Masukนางพยายามจะกระถดกายหนี ทว่าแรงบีบกระชับที่เอวกลับฉุดรั้งร่างเปลือยเปล่าให้บดเบียดเข้ากับมวลกล้ามเนื้อร้อนผ่าวหนักยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะคนด้านหลังอย่างเยี่ยนเฉิงที่ซุกตัวเข้าหานางด้วยท่าทางงัวเงียออดอ้อนพลางพร่ำเรียกหาแต่ ‘พี่สาว’ ทว่าตัวตนเบื้องล่างที่แข็งขึงตามสัญชาตญาณยามเช้าของบุรุษ กลับบดเบียดรุกรานจงใจหยอกเย้าอยู่ตรงง่ามขา
“ข้าไม่ได้จะทำอะไรเจ้าเสียหน่อย...” รุ่ยอ๋องกระซิบเสียงพร่าทุ้มชิดใบหู ทว่าฝ่ามือหนากลับเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียดอย่างมีเลศนัย
หว่านฉิงสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มที่เริ่มตั้งเค้าขึ้นใหม่ในกายบุรุษทั้งสาม ‘ไอ้พวกหน้าหล่อนี่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดจะหลับนอนพักผ่อนกันบ้างหรือไง!’
[เปิดระบบ! ท่าไม้ตาย: มัดใจชายงาม... สวมบทนายหญิงผู้น่าสงสาร!]
สิ้นเสียงแจ้งเตือน ร่างของหว่านฉิงก็ถูกแรงลึกลับกระแทกเข้าอย่างจังจนเกือบถลาตกเตียง ทว่านางยังโชคดีที่อยู่ในพันธนาการของพญามังกรหนุ่ม รุ่ยอ๋องว่องไวพอที่จะรั้งร่างระหงกลับมาแนบอกได้ทันท่วงที
‘ไอ้ระบบเฮงซวย! แกถีบฉันทำไมวะ!’ นางสบถด่าในใจอย่างเดือดดาล ขณะหรี่ตาลงอย่างอ่อนแรง ซบหน้าลงกับแผงอกแกร่ง นางยกมือขึ้นกุมหน้าท้องพลางส่งเสียงครวญครางอย่างความเจ็บปวด “เจ็บชะมัด...”
“เจี่ยเจีย! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
เยี่ยนเฉิงตกใจจนสร่างเมา เขาเบิกตาโพลงมองเอวบางที่ตนโอบกอดด้วยความกังวล ก่อนจะโวยวายข้ามไหล่นางไป “พี่ใหญ่! นางอุตส่าห์ช่วยชีวิตพวกเรานะ เหตุใดท่านต้องรุนแรงกับนางถึงเพียงนี้!”
“ท่านอย่าได้คิดจะทำร้ายนางเด็ดขาด นางเป็นสตรีคนแรกของข้า!” หรงเยว่ที่ฟุบหน้าอยู่บนสะโพกมนตวาดลั่นอย่างลืมตัว แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังพี่ชายอย่างเอาเรื่อง ทำเอารุ่ยอ๋องถึงกับหน้าถอดสี เขารีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรนางเลย!”
หว่านฉิงรีบตัดบท “พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ... พักหลังมานี้ข้าถูกสิ่งลี้ลับคอยติดตาม บางครามันก็ช่วยเหลือข้า ทว่าบางทีมันก็ร้ายนัก... ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น... เมื่อครู่คล้ายมีมวลอากาศกระแทกลงบนตัวเจ้า” รุ่ยอ๋องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน เขาขยับกายลุกขึ้นหวังจะสำรวจแผ่นหลังบางว่ามีรอยบอบช้ำหรือไม่ ทว่าลมหายใจของเขากลับต้องสะดุดกึก
ผิวขาวเนียนดุจหยกสลักเมื่อคืนนี้ เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงทั่วทุกอณู ร่องรอยการถูกรุกรานอย่างหนักหน่วงย้ำเตือนถึงบทรักอันบ้าคลั่งที่เพิ่งผ่านพ้น... ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นฝีมือผู้ใดไปได้ หากมิใช่พวกเขาทั้งสามคน รอยหยดเลือดจาง ๆ บนฟูกนอนขาวสะอาดนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านางสูญสิ้นความบริสุทธิ์ไปแล้ว และนางมิใช่นางโลมในหอคณิกา
บุรุษทั้งสามต่างสบตากันอย่างเงียบงัน หัวใจกล้าแข็งของบุรุษพลันวูบไหวด้วยความรู้สึกผิดและหวงแหนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่หว่านฉิงหยัดกายลุกขึ้น คว้าผ้านวมหน้าขึ้นปกปิดเหนือทรวงอกงาม
“เรื่องเมื่อคืนนี้ข้าจะเก็บเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายไปเป็นอันขาด พวกท่านลืมมันไปเสียเถิด... ไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องพรหมจรรย์ของข้ามาใส่ใจ เดิมทีข้าก็เป็นนายหญิงแห่งหอนางโลมอยู่แล้ว ประสบการณ์ในค่ำคืนแรกที่ได้ร่วมอภิรมย์กับยอดบุรุษพร้อมกันถึงสามท่านเช่นนี้... ช่างหาได้ยากยิ่งนัก”
หว่านฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่ากรีดลึกเข้าไปในใจคนฟัง นางฝืนกายลุกขึ้นไปคว้าหยิบอาภรณ์สีขาวสะอาดตัวบางมาสวม “ข้าจะสั่งให้บ่าวที่ไว้ใจได้นำทางพวกท่านออกไปทางประตูลับสำหรับแขกพิเศษ จะไม่มีผู้ใดรู้เห็นว่าท่านเดินทางมาที่นี่ในวันนี้เจ้าค่ะ”
“เจี่ยเจีย... ท่านรังเกียจข้าหรือ?” เยี่ยนเฉิงทำหน้าสลดประหนึ่งลูกหมาถูกทิ้ง เขาถลาเข้ามากุมข้อมือนางไว้แน่น “ท่านคงเกลียดข้ามากสินะ...”
“ปละ... เปล่าเลย ข้ามิได้คิดเช่นนั้น” นางตอบตะกุกตะกักอย่างเสียอาการ เมื่อเจอ ‘เมน’ คนโปรดมาออดอ้อน นางพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา “ข้าจำเป็นต้องปกป้องศักดิ์ศรีของพวกท่าน ข้าเป็นเพียงบุตรอนุ ถึงบิดาจะเป็นแม่ทัพ ทว่ามารดาของข้าเป็นนางคณิกา... แม้แต่การจะเป็นมิตรสหายกับผู้สูงศักดิ์เช่นพวกท่าน ข้าก็ยังมิคู่ควรเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็เป็นเพียงคุณชายผู้ต่ำต้อย เป็นลูกอนุเหมือนท่าน... เจี่ยเจีย” เสนาบดีหนุ่มบีบน้ำตาคลอเบ้าอย่างแนบเนียน หวังจะเรียกคะแนนสงสาร
“เล่นละครงิ้วบทพี่สาวน้องชายพอหรือยัง? ท่านเสนาบดีลู่” รุ่ยอ๋องขัดขึ้น ตาคมตวัดมองไปยังหญิงสาวด้วยท่าทีออกคำสั่ง “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมีสิทธิตัดสินใจ คุณหนูเล็กตระกูลมู่ นายหญิงหว่านฉิง”
พ่อพระเอกธงแดงคลั่งรักของฉัน! แบ้ดชะมัด กรี๊ดดดด! คงให้คนสนิทไปสืบเรื่องของฉันมาหมดแล้วใช่ไหมล่ะ
หว่านฉิงกรีดร้องในใจจนแทบกระอักเลือด ทว่าภายนอกกลับทำเพียงเบือนหน้าหนี ไม่ยอมปริปากราวกับหญิงสาวแสนงอนที่กำลังประชดประชันสามี
ทางด้านรุ่ยอ๋องเองก็ขุ่นมัวในใจไม่น้อย เมื่อเช้านางยังนอนซุกอกเขาอยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับปล่อยให้เจ้าเสนาบดีนั่นคลอเคลียซุกไซ้ประหนึ่งสุนัขประจบเจ้าของ!
“เมื่อคืนนี้ข้าเป็นบุรุษคนแรกที่ครอบครองนาง...” รุ่ยอ๋องประกาศเสียงเรียบทว่าทรงอำนาจ ก่อนจะปรายตามองบุรุษอีกสองคน “ส่วนพวกเจ้า... เป็นได้เพียงอนุ”
“อนุเหรอ!?”
“ข้าไม่ใช่อนุ! จะเป็นอนุได้อย่างไร เมื่อคืนนี้ข้าอ่อนโยนกับเจี่ยเจีย นางชอบลีลาของข้าที่สุด ใช่หรือไม่?” เยี่ยนเฉิงซุกใบหน้าลงกับอกอวบอิ่ม ออดอ้อนนางอย่างไร้ยางอาย ส่วนแม่ทัพใหญ่หรงเยว่ก็หาทางแทรกกายเข้ามาจนได้ แม้จะต้องแลกฝ่ามือกับพี่ใหญ่ ปะทะกันวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่งก็ตาม
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล







