Share

บทที่ 8

Author: หลีหลี
ลั่วชิงอวิ๋นถูกหามกลับมายังตำหนักฝูอวิ๋น แต่กลับถูกลั่วจื่ออวิ๋นสั่งขับไล่ให้ไปซุกหัวนอนที่เรือนพักของนางกำนัลเซียน มิหนำซ้ำยังตัดเบี้ยหวัดและเครื่องเสวยจนหมดสิ้น บีบคั้นให้นางจนมุมแทบไร้ทางเดิน

หลังสูญเสียเกราะคุ้มกันหัวใจ ทั้งยังถูกแทงด้วยกระบี่อีกหนึ่งแผล ร่างกายของนางก็ยิ่งอ่อนแอลงทุกที

เมื่อเยี่ยนเจ๋อทราบข่าวก็ร้อนใจดั่งไฟเผา เขาแอบลักลอบส่งโอสถทิพย์และยาเซียนมาให้นางมากมาย ลั่วชิงอวิ๋นจึงพอจะยื้อชีวิตเอาไว้ได้

นางแทบไม่ย่างกรายออกไปไหน วันทั้งวันเอาแต่บำเพ็ญเพียรนานกว่าสิบชั่วยาม เพื่อหวังจะหลบเลี่ยงทัณฑ์อัคคีสวรรค์และปกป้องชีวิตบุตรในครรภ์

แม้จะตรากตรำมาหลายวันแต่ผลลัพธ์กลับน้อยนิด บาดแผลบนกายของลั่วชิงอวิ๋นแม้อาการจะดีขึ้นเจ็ดแปดส่วน ทว่าตบะบารมีกลับยังคงอ่อนกำลังลงยิ่ง

แม้อยู่หลังบานประตู เหล่านางกำนัลเซียนก็มักจับกลุ่มสนทนาเรื่องลั่วจื่ออวิ๋นอยู่ไม่ขาดสาย ทั้งเรื่องที่นางฝึกฝนจนได้ขนนกทองคำเส้นสุดท้ายมา เรื่องที่พลังตบะเพิ่มพูนทวีหลังกินโอสถเก้าวัฏจักร รวมถึงข่าวลือที่ว่าตราประทับหงส์บนหน้าผากของนางได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

ลั่วชิงอวิ๋นมองดูรอยแผลเป็นบนมือ พลางแค่นยิ้มขมขื่น

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงวันก่อนจะเกิดทัณฑ์อัคคีสวรรค์

วันนี้แดนสวรรค์คึกคักเป็นพิเศษ หมู่มวลวิหคต่างสยายปีกโบยบินจนบดบังเมฆหมอกจนมืดมิดไปทั่วฟ้า ทั่วทุกทิศต่างจุดโคมดวงดาราขึ้นประดับประดาจนสว่างไสว

ตั้งแต่วิหคชั้นสูงอย่างกระเรียนเซียนและนกการเวก ไปจนถึงนกกระจอกนกกระจิบไร้นาม ขอเพียงเป็นวิหคที่บำเพ็ญจนสำเร็จร่างเซียนและมีอายุครบหมื่นปี ต่างพากันมุ่งหน้าสู่ตำหนักซือมิ่งแห่งวังสวรรค์

ฝูงวิหคเรียงแถวผ่านประตูศิลาจิตวิญญาณเข้าไปทีละตัว ลั่วชิงอวิ๋นยืนรออยู่ในลำดับสุดท้ายของแถว

เมื่อนางก้าวผ่านประตูศิลา บานกระจกวารีบนประตูพลันปรากฏภาพวิหคตัวหนึ่ง ขนหางของมันเปล่งประกายงดงามจับตา

ประมุขกับชายาประมุขเผ่าวิหคหลวนต่างจ้องมองภาพในกระจกวารีด้วยความปลาบปลื้ม พลางโอบประคองลั่วจื่ออวิ๋นทะยานขึ้นสู่เมฆา ยืนเด่นตระหง่านอยู่เหนือยอดเมฆ

“ศิลาจิตวิญญาณเผยให้เห็นร่างแท้จริงแห่งพญาหงส์ ซึ่งก็คือลั่วจื่ออวิ๋น องค์หญิงใหญ่ของเผ่าวิหคหลวนเรา! ทุกท่านจงดูเถิด ขนหางของนางนั้นมีถึงห้าสี!”

ทั่วทั้งตำหนักบังเกิดเสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึง ฝูงวิหคทั่วสารทิศต่างจ้องมองขึ้นไปยังยอดเมฆ สายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสและริษยา ต่างพากันกรูเข้าไปห้อมล้อมเพื่อผูกมิตรกับเผ่าวิหคหลวน

ส่วนลั่วชิงอวิ๋นซึ่งถูกเผ่าวิหคหลวนกีดกันจนต้องยืนอยู่วงนอก จึงตกอยู่ในสภาวะถูกทอดทิ้ง

เพื่อต้องการเอาใจลั่วจื่ออวิ๋น วิหคเซียนหลายตัวถึงกับเอ่ยเหยียดหยามลั่วชิงอวิ๋นต่อหน้า

“องค์หญิงจื่ออวิ๋นช่างสมเป็นพญาหงส์ที่สวรรค์ลิขิตมาโดยแท้! ส่วนวิหคบางตัว ต่อให้ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้าแย่งชิงตำแหน่งพระชายาสวรรค์ไปได้ ก็ไม่อาจต้านทานลิขิตสวรรค์! รอให้องค์หญิงผ่านการนิพพานแล้วหวนคืนกลับมา ตำหนักฝูอวิ๋นจะต้องเปลี่ยนมืออย่างแน่นอน!”

ลั่วชิงอวิ๋นหาได้นำคำถากถางเหล่านั้นมาใส่ใจ

นางลูบหน้าท้องอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินไปยังหน้าประตูศิลาจิตวิญญาณแล้วหลับตาลง อธิษฐานในใจอย่างแน่วแน่

“ขอเทพประมุขหงสาโปรดคุ้มครอง ให้ข้ากับบุตรได้รอดพ้นจากเคราะห์ภัยนี้ด้วยเถิด”

ทว่าในขณะที่ฝูงวิหคกำลังเฉลิมฉลองกันอยู่นั้น พลันเกิดพายุคลั่งพัดกระหน่ำกลางตำหนัก จากขอบฟ้าไกลปรากฏเงาร่างของคุนเผิงขนาดมหึมาบินโฉบเข้ามา

เหล่าประมุขเผ่าวิหคที่เห็นเงาร่างโฉบผ่านท้องนภามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ต่างพากันหน้าเปลี่ยนสีไปตามๆ กัน

“แย่แล้ว! สัตว์ร้ายจากหุบเขาเบื้องบนหลุดรอดออกมา! ทว่าพญาหงส์จะสำเร็จการนิพพานในวันพรุ่งนี้ เวลานี้จะเอาอะไรไปสะกดมันได้เล่า!”

เพียงพริบตา คุนเผิงก็พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางตำหนัก มันสะบัดปีกคู่ยักษ์ที่เปล่งประกายสีดำมืดมิด ปล่อยขนแข็งดุจเข็มพุ่งกระจายดั่งห่าฝนอาบไอเย็นเยือกสาดซัดลงมาทั่วทุกทิศ

เหล่าวิหคที่ชุมนุมกันอยู่ต่างหนีไม่พ้น เมื่อถูกคมเข็มอาบพิษปักทะลุร่างก็พากันทรุดกายลงกองกับพื้นในทันที

ตำหนักที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็นแดนแห่งความโกลาหล เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว

คุนเผิงก้มหัวลงมองเห็นเงามืดบนยอดเมฆ มันจึงรีบเปลี่ยนทิศทางโฉบตรงไปยังลั่วจื่ออวิ๋นหมายสังหาร

“อวิ๋นเอ๋อร์!”

ประมุขกับชายาประมุขเผ่าวิหคหลวนรีบถลาเข้าขวางหน้านาง พยายามต่อสู้ยื้อยุดกับคุนเผิง ทว่ากำลังต่างกันเกินไปจนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในเวลาไม่นาน

ลั่วจื่ออวิ๋นเห็นลำแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ ใบหน้าพลันถอดสีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

หางตาพลันเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตา นางไม่รอช้าอาศัยจังหวะชุลมุนร่ายเวทตวัดร่างลั่วชิงอวิ๋นเข้ามาขวางเป็นโล่กำบังให้ตนเอง

คุนเผิงระดมพลังโจมตีลงมา ลั่วชิงอวิ๋นที่ไร้ทางสู้ถูกแรงกระแทกจากลำแสงสีดำซัดจนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับประตูศิลาจิตวิญญาณ ความเจ็บปวดแล่นริ้วราวกับกระดูกไหล่จะแตกละเอียด

เมื่อซัดลั่วชิงอวิ๋นจนสิ้นฤทธิ์ คุนเผิงก็หมายจะโฉบเข้าหาลั่วจื่ออวิ๋นอีกครั้ง ลั่วจื่ออวิ๋นเห็นสัตว์ร้ายประชิดตัวเข้ามาทุกทีจนไร้ทางเลือก นางจึงกัดฟันกรอด นิ้วมือร่ายกระบวนท่าพร้อมร่ายอาคมบทหนึ่งขึ้นมา

พลันเกิดพายุหมุนพัดกรรโชกไปทั่วตำหนัก สกัดกั้นการโจมตีของคุนเผิงเอาไว้ได้ จนมันต้องล่าถอยกลับไปสามก้าว และเหยียบลงบนประตูศิลาจิตวิญญาณที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต

ทันใดนั้น ไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น คุนเผิงพลันเก็บปีกคู่ยักษ์แล้วหันกลับมาส่งเสียงร้องโหยหวนต่อหน้าลั่วชิงอวิ๋น ก่อนที่ร่างของมันจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านและสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ศึกนองเลือดจบลงแล้ว หมู่มวลวิหคที่ประจักษ์แก่สายตาว่าลั่วจื่ออวิ๋นเป็นผู้ร่ายอาคมปราบคุนเผิง ต่างพากันก้มกราบกรานด้วยความเลื่อมใส

“ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงจื่ออวิ๋นที่กำลังจะได้บรรลุเป็นพญาหงส์!”

“ขอบพระคุณองค์หญิงจื่ออวิ๋นที่สยบคุนเผิงไว้ได้ในวันนี้!”

“นับเป็นโชคของสามภพ โชคของแดนสวรรค์โดยแท้!”

ลั่วจื่ออวิ๋นยืนเด่นอยู่บนจุดสูงสุด กวาดสายตามองภาพเหล่าวิหคที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่างด้วยความลำพองใจ แววตาเปี่ยมไปด้วยความยโสโอหัง

เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังกึกก้องสลับกันไปมาไม่ขาดสาย ฝูงชนพากันโอบล้อมลั่วจื่ออวิ๋นมุ่งหน้าสู่ตำหนักเฉิงเทียน

มีเพียงลั่วชิงอวิ๋นที่ยังคงนอนจมกองเลือดอยู่อย่างโดดเดี่ยวข้างประตูศิลาจิตวิญญาณ

ไม่รู้ด้วยเหตุใด นางกลับรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาลึกๆ ว่าที่คุนเผิงจากไปนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะนาง

เพราะในวินาทีที่คุนเผิงกรีดร้องนั้น ลั่วชิงอวิ๋นกลับแว่วได้ยินคาถาประหลาดบางอย่างที่ฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 30

    งานมงคลสมรสของลั่วชิงอวิ๋นและเยี่ยนเจ๋อถูกกำหนดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเยี่ยนเจ๋อคือองค์ชายสามแห่งทะเลบูรพา ส่วนลั่วชิงอวิ๋นคือมหาเทพผู้ปกครองดินแดนแห่งหนึ่ง ฐานันดรของคนทั้งคู่ต่างก็สูงส่งล้ำเลิศ หากจัดงานแต่งงานขึ้นมา ทั้งสามภพย่อมต้องหลั่งไหลมาร่วมงานอย่างแน่นอนทว่าลั่วชิงอวิ๋นไม่ต้องการให้เอิกเกริกเกินไปนัก จึงตัดสินใจประกาศให้ทั้งสามภพรับรู้ว่า งานแต่งงานในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่หุบเขาลั่วเสียโดยเน้นความเรียบง่ายในทุกสิ่ง และเหล่าเทพเซียนทั้งหลายไม่จำเป็นต้องเดินทางมาร่วมอวยพรทั้งสองคนใช้เวลาปรึกษาหารือกันอยู่นาน จึงสามารถตกลงรายละเอียดของงานแต่งงานทีละเรื่องจนเสร็จสรรพเรียบร้อยแต่ลั่วชิงอวิ๋นก็ยังคงมีเรื่องให้ต้องกลัดกลุ้มอยู่บ้างยามนี้นางคือเทพประมุขหงสา จำต้องพำนักอยู่ที่หุบเขาลั่วเสียเป็นการถาวร จึงไม่อาจตามเยี่ยนเจ๋อกลับไปอาศัยอยู่ที่ทะเลบูรพาได้นางกังวลว่าหากเยี่ยนเจ๋อมาพำนักอยู่ที่หุบเขาลั่วเสียเป็นเวลานาน ราชามังกรจะขุ่นเคืองใจเอาได้เพราะเรื่องนี้ ทำให้นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ ขบคิดอยู่นานก็ยังไม่อาจหาวิธีแก้ปัญหาที่บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นเยี่ยนเจ๋อที่เฝ้ามอง

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 29

    ลั่วชิงอวิ๋นอาศัยอยู่ในทะเลบูรพาได้หนึ่งปี ในช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งเง็กเซียนฮ่องเต้และองค์รัชทายาทต่างสิ้นชีพลงติดต่อกัน ภายในวังสวรรค์จึงเกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้นระลอกหนึ่ง สุดท้ายเป็นเซียวถางโอรสองค์เล็กของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์นอกจากทะเลบูรพาที่รอดพ้นจากน้ำมือของเผ่ามารแล้ว ทั้งสามภพต่างได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีการบาดเจ็บล้มตายมหาศาล ทำให้ตำแหน่งเซียนว่างลงมากมาย ด้วยเหตุนี้ทั้งโลกมนุษย์และภพปีศาจจึงเกิดกระแสความนิยมในการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุเป็นเซียนหลังจากร่างกายของลั่วชิงอวิ๋นฟื้นฟูดีแล้ว นางก็พาเยี่ยนเจ๋อออกท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่คาบสมุทร เพื่อแผ่ซ่านไอทิพย์หงสาลงสู่ขุนเขาและลำน้ำเทือกเขาที่ถูกทหารมารชนจนหักเหยียบจนราบ ลำน้ำที่ถูกไอมารปนเปื้อนจนแห้งขอด ต่างกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความตระหนกในใจของเหล่ามนุษย์ ปีศาจ และสิงสาราสัตว์ที่รอดชีวิตมาได้ค่อยๆ ถูกปัดเป่าเยียวยา แม้แต่ฤดูกาลก็กลับมาหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนดังเดิมการออกท่องเที่ยวในครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานนับหลายร้อยปี ทั่วทั้งสี่คาบสมุทรแปดดินแดนต่างอาบไล้ด้วยไอทิพย์

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 28

    เงาร่างคุนเผิงโผบินพาลั่วชิงอวิ๋นทะยานออกมาจากใจกลางค่ายกลยามเมื่อเยี่ยนเจ๋อเหลียวมองเงาร่างอันแสนคุ้นเคยสายนั้น ใจที่แหลกสลายไร้ความรู้สึกก็พลันกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้งหนึ่งคุนเผิงแผดเสียงร้องคำรามลั่น มันค่อยๆ วางคนที่อยู่บนหลังลงสู่อ้อมอกของเยี่ยนเจ๋อ จากนั้นจึงขยับปีกทองโบกสะบัดเบาๆ พัดพาร่างของคนทั้งสองให้ร่อนลงมาจากเหนือนภาชั้นเมฆหลังจากหลุดพ้นออกมาจากขอบเขตค่ายกลสยบมาร พลังปราณวิญญาณทั่วร่างของเยี่ยนเจ๋อก็กลับมาโคจรแล่นพล่านได้ดังเดิม เขาโอบกอดลั่วชิงอวิ๋นในอ้อมอกเอาไว้แน่น ก่อนจะทะยานร่างลงสู่พื้นดินได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงเหนือชั้นเมฆพลันบังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาระเบิดออกสายหนึ่ง ตามมาด้วยเปลวเพลิงพวยพุ่งทะยานฟ้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ย้อมผืนนภาที่เคยสลัวรางให้กลายเป็นสีแดงชาดทหารมารภายในตำหนักหลิงสุ่ยถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว ทวยเทพทั้งหลายต่างแหงนหน้าขึ้นมองความผันผวนบนท้องฟ้า ในยามนั้นมีดาวตกสีดำสนิทดวงหนึ่งลอยพาดผ่านขอบฟ้า ซือมิ่งรีบยกนิ้วขึ้นคำนวณ จิตใจพลันสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก“องค์รัชทายาททรงสละชีพเพื่อใต้หล้ายับยั้งจอมมารแล้ว!”เยี่ยนเจ๋อที่ได้

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 27

    ท่ามกลางแสงสีทองและหมอกทมิฬที่พัวพันกันยุ่งเหยิง เซียวจวินโม่ก็เสาะหาจนพบร่างของลั่วชิงอวิ๋นนางนอนสลบอยู่บนภาพเงาร่างของคุนเผิงตัวหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะหมดสติแน่นิ่งไปแล้วทันใดนั้น เซียวจวินโม่พลันนึกถึงเรื่องราวลึกลับในบันทึกโบราณเล่มหนึ่งขึ้นมาได้มีข่าวเล่าลือสืบต่อกันมาว่า ในยุคบรรพกาล ประมุขเผ่าหงสาเคยหมั้นหมายผูกสัมพันธ์สมรสกับ…คุนเผิงเพียงตัวเดียวที่มีอยู่ในโลกหล้าในเวลาต่อมา เผ่าหงสาได้ยอมสละชีพทั้งเผ่าเพื่อปกป้องสรรพชีวิต ในยามที่ประมุขเผ่ากำลังจะสิ้นใจได้แปรเปลี่ยนร่างเป็นอัคคีสวรรค์ คุนเผิงตัวนั้นจึงกระโดดเข้าสู่กองอัคคีสวรรค์เพื่อตายตกตามกันด้วยความรักอันลึกซึ้งเงาร่างคุนเผิงแผดเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างแสนรันทดใส่เซียวจวินโม่คราหนึ่ง ราวกับกำลังบอกเล่าความในใจบางอย่างอยู่เซียวจวินโม่ได้แต่ฝืนทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัส และตั้งใจรับฟังอยู่เงียบๆหลังจากคุนเผิงบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของตนเองแล้ว ก็ได้อธิบายเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนหลังจากคุนเผิงกระโดดเข้าสู่อัคคีสวรรค์ ดวงวิญญาณกลับยังมิได้แตกสลายไปจนหมดสิ้น ทว่าได้ทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณสายนี้เอาไว

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 26

    ในเผ่าสวรรค์มีวิชาลับต้องห้ามอันถูกปิดผนึกไว้บทหนึ่ง นามว่าวิชาย้ายวายุหากร่ายมหาเวทบทนี้ขึ้นมา จะสามารถสูบกลืนกระแสพลังที่เข้มข้นที่สุดในบริเวณโดยรอบเข้าสู่ร่างกายเพื่อแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังของตนเองได้ในยามที่เซียวจวินโม่บรรลุนิติภาวะ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้แอบถ่ายทอดวิชาลับนี้ให้แก่เขาเป็นการส่วนตัว ทว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยใช้มันเลยหากยามนี้เขาเลือกที่จะร่ายวิชาย้ายวายุ ย่อมสามารถกำจัดไอมารให้หมดสิ้นไปได้ ทว่าภายในใจของเซียวจวินโม่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจตัวเขาเป็นฝ่ายเซียน หากสูบกลืนไอมารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายในขณะที่เขากำลังบาดเจ็บสาหัส ย่อมไม่มีทางสลายพลังมารได้แน่ และเมื่อพลังปราณเซียนกับไอมารปะทะหักล้างกันเอง เส้นชีพจรของเขาจะต้องฉีกขาดสะบั้นลงทันที ณ ที่ตรงนั้นเขาเงยหน้าขึ้นมองแสงสีทองที่สาดแสงวับแวมออกมาเป็นระยะ แววตาของเขาฉายประกายความรู้สึกอันสับสนปนเปออกมาแวบหนึ่งมือของเซียวจวินโม่แปรเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อวาดมุทราสร้างอักขระคาถา รอบกายของเขาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นลมพายุหมุนเกลียวสายหนึ่ง ส่งผลให้ไอมารรอบทิศทางพากันพวยพุ่งทะลักเข้าหาตัวเ

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 25

    ครั้นเมื่อคนทั้งสองเร่งรุดมาถึงประตูสวรรค์ ภาพเหตุการณ์ตรงหน้ากลับทำเอาพวกเขาถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องพลันเห็นวังสวรรค์ที่ในยามปกติมีเวรยามแน่นหนา ประตูกลับเปิดทิ้งไว้หมด ซากศพของเหล่านายทหารสวรรค์และทหารมารนอนตายเกลื่อนกลาดดาษดื่นไปทั่วทั้งห้องโถง โดยมีเสียงเข้าห้ำหั่นต่อสู้กันอย่างดุเดือดดังแว่วมาจากส่วนลึกของวังลั่วชิงอวิ๋นกับเยี่ยนเจ๋อหันมาสบสายตากันคราหนึ่ง ใบหน้าของคนทั้งคู่ต่างเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและวิตกกังวลอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองฝ่าเข้ามาถึงตำหนักหลิงสุ่ย ก็พบว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยการตะลุมบอนพัวพันระหว่างเซียนและมารจนสภาพเละเทะไม่มีชิ้นดี โดยมีเง็กเซียนฮ่องเต้กับเซียวจวินโม่กำลังจับมือร่วมรบต้านทานจอมมารอยู่กระบวนท่าโจมตีของจอมมารดุดันและรวดเร็วยิ่งนัก ในเวลาเพียงไม่นานมันก็ซัดเซียวจวินโม่จนร่วงตกจากชั้นเมฆ ส่วนเง็กเซียนฮ่องเต้กลับถูกมันคว้าตัวจับกุมเอาไว้ได้คามือ!มันพ่นลมหายใจเป็นไอมารสีดำทมิฬคราหนึ่ง บนใบหน้าฉายแววพึงพอใจและเย้ยหยัน พลางก้มศีรษะลงทอดสายตามองลงไปที่ภาพการตะลุมบอนนองเลือดภายในตำหนัก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างโอหังบ้าคลั่ง“พวกเศษสวะแห่งแดนเซ

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 10

    วันรุ่งขึ้นณ แท่นประหารเซียน เมฆมงคลปกคลุมหนาแน่น เหล่าเซียนในสามภพที่ไม่มีหน้าที่การงานต่างพากันแห่มาดูการประหารทารกมารแต่กำเนิดกันอย่างเนืองแน่นผู้คุมการประหารในวันนี้คือเซียวจวินโม่ เขาเหลือบมองตะปูสลายวิญญาณพันเล่มที่เซียนรับใช้ยกขึ้นมา แล้วจึงยกมือขึ้นร่ายอาคมอาภรณ์สีขาวของลั่วชิงอวิ๋นถูก

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 9

    ลั่วจื่ออวิ๋นและคณะเพิ่งมาถึงตำหนักเฉิงเทียน ก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า“ในวาระสุดท้าย คุนเผิงส่งเสียงร้องต่อหน้าลั่วชิงอวิ๋น เห็นทีจะเป็นเพราะนางเป็นตัวกาลกิณีจึงทำให้เกิดภัยพิบัติในวันนี้ ควรลงโทษตัวหายนะนี้หรือไม่?”ประมุขเผ่าวิหคหลวนกับลั่วจื่ออวิ๋นสบตากัน แววตาของพ่อลูกต่างเห็นพ้องต้องกันเพียงไม่

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 7

    ตลอดเส้นทาง ห้วงคำนึงของลั่วชิงอวิ๋นฉายภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาการตัดขาดจากบิดามารดาที่ไม่รักตนย่อมเจ็บปวด ทว่าบนผืนดินแห่งความเจ็บปวดนั้น กลับมีหน่ออ่อนของความหวังผลิบานขึ้นมาที่แท้ความทรงจำของเซียวจวินโม่ถูกบิดเบือนไป มิน่าเล่าเขาถึงได้เปลี่ยนใจไปรักลั่วจื่ออวิ๋นลั่วชิงอวิ๋นหวน

  • วสันต์ร่วงเหนือเก้าหมื่นลี้   บทที่ 6

    ลั่วชิงอวิ๋นกลับมาถึงตำหนักฝูอวิ๋นก็เป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืนแล้วนางผลักบานประตูตำหนักรองออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสภาพอันยับเยิน ข้าวของเครื่องใช้นานาถูกโยนทิ้งกระจัดกระจายไปทั่วลานตำหนัก ซึ่งทุกชิ้นล้วนเป็นของที่นางคุ้นตาเป็นอย่างดีนางกำนัลเซียนที่คอยปรนนิบัตินางเห็นนางกลับมา ก็โยนของในมือทิ้งพล

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status