโปร่งใส หรือพระอาทิตย์ส่องแสง ทั้งสองอย่างยังคงทำหน้าที่ของมันแบบเดิม มีเพียงสายฝนต่างหากที่พัดผ่านไป ไปตกอยู่ที่ไหนสักแห่งซึ่งเราไม่รู้ ความอดทนของก้อนหินและทรายต่างหาก...ที่เลือกมองมัน กว่าจะยอมรับว่าฟ้าหลังฝนก็สวยงามเหมือนกันนะ ...ก็หลังจากที่อดทนมาจนชินแล้ว ชีวิตของเธอก็เป็นแบบนั้น อยู่ได้เพราะความหวัง อยู่ได้เพราะมีใครคนหนึ่งที่สำคัญมากๆให้คำสัญญา อยู่รอคอยเขาเพราะเขาบอกว่าจะกลับมา แต่ทว่า... “ฝนจะตกอีกแล้วนะคะคุณสา” เธอลากสายตาจากท้องทะเลสีครามกลับมา ก่อนจะส่งยิ้มบ
ชัยชนะที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน เหมันต์ไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งนี้ การฆ่าคนจากความแค้นอย่างไรก็ย่อมสะใจกว่า แต่การฆ่าแบบจำเป็นต้องฆ่า กลับต้องมาคิดทีหลัง เมื่อเขาคนนั้นที่ตายไปยังมีความดีติดตัวอยู่บ้าง นี่ไม่ใช่เรื่องที่สบายใจ หลังจากนี้สิ่งที่ต้องจัดการประการถัดมา คือการกำราบทายาทคนที่ตายให้อยู่หมัด แน่นอนแหละว่าหล่อนต้องโกรธ ใครบ้างจะไม่เคียดแค้นคนที่ฆ่าพ่อ ยิ่งเป็นคนที่รักมาก และไว้วางใจ หลังจากมอบหมายให้ลูกน้องใหม่ที่เคยเป็นลูกน้องของผู้ตาย อดีตหัวหน้าแก๊งเคนซากิ เรียว ซึ่งตำแหน่งนี้เขาเองไม่ได้ยอมรับมันเท่าไหร่นัก ทว่าผลพ่วงมาจากขนบธรรมเนียมที่เลี่ยงไม่ได้ ตามมายังห้องโถงใหม่ที่สะอาด ปราศจากกลิ่นคาวเลือด เพื่อรอเจรจากับเคนซากิ ฮานะ ลูกสาวคนเดียวของผู้ตาย และเขาไม่ได้ต้องการชีวิตของเธอ ทันทีที่เธอมาถึงสิ่งแรกที่เขาได้ยินคือการเดินที่โขกสับ กระแทกส้นเท้า แรงเกินกว่าจะเป็นกิริยาของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นได้ รู้ทันทีหญิงสาวกำลังโกรธ เนื่องจากวินาทีที่กำลังสะสางเธอได้ยินมันทั้งหมด รวมถึงเสียงดาบตอนฟาดฟันกับพ่อเธอ พลั่ก!
หลังร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเช้าด้วยกันแล้ว เขาก็สั่งให้เธอเก็บของ แต่มีของอะไรที่จะให้เธอเก็บล่ะ นอกจากเสื้อผ้าที่เขาให้คานโลไปหามาให้ แน่นอนว่าจับตัวไหนมาคู่กัน ก็เหมือนจะเป็นศัตรูกันมากกว่ามิตรไมตรี สุดท้ายได้ชุดเสื้อกล้ามสีขาว และกางเกงลินินสีน้ำตาลอ่อน คลุมด้วยเสื้อโค้ทแขนยาวส
“พร้อมแล้วบอกนะครับ” เขาจุมพิตซับน้ำตาให้ ความอ่อนโยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากคนอย่างเขา มาเฟียขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อน ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา และสิ่งนั้นก็เหมือนจะช่วยปลอบประโลมให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ของเธอมลายหายไป ลำคอของเธอแห้งผากจังหวะกลืนก้อนเจ็บ มือที่กำฟ
"อา.." เริ่มเรียกเสียงครางของคนใต้ร่างออกมาบ้างแล้ว เจ้าของหัวใจที่เต้นราวกับกลองศึก สมองขาวโพลนราวกับไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น กายสาวกระตุกตามสัมผัสอันหนักหน่วงของเขา ไม่ว่าจะโดนจุดไหน เป็นว่าจุดนั้นจะต้องร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟแผดเผา เธอมัวเมาในรสสวาท ลืมไปแล้วเขานั้นจัด
ทันทีที่เขาพูดจบริมฝีปากของเธอก็สั่นระริก ไม่ทันได้เอ่ยคำทักท้วงก็ถูกฉกฉวยไปด้วยความร้อนฉ่าจากอวัยวะเดียวกัน กลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องกลืนสิ่งนั้นกลับไปด้วยความจำใจ เขาทาบริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนกลายเป็นความเร่าร้อน ปลายลิ้นร้ายชุ่มชื้นหยอกเย้







