เข้าสู่ระบบ“ยาคลายกำหนัด... ในลิ้นชักของข้า ตรงมุมห้อง เม็ดสีดำ... ท่านทานเสียก่อน... อุ๊บ!”
ไม่ทันสิ้นประโยคดี ริมฝีปากร้อนผ่าวของเสนาบดีหนุ่มก็ทาบทับลงมาปิดปากนางเสียสนิท รสสัมผัสที่จาบจ้วงและรุกรานทำเอาสติของนางพร่าเลือน สมองตื้อไปหมด ลืมทฤษฎีทุกอย่างที่เคยร่ำเรียนมาเสียสิ้น
ในขณะที่บุรุษทั้งสองกำลังเล้าโลมนางอย่างบ้าคลั่ง แม่ทัพหรงเยว่ที่เพิ่งจะคว้ายาเม็ดสีดำในลิ้นชักเข้าปากก็กลับมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทางงุ่นง่าน ฤทธิ์ยาถอนพิษยังไม่ทันทำงานเต็มที่...
“ยาปลุกกำหนัดนี้แรงมาก พี่ใหญ่ ถ้าไม่คลายกำหนัด ไม่รู้ว่าจะมีอันตรายมากน้อยเพียงใด” เขาบอกกับทั้งสองที่นัวเนียอยู่กับร่างอันเย้ายั่วบนเตียง นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ไปด้วยความริษยาอย่างปิดไม่มิด ราวกับอยากจะปลิดชีพก้างขวางคอทิ้งเสียตรงนี้ เพื่อจะได้ครอบครองโฉมงามเพียงผู้เดียว
หว่านฉิงที่กำลังถูกรุกรานจากสองทิศทางรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือ คว้าหมับเข้าเรียวขาแกร่งของแม่ทัพหนุ่มที่ยืนค้ำศีรษะนางอยู่ ปรายตามองด้วยสายตาฉ่ำหวาน
ดูขาของท่านแม่ทัพที่สูงชะลูดหุ่นนายแบบนี่สิ... ยาวกว่าวาสนาของนางเสียอีก!
“ข้าบอกว่าจะช่วย... ก็คือช่วย... นั่งลงบนเตียงเถิดเจ้าค่ะ คุณชาย” นางไม่หลุดเรียกยศของพวกเขาออกมาให้ไก่ตื่น ขณะที่ดวงตาคู่งามยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจการสั่งการจนบุรุษทั้งสามชะงักไปครู่ หรงเยว่ยอมโอนอ่อนตามนางอย่างว่าง่าย
เมื่อจัดการหนุ่มสักคนให้ยอมสงบลงบ้างแล้ว หว่านฉิงไม่รอช้า นางใช้ทักษะความว่องไวดึงสายคาดเอวของเยี่ยนเฉิงออก ตามด้วยอาภรณ์สีดำปักเลื่อมสง่างามของรุ่ยอ๋องให้พ้นทาง ปลายเท้าขวาที่แม้จะสั่นเทาทว่ายังคงแม่นยำ นาบลงบนจุดกึ่งกลางกายของแม่ทัพใหญ่ เคล้าคลึงเบา ๆ อย่างจงใจ...
“อา... แม่นางน้อย” เสียงคำรามต่ำหลุดออกมาอย่างพึงใจ เมื่อนางหลุบมองเขาที่พิงแผ่นหลังตรงมุมหัวเตียงด้วยแววตาเย้ายั่ว อีกสองคนก็ยังงุ่นง่านอยู่กับซอกคอของนาง ใช้ปลายนิ้วเท้าคลึงบริเวณส่วนปลายหัวมน สัมผัสถึงความแข็งขึงและเปียกปอนที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าชั้นในออกมา
นาทีนี้ไม่มีใครทนไหวอีกต่อไป...
หว่านฉิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มพิษเย็นที่กำลังตีรวนกับความร้อนรุ่ม ก่อนที่พายุอารมณ์จะระเบิดออก อาภรณ์ชั้นในชิ้นสุดท้ายของนางถูกดึงทิ้งลงพื้นไปด้วยมือรำคาญของรุ่ยอ๋อง
ความเงียบเข้าปกคลุมในชั่วอึดใจ สายตาทั้งสามคู่พร่าพรายด้วยไฟราคะที่ลุกโชน
“คุณหนูเล็กสกุลมู่... เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน งามเกินกว่าที่ข้าจะยอมลดตัวไปเรียกโฉมงามอันดับหนึ่งมาปรนนิบัติแทนเจ้า...”
รุ่ยอ๋องเอ่ยเสียงพร่า สายตาคมกริบจ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่างดงามประหนึ่งประติมากรรมหยกขาว ทรวงอกอิ่มสลักเสลาได้รูปรับกับช่วงเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณสีระเรื่อคล้ายเหมันต์ที่ถูกแต่งแต้มด้วยบุปผาสีชาด
รุ่ยอ๋องผู้แสนเย็นชาคำรามในลำคอ ฝังใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น
สัมผัสรุกรานนั้นทำเอาหว่านฉิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทว่านางกลับถูกเยี่ยนเฉิงดึงรั้งข้อเท้าข้างซ้ายเอาไว้ เสนาบดีหนุ่มใช้ริมฝีปากร้อนผ่าวพรมจูบไปตามเรียวขางามอย่างคลั่งไคล้ เอ่ยน้ำเสียงแหบพร่าออดอ้อนระคนเว้าวอน
“เจี่ยเจีย... ท่านช่างร้ายกาจนัก”
ขณะที่แม่ทัพหรงเยว่ซึ่งถูกเท้าเล็กบางข้างหนึ่งของนางกดทับจุดยุทธศาสตร์ไว้ดูจะเจียมตนที่สุด เมื่อเขาเพิ่งได้รับยาถอนกำหนัดไป หว่านฉิงกลับไม่ยอมปล่อยให้เขาต้องน้อยเนื้อต่ำใจลำพัง นางใช้ปลายเท้าเล็กละเอียดเคล้าคลึงมังกรร้ายอย่างหยอกเย้า สร้างความเสียวซ่านรุนแรงจนบุรุษที่นั่งพิงแผ่นหลังอยู่ตรงมุมเตียงต้องคำรามต่ำออกมาไม่ขาด
ริมฝีปากของนางคลอเคลียอยู่กับรุ่ยอ๋อง ส่วนเยี่ยนเฉิงบุกรุกเข้าจู่โจมช่วงล่างบริเวณกลางกายสาว เขาปรนเปรอนางด้วยปลายลิ้นร้อนอย่างชำนาญโดยสัญชาตญาณบุรุษ แม้จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสเรื่องพรรค์นี้ก็ตาม
รสสัมผัสจาบจ้วงผ่านเสนาบดีน้อยเยี่ยนเฉิง พาลพาให้นางเสียวซ่านจนสมองขาวโพลน ปลายเท้าที่เคยกดทับจุดยุทธศาสตร์ของแม่ทัพหรงเยว่บัดนี้เหยียดเกร็งและขยับสะเปะสะปะตามแรงอารมณ์
หว่านฉิงสะอึกสะอื้นครางหวาน นางไม่อาจเก็บกั้นความเสียวซ่านได้อีกต่อไป ปลายเท้าของนางจิกเกร็งทันทีที่หัวสมองขาวโพลน มองเห็นดวงดาวพร่างพราวสวยงามเกินจินตนาการ นางกรีดร้อง หอบหายใจแรงด้วยสีหน้าเร่าร้อนรัญจวน จนคนหนึ่งต้องยอมผละจากริมฝีปากนาง
ประสบการณ์สุขสมครั้งแรกทำเอาบุรุษทั้งสามถึงกับเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง...
“นางเสร็จแล้ว...”
“เจี่ยเจีย ท่านทั้งหอมทั้งหวานเช่นนี้... เท่าไรจึงจะเพียงพอ” เยี่ยนเฉิงเลียรอบขอบปากมองนางด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอก อีกสองคนดูท่าจะริษยาเสนาบดีหนุ่มที่ก้มหน้าลงดื่มด่ำน้ำหวานหนืดอย่างตะกละตะกลาม
พวกเขาหาได้สนใจกันและกันไม่ สายตาทั้งสามคู่พุ่งเป้าไปยังเรือนร่างเย้ายวนที่สั่นสะท้านอยู่กลางเตียง ก่อนที่ผู้ทรงอำนาจและเอาแต่ใจที่สุดอย่างรุ่ยอ๋องจะดึงนางไปจากน้องเล็กดื้อ ๆ เขารวบข้อเท้านางขึ้นพาดบ่า แทรกกายกำยำเข้ามากลางระหว่างเรียวขางาม ความแข็งขึงดุจเหล็กกล้าบดเบียดเข้ากับความอ่อนนุ่มที่ฉ่ำเยิ้ม จนนางสะท้านเยือกไปทั้งตัว
“ได้โปรดอ่อนโยนกับข้า... คุณชาย ข้าไม่เคย... หลับนอนกับใคร” นางอ้อนวอนเสียงพร่า น้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“ข้าจะทะนุถนอมเจ้า... แต่เจ้าต้องช่วยข้าคลายกำหนัด”
รุ่ยอ๋องเอ่ยคำสั่งเฉียบขาด แม้แต่กับน้องชายที่จ้องจะบุกเข้ามาดึงตัวนางด้วยความหิวกระหาย เขาตวัดนัยน์ตาคมวาบเปี่ยมด้วยรังสีเข่นฆ่า ราวกับพร้อมจะสังหารทุกคนที่บังอาจมาแย่งชิงเหยื่ออันโอชะชิ้นนี้
คนหนึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ อีกคนเป็นน้องร่วมสาบานที่มิได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล







