LOGINน้องสาวฝาแฝดของข้า ยอมสละกายและมอบสินเดิมให้ตระกูลเซี่ย แต่สิ่งที่นางได้รับตอบแทนกลับเป็นน้ำแกงบูด แผลเน่าเฟะ และความตายกลางพายุหิมะ! เมื่อสวรรค์ไม่พิพากษา ‘หลี่มู่อวิ๋น’ นายหญิงใหญ่แห่งหอการค้าแดนเหนือจึงต้องลงมือเอง นางสวมรอยเป็นน้องสาว ก้าวข้ามธรณีประตูจวนเซี่ยในชุดไว้ทุกข์ขาวหม่น แสร้งไอเป็นเลือดและบอบบางดั่งกิ่งหลิว ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มหวานหยดย้อย คือกับดักมรณะและสมุดบันทึกแค้นที่พร้อมขีดฆ่าชื่อศัตรูให้ดับดิ้นทีละคน ท่ามกลางเพลิงแค้น มีเพียง ‘เซี่ยเวยจี๋’ แม่ทัพหนุ่มผู้ไร้หัวใจที่ล่วงรู้ความลับของนาง เขากักขังนางไว้ในอ้อมแขนแกร่ง กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปาก “เจ้าอยากฆ่าใคร ข้าจะตัดหัวมันมาให้... แต่เจ้าต้องเป็นฮูหยินของข้าชั่วชีวิต!”
View More“หลี่มู่ตาน! ยังไม่ตายอีกหรือ ในเมื่อคลานกลับมาถึงหน้าจวนเซี่ยได้ ก็จงคุกเข่าก้มเลียคราบโคลนที่รองเท้าข้าเสียสิ แล้วข้าจะทูลขอให้ฮูหยินเอกเปิดประตูสุนัขให้เจ้าลอดเข้าไป!”
เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูดังแหวกสายลมหนาว
หิมะแรกโปรยปรายปกคลุมหน้าประตูข้างจวนรองเสนาบดีกรมพิธีการจนขาวโพลน ลมหนาวเสียดแทงลึกถึงกระดูก
หลี่มู่อวิ๋นยืนนิ่งใต้ร่มไม้ เสื้อคลุมไว้ทุกข์สีขาวหม่นโบกสะบัด ร่างกายซูบเซียวแสร้งเอนพิงอาชิง สาวใช้คนสนิท
ใต้แขนเสื้อ มู่อวิ๋นลูบคลำสมุดเล่มบางข้างแผ่นอก
สมุดบันทึกแค้นปกสีคราม
ทุกตัวอักษรข้างในถูกจดจารด้วยหยาดน้ำตาและรอยเลือดของหลี่มู่ตาน น้องสาวฝาแฝดผู้เพิ่งสิ้นลมไปในอ้อมอกนางเมื่อสามเดือนก่อน
‘คนตระกูลเซี่ยสูบเลือดเนื้อข้า ยึดร้านค้าและสินเดิมท่านแม่จนหมด... ชุ่ยเอ๋อร์สั่งโบยข้ากลางหิมะ แม่นมจางแย่งปิ่นหยกท่านแม่ไป ส่วนใต้เท้าเซี่ย... เขายืนมองข้าเจ็บเจียนตายด้วยสายตาเย็นชา!’
คำสั่งเสียก้องสะท้อนในใจ น้องสาวนางถูกคนชั่วรุมทึ้งจนตรอมใจตาย ในเมื่อมู่ตานทวงแค้นไม่ได้ มู่อวิ๋นผู้นี้จะสวมรอยเป็นเงานาง แล้วคว่ำกระดานตระกูลเซี่ยให้พินาศ
เบื้องหน้าคือนางชุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนโปรดของฮูหยินเอก สวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาว
นั่นคือสินเดิมห้าร้อยตำลึงที่ท่านแม่มอบให้มู่ตาน บัดนี้กลับอยู่บนร่างสาวใช้ชั้นต่ำ
“หูหนวกหรืออย่างไร!”
ชุ่ยเอ๋อร์ก้าวลงบันไดหิน กลิ่นบูดเน่าจากถังไม้ด้านหลังโชยคลุ้ง
“ฮูหยินเอกสั่งไว้ คนตระกูลหลี่มีแต่ตัวซวย พอนายท่านรับมา จวนเซี่ยก็วุ่นวาย หนีไปตั้งหลายเดือน พอเงินหมดก็ซมซานกลับมา คิดว่าที่นี่เป็นโรงทานหรือ”
ชุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าให้บ่าวชายเทเศษอาหารบูดเน่าและน้ำแกงเย็นชืดลงบนหิมะตรงหน้ามู่อวิ๋น
ซ่า!
น้ำแกงสกปรกสาดเปื้อนกระโปรงขาวหม่น ชาวบ้านเริ่มชะงักฝีเท้ามุงดู
“อยากเข้ามา ก็จงคุกเข่ากินเศษอาหารในกองหิมะให้หมด แล้วก้มเลียคราบโคลนบนรองเท้าข้าสามครั้ง!”
ชุ่ยเอ๋อร์ยกเท้าโชว์รองเท้าเปรอะโคลน หัวเราะสะใจ
อาชิงขยับเท้าหมายจะพุ่งออกไป แต่มู่อวิ๋นแตะแขนไว้แน่น ยังไม่ถึงเวลา
มู่อวิ๋นกลืนความแค้นลงก้นบึ้งหัวใจ แสร้งร่างสั่นเทา ทรุดคุกเข่าบนหิมะเปียกแฉะ
ชุ่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าใกล้ เงื้อฝ่ามือหมายจะตบสั่งสอน
ทว่ามู่อวิ๋นกลับแสร้งสำลักรุนแรง กัดแคปซูลสมุนไพรใต้ลิ้นจนแตก ลิ่มเลือดสีแดงสดพวยพุ่งเปรอะกระโปรงและรองเท้าปักของชุ่ยเอ๋อร์อย่างจัง
“กรี๊ด! เลือดเสนียดเปื้อนเสื้อผ้าข้าหมดแล้ว!”
ชุ่ยเอ๋อร์กรีดร้องพลางถอยร่น
มู่อวิ๋นอาศัยจังหวะก้มตัว แขนเสื้อสะบัดเฉียดผ่านเสื้อคลุมขนจิ้งจอก ปลายนิ้วดีดผงไร้กลิ่นซึมลึกเข้าสู่แนวขนสัตว์อย่างแนบเนียน กับดักชิ้นแรกวางลงบนตัวศัตรูเรียบร้อย
มู่อวิ๋นเงยหน้าเปื้อนเลือด สบมองชุ่ยเอ๋อร์ด้วยแววตาน่าเวทนา แต่น้ำเสียงกังวานสะกดทุกคน
“พี่ชุ่ยเอ๋อร์... ก่อนท่านแม่สิ้นใจ รองเสนาบดีเซี่ยเคยสาบานต่อป้ายวิญญาณตระกูลหลี่ ว่าจะดูแลข้าดั่งแก้วตาดวงใจ จะมอบความยุติธรรมให้สมกับที่ตระกูลหลี่เคยมอบสินเดิมช่วยเหลือจวนเซี่ยยามยาก”
ถ้อยคำนั้นดังก้อง ชาวบ้านนับสิบคนเบิกตากว้าง
“แต่วันนี้ ข้ากลับมาคารวะท่านลุงเซี่ย สาวใช้ต้นห้องกลับนำน้ำแกงบูดมาราด บังคับให้ข้าเลียรองเท้าโคลน คำสัตย์สาบานของขุนนางกรมพิธีการ มีค่าน้อยกว่าถังน้ำแกงบูดของสาวใช้คนหนึ่งหรือ”
เสียงวิจารณ์ดังระงม ชุ่ยเอ๋อร์หน้าซีดเผือด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นตรงนี้!”
พ่อบ้านใหญ่ก้าวออกมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นมู่อวิ๋นคุกเข่าจมกองเลือด เขารีบหันไปตบหน้าชุ่ยเอ๋อร์ฉาดใหญ่
เพียะ!
“นังบ่าวโง่! อยากให้ใต้เท้าถูกถวายฎีกาหรือ รีบพยุงคุณหนูมู่ตานเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้!”
ชุ่ยเอ๋อร์กุมแก้มบวมแดง จ้องมู่อวิ๋นด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจำใจเดินนำเข้าจวน
มู่อวิ๋นลุกขึ้นช้าๆ รอยยิ้มจางผุดขึ้นมุมปากใต้คราบเลือด
ก่อนก้าวพ้นธรณีประตู ลมหนาวพัดหอบกลิ่นอายไอศึกแตะจมูก บนหลังอาชาศึกสีดำทมิฬ บุรุษหนุ่มชุดคลุมสีเข้มนั่งนิ่งบนอานม้า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจับจ้องตรงมา ประกายประหลาดใจพาดผ่าน ประหนึ่งอ่านทะลุการแสดงเมื่อครู่จนหมดจด
เซี่ยเวยจี๋ แม่ทัพหนุ่มผู้กุมกองกำลังรักษาพระนคร หลานชายสายตรงคนเดียวของตระกูลเซี่ย
มู่อวิ๋นปรายตามองตอบเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก่อนก้าวเข้าประตูไปอย่างสงบ
ปัง!
บานประตูไม้หนาปิดสนิทลง
ชุ่ยเอ๋อร์กระทืบเท้า ชี้นิ้วใส่หน้ามู่อวิ๋นอย่างเดือดดาล “นังตัวดี! คืนนี้ข้าจะสั่งบ่าวชายไปเยี่ยมเจ้าที่เรือนไผ่ร้างท้ายจวน อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบเลย!” พูดจบนางก็สะบัดเสื้อคลุมเดินจากไป
มู่อวิ๋นเดินตามพ่อบ้านไปยังเรือนไผ่ร้างท้ายจวน ที่นี่ทรุดโทรม มีเพียงลมหนาวพัดผ่านช่องไม้ผุ อาชิงจุดเทียนไขเล่มเล็กบนโต๊ะ
มู่อวิ๋นหยิบสมุดบันทึกแค้นปกสีครามออกมาวางใต้แสงเทียน ปลายนิ้วเปิดหน้าแรกช้าๆ ชื่อ ‘ชุ่ยเอ๋อร์’ ปรากฏเด่นชัดอยู่บนบรรทัดแรกสุด พร้อมรายการความชั่วช้าที่เคยทำร้ายน้องสาวนาง
มู่อวิ๋นจรดปลายนิ้วลงบนชื่อ ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นยะเยือก
“ชุ่ยเอ๋อร์... หนี้ชีวิตของน้องสาวข้า เจ้าจงเป็นคนแรกที่เริ่มชดใช้เถิด”
[ชุ่ยเอ๋อร์กล้าใส่เสื้อผ้าคนตายแถมยังขู่จะส่งคนมาเล่นงานมู่อวิ๋นคืนนี้ หารู้ไม่ว่าตนเองโดนวางกับดักผงไร้กลิ่นเข้าให้แล้ว คิดว่าคืนนี้ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายโดนสั่งสอนจนสาสมใจ]
“คุกเข่าให้หลังตรงสิ เมื่อสามเดือนก่อน เจ้าก็เคยคุกเข่าตรงนี้จนสลบคาหิมะมาแล้วนี่นา ถ้ารอบนี้ทนไม่ไหว ก็จงกัดลิ้นตายตามแม่เจ้าไปเสียเถอะ”เสียงหัวเราะเย้ยหยันของแม่นมจางดังแว่วมาจากศาลาอุ่นริมลานหินยามราตรีดึกสงัด อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ละอองหิมะโปรยปรายลงมาเกาะตามคิ้วและเส้นผมของมู่อวิ๋นที่กำลังคุกเข่าอยู่บนเกล็ดน้ำแข็งผสมเกลือเม็ดความเย็นยะเยือกเสียดแทงผ่านผืนผ้า ทว่าใต้สนับเข่าของมู่อวิ๋นกลับมี ‘แผ่นหนังกวางบุฝ้ายหนาพิเศษ’ ที่อาชิงแอบสอดไว้ให้ตั้งแต่ก่อนก้าวออกจากห้อง ความหนาวเหน็บจึงไม่อาจทำอันตรายต่อกระดูกข้อต่อของนางได้แม้แต่น้อยในศาลาอุ่น แม่นมจางนั่งจิบสุราอุ่นพลางแทะเนื้อย่างหอมกรุ่นอย่างสำราญใจ นางจงใจโยนเศษกระดูกไก่ลงบนพื้นหิมะตรงหน้ามู่อวิ๋นเพื่อเหยียดหยามเกียรติยศ“จำได้หรือไม่ คืนที่เจ้าถูกโบยจนหลังลายเมื่อสามเดือนก่อน ข้านี่แหละที่เป็นคนแอบเอาเกลือทะเลไปทาแผลเจ้าจนเน่าเฟะ เพื่อให้ท่านรองเสนาบดีรังเกียจจนไม่กล้าเฉียดกรายไปหาเจ้าที่ห้องเก็บฟืน คนอย่างพวกเจ้าตระกูลหลี่ เกิดมาก็เพื่อเป็นบัน
“นังตัวกาลกิณี พอเจ้าก้าวเท้าเข้าจวน หลานสาวข้าก็ต้องกลายเป็นคนพิการถูกขายเข้าซ่อง วันนี้ข้าในฐานะผู้คุมกฎเรือนหลังจะค้นห้องเจ้าให้เกลี้ยง ดูซิว่าซ่อนวิชาคุณไสยหรือของโจรอะไรไว้อีก”เสียงห้าวแหบตวาดก้องพร้อมแรงกระแทกประตูเรือนไผ่ร้างเปิดออกกว้างเช้าตรู่วันถัดมา ลมหนาวยังคงพัดหวีดหวิวผ่านแมกไม้ แม่นมจาง หญิงชราวัยห้าสิบเศษรูปร่างอ้วนท้วน ในมือถือไม้เรียวเหล็กคุมกฎเรือนหลัง เดินนำบ่าวหญิงร่างกำยำสี่คนบุกเข้ามาในห้องพักของมู่อวิ๋นอย่างอุกอาจแม่นมจางคือป้าแท้ๆ ของชุ่ยเอ๋อร์ และเป็นผู้กุมอำนาจคุมกฎระเบียบบ่าวไพร่ทั้งหมดในเรือนหลัง การที่หลานสาวคนโปรดถูกโบยจนพิการและขายทิ้ง ทำให้โทสะของนางลุกโชนดั่งไฟป่า นางมิเชื่อว่าหลานสาวจะพลาดท่าด้วยความบังเอิญ และปักใจเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือแผนร้ายของมู่อวิ๋นอย่างแน่นอน“ค้นหีบผ้าของมันให้หมด ดูว่ามีสิ่งอัปมงคลซ่อนอยู่หรือไม่” แม่นมจางชี้นิ้วสั่งการอย่างบ้าคลั่งบ่าวหญิงกรูกันเข้ารื้อค้นข้าวของในห้องจนกระจุยกระจาย เสื้อผ้าเก่าๆ ถูกเหวี่ยงลงพื้นเหยียบย่ำ เตียงนอนและตั่งไม้ถูกรื้อค้นจนพังยับเยิ
“ฮูหยินเอก ช่วยบ่าวด้วย บ่าวทำตามคำสั่งฮูหยินมาตลอดนะเจ้าคะ... อ๊ากกกก!”เสียงไม้พลองหนาทึบฟาดลงบนแผ่นหลังของชุ่ยเอ๋อร์เต็มแรงจนกระดูกสันหลังลั่นกร๊อบ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะหน้าลานเรือนจนแดงฉานลานหินอ่อนหน้าโถงรับรองใหญ่กลายเป็นลานประหารขนาดย่อมท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิวเซี่ยเจิ้งเหวินที่หวาดกลัวจะถูกคณะขุนนางกรมพิธีการถวายฎีกาเอาผิดข้อหาไม่ดูแลของพระราชทาน สั่งลงทัณฑ์ชุ่ยเอ๋อร์ต่อหน้าแขกเหรื่อทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจชุ่ยเอ๋อร์ถูกมัดขึงพืดไว้กับม้าไม้เนื้อแข็ง สองมือและสองเท้าถูกตรึงแน่น ร่างกายดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดทรมาน คราบเลือดซึมผ่านเสื้อผ้าฉีกขาดออกมาไม่ขาดสายความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทำให้สาวใช้ผู้ละโมบเริ่มสติแตก นางอ้าปากกรีดร้องโหยหวน หวังจะลากฮูหยินเอกลงนรกไปด้วยกัน“ฮูหยินเอกเจ้าขา บ่าวจงรักภักดีต่อท่านมาตลอด ตอนที่ท่านสั่งให้บ่าวเอาอาหารบูดให้นังมู่ตานกิน สั่งให้บ่าวเอาเกลือทาแผลมัน บ่าวก็ทำตามทุกอย่างนะเจ้าคะ ฮูหยินเอกช่วย...”“หุบปากนังบ่าวชั่ว เอาผ้าขี้ริ้วยัดปา
เพล้ง!เสียงแจกันหยกขาวพระราชทานมูลค่าประเมินค่ามิได้แตกกระจายเกลื่อนพื้นหินอ่อน พร้อมร่างของชุ่ยเอ๋อร์ที่กลิ้งหลุนๆ ลงมานอนทับเศษหยกต่อหน้าต่อตารองเสนาบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วโถงรับรองใหญ่ในพริบตาเศษหยกขาวละเอียดกระเด็นเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นหินอ่อน แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนประกายหยกแหลกสลายราวกับหยาดน้ำตาแห่งหายนะรองเสนาบดีเซี่ยเจิ้งเหวินยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด จอกสุราในมือร่วงหล่นลงพื้นพรมเสียงดังตุบนั่นคือของพระราชทานชิ้นเอกที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ตระกูลเซี่ยเมื่อคราวเลื่อนขั้นตำแหน่ง การทำลายของพระราชทานต่อหน้าธารกำนัลมีโทษสถานเดียวคือถอดยศและเนรเทศฮูหยินเอกเยี่ยนหนานเฝยเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ริมฝีปากที่ทาชาดสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนกสุดขีดคณะขุนนางกรมพิธีการนับสิบคนต่างพากันสูดหายใจลึก ถอยร่นไปด้านหลังด้วยความตกตะลึงชุ่ยเอ๋อร์ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหิน เลือดสดๆ ไหลรินออกจากฝ่ามือที่ถูกเศษหยกบาด นางสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา มองเห็นเศษแจกันหยกแหลกละเอียดอยู่ใต้แผงอก สติสัมปชัญญะของสาวใช้ต้นห้องพลันขาดผึงความก