LOGINฮะ? อะไรนะ? อนุชายเหรอ...
หว่านฉิงถึงกับยืนตะลึงตาค้าง นี่นางกำลังรวบรวมบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในนครฉางอันมาสร้างฮาเร็มชายบำเรอพร้อมกันถึงสองคนเลยหรือนี่
[ติ๊ด! ยินดีด้วยขอรับโฮสต์! ภารกิจพิชิตรุ่ยอ๋องเป็นสามีเอก คว้าสองอนุชายสำเร็จลุล่วง! รับคะแนนความร้ายกาจของนางร้าย 1,000 คะแนน!]
‘ไอ้ระบบ...’ หว่านฉิงสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะสื่อสารผ่านจิตด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ‘คุณระบบเจ้าคะ ขอบพระคุณที่กรุณาเก็บแต้มให้ข้าน้อย แต่คราวหน้าคราวหลังก็ช่วยปรับปรุงระบบให้มันเสถียรกว่านี้หน่อย อย่าให้มันล่มบ่อยนัก ข้าไม่อยากหัวใจวายตายเพราะแกอีกเป็นรอบที่สอง!’
หว่านฉิงแค่นยิ้มเย็นขณะต้องรับมือกับศึกรอบด้าน ทั้งสังขารที่เพิ่งผ่านสมรภูมิรบอันหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืน เจ้าระบบเฮงซวยที่ขยันกวนประสาทไม่เว้นแต่ละวัน แต้มบุญที่อุตส่าห์สะสมมาแทบตายไม่เคยได้หยิบใช้ ไอ้ระบบเจ้ากรรมมักจะล่มในจังหวะคอขาดบาดตายเสียทุกที!
ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมปลาบของรุ่ยอ๋องที่จ้องมองมาอย่างผู้ชนะ ก่อนจะปรายไปยังเยี่ยนเฉิงที่ยังคงแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อยออดอ้อน สุดท้ายคือหรงเยว่ แม่ทัพใหญ่ที่ในแววตาลุกโชนด้วยเพลิงริษยา
‘นี่ฉันทะลุมิติมาเป็นนางร้าย หรือมาเป็นหัวหน้าสโมสรกีฬาเพาะพันธุ์เสือกันแน่! ได้รวบตึงฮาเร็มหนุ่มที่ทั้งหล่อล่ำ อายุก็กำลังดี พี่สาวน่ะสามสิบเจ็ดแล้วนะยะ ไม่ใช่สิบเก้าปีในร่างนี้ หิวโหยจนตายผู้ชายยังไม่เคยได้แอ้มสักคน ดันมาเจอหมาป่าหิวโซอย่างพวกน้อง ๆ ลาภลอยแท้ ๆ อุ๊ย...’
นางพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกตามหลักที่เคยสอนนักศึกษา ปรับจังหวะหัวใจให้คงที่เพื่อไม่ให้ความ ‘ฟิน’ ในใจมันทะลุออกมา ร่างกายที่เคยถูกพิษเย็นกัดกินจนแทบแหลกสลาย บัดนี้กลับร้อนผ่าวและเปี่ยมด้วยพละกำลังอย่างน่าอัศจรรย์ ผลพลอยได้จากการ ‘ถอนพิษ’ ร่วมกับเหล่าเมนสุดที่รักเมื่อคืนนี้ มันช่างคุ้มค่าคะแนนเสียจริง!
“เชิญพวกท่านจัดแจงร่างกายให้เรียบร้อยเถิดเจ้าค่ะ” หว่านฉิงเอ่ยพลางหยัดกายลุกขึ้นด้วยท่าทางรวดร้าว นางคว้าชุดคลุมขนหมาป่ามาสวมทับเพื่อบดบังร่องรอยสวาทที่ฝังแน่นอยู่บนเรือนร่าง “ข้ายังมีงานอีกมากที่ต้องสะสาง หากคุณชายทั้งสามไม่รังเกียจที่จะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ข้าพอจะมีอาภรณ์ชั้นเลิศของเหล่านายโลมให้หยิบยืมอยู่บ้าง”
นางทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ประหนึ่งนางพญาผู้กุมชะตาบุรุษทั้งสามไว้ในกำมือ โดยมิยอมเอ่ยปากยืนยันสถานะให้ใครสบายใจทั้งนั้น
สามหนุ่มต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง นี่ผู้สูงศักดิ์อย่างพวกเขาจะต้องสวมอาภรณ์ของชายบำเรออย่างนั้นหรือ!
ขณะที่พี่ใหญ่และพี่รองหน้าบึ้งตึงปานจะกินเลือดกินเนื้อ เจ้าสุนัขน้อยเยี่ยนเฉิงกลับพุ่งปราดเข้าไปเกาะแขนนางทันที
“เจี่ยเจียให้ข้าใส่อะไร ข้าก็จะใส่ขอรับ... ต่อให้เป็นชุดของชายบำเรอข้าก็ยอม”
หน็อย... ไอ้เสนาบดีจอมเสแสร้งนี่มันน่าหมั่นไส้นัก!
รุ่ยอ๋องและแม่ทัพหรงเยว่สบถด่าในใจเป็นเสียงเดียวกัน ตาจ้องเขม็งมองน้องเล็กที่ชิงทำคะแนนอย่างหน้าด้านๆ
--------------
“อันที่จริงข้ามาที่นี่ด้วยเรื่องงาน ในเมื่อเจรจาจนเป็นที่เข้าใจแล้ว... ก็ควรสืบเรื่องนี้ให้จบ ๆ ไป”
รุ่ยอ๋องเอ่ยเสียงเรียบบนเก้าอี้ไม้ในห้องรับรองกว้างขวางโอ่อ่า ห้องพักของนายหญิงใหญ่ ทว่าดวงตาคมกริบกลับจดจ้องหว่านฉิงราวกับกำลังคาดคั้น
การรับราชโองการสืบคดีลับในครั้งนี้บีบให้เขาต้องร่วมมือกับเยี่ยนเฉิง เสนาบดีหนุ่มตระกูลลู่ผู้เป็นน้องร่วมสาบาน รวมถึงแม่ทัพใหญ่ น้องชายแท้ ๆ ของเขาที่จำต้องนำกำลังพลมาร่วมเลี้ยงฉลองชัยชนะบังหน้า
แผนการเดิมคือการสืบหาต้นตอของยาพิษซึ่งทำให้เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตไป ในห้องรับรองพิเศษชั้นสี่ ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อทุกคนถูกวางยากำหนัด แม้แต่องค์ชายสามเองที่วิ่งวุ่นไปหานางคณิกามาปรนเปรอ พวกเขาเลยอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นพากันลักลอบขึ้นมายังชั้นห้า
ก่อนหน้านี้ยามที่นายหญิงแห่งหอหงเหมยปรากฏกายบนเวทีเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อ รุ่ยอ๋องหมายตานางในทันที แม้แต่น้องชายทั้งสองของเขาก็ยังจ้องมองนางตาไม่กะพริบ โดยเฉพาะเยี่ยนเฉิงที่เอ่ยปากชมออกมาตรง ๆ ว่านางงามล่มเมืองเพียงใด
ทว่าการจะเข้าถึงตัวนายหญิงใหญ่ผู้มีองครักษ์ยอดฝีมือล้อมรอบกายประหนึ่งเงาตามตัวนั้นมิใช่เรื่องง่าย ค่ำคืนที่ผ่านมาจึงนับเป็นโอกาสทอง พวกเขาได้เข้าประชิดตัวนางโดยมิไม่ต้องใช้หมายศาลให้ไก่ตื่น หาได้รู้ไม่ว่าพวกเขาผ่านป้อมปราการองครักษ์ของนางขึ้นมาง่ายดายได้เช่นไร
“องค์ชายจิ่งเหยียน... เขาเป็นคนวางยาพิษข้า พวกท่านเองก็น่าจะดื่มชากำหนัดของเขาเข้าไปด้วย ใช่หรือไม่?” หว่านฉิงถาม ขณะลอบสังเกตปฏิกิริยาของบุรุษเบื้องหน้า
“แต่เขากลับอ้างว่าเจ้าเป็นคนลงมือ... เขาบอกกับพวกข้าว่าเจ้าอาจจะเป็นสายลับที่แอบทดลองยาพิษประหลาด จนแพร่กระจายไปถึงราชสำนัก” รุ่ยอ๋องเอ่ยขัด น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนยากจะคาดเดาว่าเขาเอนเอียงไปทางฝ่ายใด
“เช่นนั้นก็เชิญหมอจากจวนอ๋องมาตรวจชีพจรข้าเถิด จะได้รู้ความจริงว่าตัวข้า... อาจจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว” นางแค่นยิ้มหยันที่มุมปากเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยชีวิตของตนเอง
เยี่ยนเฉิงขยับเข้าไปใกล้ที่นั่งของหว่านฉิงซึ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา แววตาที่เคยซุกซนขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือแคว้นเป่ยเหลียงแน่ เมื่อคืนนี้องค์ชายสามพูดบางอย่างกับเจี่ยเจีย ข้าได้ยินชัดทุกคำ... เรื่องยาถอนพิษนั่น เขาข่มขู่ว่านางจะต้องคลานไปอ้อนวอนเขาด้วยตนเอง ข้าว่าเขาหาเรื่องใส่ร้ายนางชัด ๆ”
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล







