로그인สายธารน้ำไหลที่ใส่สะอาด จนมองเห็นฝูงปลาตัวเล็กใหญ่ว่ายวนเวียนไปมาอย่างอิสระ ริมฝั่งปกคลุมไปด้วยพุ่มหญ้าเขียวขจี่ โขดหินนับร้อยสลับทับซ้อนกันไปมาช่างดูสวยงามยิ่งนัก เหมาะแก่การซ่อนตัวของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ
ตามกระแสน้ำเฉี่ยว บริเวณรอบโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณ ดูร่มรื่น หากได้สัมผัสถึงกลิ่นอายอย่างใกล้ชิด เกิดเป็นความสุขกายสบายใจยิ่ง
อาเจเดินลงไปยังน้ำตื้นที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวสายตามองหาปลาตัวใหญ่ เพื่อมาทำอาหารเย็น มื้อนี้มันต้องอร่อยจะเสียหน้าไม่ได้ มือนั้นกุมอุปกรณ์จับปลาอย่างชำนาญการเพราะงานอดิเรกคือจับปลาร่วมกับพ่อเป็นประจำ เขาเหลือบตาไปมองคนที่นอนอยู่บนโขดหินใหญ่ แหงนหน้ามองฟ้าอย่างสบายใจ ทำตัวเกียจคร้าน ก่อนจะก้มทำหน้าที่ของตนไป ทางด้านอลันเองก็แอบมองเขาปล่อยๆ เด็กแว่นที่น่าชิงชัง ชายหนุ่มลุกขึ้นลุยกระแสน้ำไปยังเขาที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจับปลา
"เฮ้ยเร็วๆ หน่อยซิ วันนี้จะได้ไหมปลา" เสียงดังของอลันทำให้ปลาที่กำลังจะติดกับดักของเขา ไหวตัวทันรีบว่ายหนีหายไป
"จะเสียงดังทำไม จะได้อยู่แล้วเชียว มือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำอีก" เขาพูดด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอัดแน่นในอก เพราะอีกไม่นานก็มืดค่ำแล้ว
"นี่มึงกล้าด่ากูเหรอ" เขากระชากเสื้ออาเจอย่างแรง ด้วยแปลวไฟโทสะแผดเผาในหัวใจ
"ไม่ได้ด่า ก็นายไม่ช่วยจริงๆ นี่" เขาโต้แย้งกลับไป ในเวลานี้เขาไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แล้วมัดอันนักหน่วงก็กระทบใบหน้าอย่างจังจนตัวเขากระเด็นตกน้ำลึก แว่นตาที่เขาใส่ประจำหลุดหายไปกับสายน้ำ ทำให้สายตามองเห็นเพียงเรินรางเท่านั้น
"ไม่ช่วย เพราะมึงทำให้กูพลาดนัดสำคัญ หากวันนั้นมึงไม่ขอให้กูไปหาของกลับมึง ไม่ติดอยู่ในห้องเก็บของบ้านั้น กูคงได้แข่งขันนัดสำคัญไปแล้ว นี่มันยังน้อยไปที่กูเคยโดนมา"
อลันพยายามจะเดินไปใกล้เขาราวกับเปลวไฟที่กำลังประทุ แต่ทว่าที่ตรงนั้นน้ำลึก เขาจึงหยุดเดินทันที เพราะสิ่งเดียวที่เขาไม่เก่งคือว่ายน้ำ
"เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจนายก็รู้นี่ ว่าเราทั้งคู่ก็พลาดการแข่งขันเหมือนกัน ทำไม! ทำไมถึงแค้นฉันขนาดนี้ ให้ตายเถอะ คิดว่านายต่อยเป็นคนเดียวเหรอไง ฮะ!!" อาเจรีบว่ายน้ำตรงดิ่งไปยังเขา แม้ว่าตอนนี้สายตาที่พร่ามัวมองไม่ชัด แต่เขาเดินไปตามเสียงพูดของคนที่ยืนตรงหน้า เขากระชากแขนของอลันอย่างสุดแรงที่มี พร้อมทรัดมัดสุดแรงไปยังใบหน้านั้น ร่างของอลันกระเด็นไปยังน้ำลึก เขารู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังจะจมน้ำ
"ดะ ดะ ช่วยด้วย ฉันว่ายน้ำไม่เป็น" เขาพูดขึ้นในขณะที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ
"โกหก นายคิดจะเอาคืนฉันอีกแล้วใช่ไหม" อาเจไม่สนใจคำอ้อนวอนขอร้องของเขาก่อนจะว่ายน้ำไปยังแหล่งน้ำตื้น เขารีบหันกลับมามอง เพราะความเงียบที่ผิดปกติ ไร้เงาของอีกคน ความหนาวยะเยือกคืบคลานเข้ามาในใจ
"อลัน อลัน "เมื่อไร้เสียงตอบรับจากอีกคน ชายหนุ่มรีบตะเกียกตะกายตัวเองดำดิ่งลงสู่ใต้น้ำลึก ด้วยความร้อนรน สายตามองหาร่างกำยำของอีกคน แต่ไร้วี่แวว ในตอนนี้กลั้นหายใจได้ไม่นาน ตัวเขาเองแทบกระอักน้ำ เขาตัดสินใจรีบว่ายน้ำขึ้นมาเพื่อสูดก๊าซออกซิเจนให้เต็มปอดอีกครั้ง ก่อนดำดิ่งลงไปอีก ครั้งนี้ให้ลึกกว่าเดิม ภาวนาในใจขอให้เขาปลอดภัย 'อย่าเป็นอะไรไปนะ' เหมือนว่าคำภาวนานั้นจะถูกตอบรับ เห็นร่างใหญ่ค่อยๆ ลอยขึ้นจากที่ลึก ชายหนุ่มรีบว่ายไปนำร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าเขาจะไม่กลับมาอีกแล้ว สุดท้ายก็นำร่างขึ้นมายังฝั่งได้สำเร็จ
"อลัน อลัน ฟื้นซิ อลัน" เขาใช้มือทั้งกดตรงหัวใจ ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไร้วี่แววว่าเขาจะฟื้น จึงตัดสินใจผายปอดให้อีกคน ครั้งแล้วครั้งเล่า
"อึก อึก แฮกๆๆ " เสียงกระอักน้ำออกมาจากปากของคนตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มดีใจ ก่อนรีบคว้าคนนอนตรงหน้ามากอดไว้อย่างอุ่นใจที่เขาปลอดภัยแล้ว
"ขอบคุณ" อาเจพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"อะไรของมึง" เมื่อเขารู้สึกได้ว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของคนที่ชิงชังยิ่งนัก รีบผละออกอย่างสุดแรง
"ขอบคุณสักคำมีไหม" เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูนด้วยความไม่พอใจ
"ขอบคุณ ฝันไปเถอะ มึงต่อยกูจนกูจมน้ำ มึงก็รับผิดชอบ " เขาพูดขึ้นโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกคนฟัง ชายหนุ่มลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เผยให้เห็นผิวขาวเนียน กล้ามแน่นๆ ที่ทรงพลังของนักมวย อาเจรีบหันหน้าไปทางอื่น จู่ๆใบหูของเขาก็ร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"ช่างเถอะ กลับล่ะ" เขาพูดขึ้นก่อนจะรีบเร่งฝีเท้า แต่ด้วยหินที่เกาะกุมไปด้วยตะไคร้น้ำ ทำให้ชายหนุ่มพลาดท่า วินาทีที่เขากำลังจะลื่นล้ม ภายในใจคิดว่าตอนนี้คงไม่รอดจริงๆ แล้วซินะ เขาหลับตาปี๋ก่อนจะรู้สึกตัวอีกทีว่ามีแขนใหญ่ สัมผัสได้ถึงความกำยำ และความอบอุ่นๆ มารองรับตัวเองเอาไว้ อาเจค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองอย่างช้าๆ ภาพตรงหน้าคือ ใบหน้าของคนที่ชิงชังกลับมองมาด้วยแววตาประกายที่บ่งบอกถึงความห่วงใย แม้จะเพียงเสี่ยววินาทีเดียว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าแววตาคู่นั่นของอลันเหมือนว่าชีวิตของเขามีค่ายิ่งนัก
"อ่อนแอ มึงนะอ่อนแอ น่าเกลียด โคตรน่าเกลียด รู้ไว้ซะ" ชายหนุ่มพูดขึ้นในขณะที่มองคนในอ้อมกอดของเขา ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยกเว้นใบหูที่ขึ้นสีจางๆ ก่อนจะผลักอีกคนให้ออกจากตน รีบเดินตรงดิ่งไปยังที่พัก ปล่อยคนข้างหลังยืนงุนงงกับตัวเอง กลับท่าทีของเขาอยู่ตรงนี้
"อะไรของเขา"
พวกเขาทั้งสองมุ่งหน้ากลับที่พักของตน ตลอดเส้นทางพวกเขาไม่พูดคุยกันสักคำ แต่ภายใต้ความเงียบนั้น รู้ไหมว่าใครคนหนึ่งกำลังควบคุมหัวใจตัวเองเพื่อไม่ให้ส่งเสียงดังออกไป เพราะกลัวว่าอีกคนจะได้ยิน
" เราทำแบบนี้จะดีหรือครับนาย ผมเกรงว่า...""ป้องกันไว้ก่อน นั่นคือจุดอ่อนของฉัน การแก้แค้นจะเสียแผนไม่ได้เด็ดขาด" เขาก้มมองต่ำ ด้วยแววตาที่อ่อนโยน พร้อมเผยรอยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ยามราตรีไร้ซึ่งหมู่ดาว เพราะเมฆฝนบดบังจนหมดสิ้น เสียงฝนตกที่โหมกระหน่ำลงมาไม่เว้นห่าง พร้อมเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า กลบเกลื่อนเสียงยามวิกาลจนหมดสิ้น รถหรูคันสีดำวิ่งเล่นไปตามท้องถนนซึ่งไร้แสงสว่างส่องนำทาง มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่ส่องนำทาง ขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในรถเผยให้เห็นบุรุษที่ผินหน้ามองสองข้างทาง ปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้ น้อยนักจะเจอบ้านเรือน นับว่าเป็นเส้นทางอันห่างไกลผู้คน แววตาแสนเย็นชายังคงจับจ้องไปยังเม็ดฝนที่โปรยลงมาอย่างไม่ขายสาย ก่อนก้มหน้าลง เพื่อมองชายหนุ่ม ผู้ที่หลับตาพริ้มบนตักอย่างไร้สติ ผู้ที่เขาไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำได้เลย แม้ว่าจะห่างหายกันไปนานนับปี ทว่ากลิ่นกายของเขายังคงตราตรึงไม่เคยเปลี่ยนปลายถนนปรากฏบ้านสไตล์ยุโรปหลังใหญ่ตั้งสง่าโดดเด่นเหมือนว่าสถานที่ตั้งอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน “เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยใช่ไหม?”เสียงทุ้มกำชับลูกน้องมือขวาด้วยแววตาหนัก
~บ้านที่แสนธรรมดาของซองอึน~ หญิงวัยชราทั้งสองที่นั่งเผชิญหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตั้งแต่ลูกพวกเขาทั้งสองแต่งงานกัน ก็ไม่เคยพบเจอหน้ากันอย่างเป็นทางการสักครั้ง ย่าหมวยแม่ของโช หรือโชตินันท์ อดีตตำรวจน้ำดี บัดนี้ได้กลายเป็นตำรวจที่ทำผิดกฎหมายซ่ะเอง แถมยังมาตายอย่างมีเงื่อนงำ มันช่างทำร้ายจิตใจของผู้เป็นแม่ให้ตายทั้งเป็น แต่ทว่าก็ไม่ต่างกับแม่ของมีรา หรือชื่อที่แท้จริงว่า ซอยอน ที่เจ็บปวดใจที่ต้องรู้ว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของเธอ เลือกที่จะใช้ชีวิตกับผู้ชายที่รัก มากกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดเธอมา แม้รู้ว่าการพูดว่าตัดขาดความสัมพันธ์ในครั้งนั้นจะทำให้ลูกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ยังดีกว่าให้ลูกลังเลใจที่จะทำตามความฝันของตนเอง ความฝันที่อยากมีครอบครัวที่ดี และอบอุ่นใจโดยปราศจากเธอ ผู้ที่ตั้งกฎเกณฑ์มากมาย ทำให้เธอไม่เป็นตัวของตัวเอง จนกระทั่งได้เจอพ่อของซองอึน"ซอยอน ลูกต้องสืบทอดกิจการต่อจากแม่ ลูกจะรักผู้ชายคนนั้นไม่ได้""ขอโทษค่ะแม่หนูยังยืนยันคำเดิมว่าจะไปอยู่ที่นั่น ความสุขของหนูอยู่ที่เมืองไทย แล้วหนูจะมาเยี่ยมแม่ปล่อย ๆ นะค่ะ""ไม่ต้อง ในเมื่อแกเห็นผู้ชายดีกว่าฉัน ก็ไม่ต้องมาเป็นแม่ลูกก
ห้องรับแขกเรียบหรูมีสไตล์ ที่ตกแต่งด้วยแจกันลายไทย ประดับตกแต่งด้วยดอกลิลลี่สีขาว ดูสบายตายิ่งนัก ชายหนุ่มทั้งสองกำลังนั่งเผชิญหน้ากับหญิงชราผู้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งใหญ่ในเกาหลีอย่างไม่ละสายตา ท้องฟ้ามองหน้าซองอึนที่กำลังจ้องมองหญิงชราอย่างไม่ลดละสายตา "เอ่อ...ผมควรออกไปดีกว่าครับ แฮร่ ๆ " ชายหนุ่มฉีกยิ้มเล็กน้อยเพื่อปกปิดความละอายใจที่จู่ ๆ ก็ถูกซองอึนกระชากแขนมาด้วย "ไม่ต้อง! คนที่ควรออกไปไม่ใช่นาย" น้ำเสียงที่หนักแน่นทำให้ท้องฟ้าดิ่งก้นนั่งลงตามเดิมด้วยความกังวลใจ"อืม...เด็กหนุ่มคนนี้คงมีความสำคัญกับหลานมากซินะ ถึงไม่ยอมเว้นระยะห่างกัน" เธอเผยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย"ใช่ครับ! สำหรับผมท้องฟ้าสำคัญที่สุด ว่าแต่อะไรทำให้คุณอยากเจอผม ผมลืมไปแล้วว่ามีคุณอยู่ในชีวิต""อึก! " ท้องฟ้ามองหน้าซองอึนด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดอย่างนี้ออกมา จู่ ๆดวงหน้าร้อนพลัน ร้อนฉ่าขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ "ฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอกนะ ว่าทำไมฉันถึงโผล่มาตอนนี้" แววตาที่มองซองอึนนั้นลึก ๆ แล้วเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ภายในใจเอาไว้มากมายเหลือเกิน"หึหึ เยี่ยมครับ สิบแปดปีที่ผ่า
ในห้องชมรมศิลปะอันกว้างใหญ่ ภาพวาดงดงามที่ถูกตวัดลวดลายหลากหลายสีสันด้วยแปรงพู่กันผ่านสีโปสเตอร์ ถูกตั้งสง่าเรียงรายอย่างโดดเด่นเพื่อผลการแข่งขัน ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการของนักวาดก็ยากจะตัดสินได้ว่า ผลงานชิ้นไหนดีที่สุด ยกเว้นองค์ประกอบรวมที่ผู้วาดได้ถ่ายทอดลงไปเพื่อสื่อความหมายของภาพนั้น ๆ คณะกรรมตรวจสอบผลงานได้เดินดูภาพวาดแต่ละภาพอย่างภาคภูมิใจในผลงานทุกชิ้น แต่พวกเขาต้องมาสะดุดตากับภาพวาดแผ่นหนึ่ง ยืนมองวิเคราะห์ภาพวาดนั้นนานสองนาน"ภาพนี้ถึงแม้จะดูธรรมดา ใช้เฉดสีน้อยนิดแต่มีการใช้ส่วนประกอบมูลฐาน! ทำให้ผลงานโดดเด่นและแตกต่างกว่าของนักเรียนคนอื่นๆ พวกคุณดูซิ!"คณะกรรมการผู้อาวุโสชายท่านหนึ่งพูดขึ้น ก่อนที่คุณครูท่านอื่นๆจะมองสังเกตภาพนั้นใกล้ๆ"จริงด้วยค่ะอาจารย์ เส้น รูปร่าง น้ำหนัก สี ผิวเผินอาจดูธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อรวมองค์ประกอบรวมดันมีความสมดุลกัน" คณะกรรมการผู้หญิงพูดขึ้น"แบบด้านสองด้านไม่เท่ากัน"คณะกรรมการผู้ชายเสริมขึ้นเมื่อสังเกตเห็นจุดเด่นของภาพวาดใบนี้"ใช่ค่ะ แบบด้านสองด้านไม่เท่ากัน แต่ยังมีความเคลื่อนไหวที่สั่นพลิ้วสลวยอย่างละเอีย
~ห้องศิลปะ~วันแข่งขันมาเยือนเหล่าเพื่อน ๆ ต่างสถาบันต่างหลั่งไหลกันเข้ามาร่วมกิจกรรมวิชาการและงานบันเทิงอย่างครบเครื่องมีหรือจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปได้ เสียงหัวเราะเขาเหล่านักเรียนต่างส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วอาคารเรียน"สวัสดีครับครูเบนนะยินดีที่ได้รู้จักนักเรียนทุกคนในห้องนี้ ครูดีใจมากที่วันนี้มีนักเรียนหลากหลายโรงเรียนเข้าร่วมประกวดวาดภาพระบายสีโปสเตอร์ในหัวข้อ ซากุระ อาร์ต คันเทสทฺ "วาดภาพทิวทัศน์" เพื่อไม่ให้เสียเวลาอีกต่อไป ทุกคนมาเริ่มกันเลย ไฟติ้ง!"ครูเบนเดินไปนั่งตรงโต๊ะประจำของตนก่อนมองไปยังซองอึนด้วยความภาคภูมิใจไม่คิดเลยว่าเขาจะร่วมกิจกรรมด้วย"ซองอึน เขาเปิดใจให้ท้องฟ้าคนเดียวซินะ" เผยรอยยิ้มตรงมุมปาก ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะมาถึงจุดนี้ได้พู่กันและสีน้ำต่างถูกบรรเลงลงบนกระดาษขนาดใหญ่ สไตล์การวาด ความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ผู้เข้าแข่งขันทุกคนดูมุ่งมั่น ตั้งใจหมายจะคว้าความภาคภูมิใจกลับบ้านไปให้ได้ มีเพียงซองอึนที่ยังคงหลับตาด้วยความผ่อนคลาย "ให้ตายซิ นอนได้ทุกเวลาจริงๆ" ท้องฟ้าที่กำลังแอบมองอยู่ผ่านกระจกเล็ก ๆ ด้วยความหงุดหงิดแต่ทว่ามือเรียวของซองอึนกำลัง
เปิดเรียนวันแรกหลังจากการพักผ่อนของพวกเขา อากาศยามเช้าที่เย็นสบาย ไร้มลพิษ ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติที่เขียวชอุ่ม สองข้างทางรายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพรรณสีสันสดใสช่างงดงามตายิ่งนัก ไร่องุ่น ไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเป็นเมืองที่เหมาะกับคนที่รักความสงบ รักความเรียบง่าย รักชีวิตที่อิสระ และรักธรรมชาติถึงจะอาศัยอยู่ที่แห่งนี้ได้ ซองอึนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาสุกใสในวิธีการชีวิตของชาวไร่ช่างเหน็ดเหนื่อยทั้งเก็บเกี่ยว พรวนดิน ดูแลรักษาพืชผลด้วยความใส่ใจทะนุถนอมดังลูกในไส้ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข ดั่งคำกล่าวที่ว่า"สุขแท้จริง คือสุขที่ใจ" เขาไม่เคยคิดเลยว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้จะทำให้พบเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ความพอเพียง ความจริงใจ และมิตรภาพที่ดี ไม่แปลกใจที่คนที่นี่ล้วนดูมีรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เข้าสัมผัสได้ถึงความสุขที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ และตัวเขาล่ะพอใจกับสิ่งที่มี อยู่ ณ ตอนนี้แล้วหรือยัง หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงถือกระดานวาดภาพ พู่กัน และสีติดตัวมาด้วย และคงยากที่จะห้ามใจไม่ให้วาดความสุขเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดได้หรอก อารมณ์ศิลปินของเขากำลังพุ่งก
"เร็วๆ หน่อยซิ เดียวก็ไม่ทันรถหรอก" ท้องฟ้าพูดขึ้นสายตามองมายังชายหนุ่มที่เดินเชื่องช้าเหมือนเต่ากวนตีนเช่นนี้"ก็นายไม่บอกนี่ ว่าจะไปไหนกัน" เขาหยุดเดินและแสดงท่าทางยียวนกวนใจ"คุณซองอึนขอรับ กระผมจะพาคุณไปพักผ่อน รับรองถูกใจคุณแน่นอน " น้ำเสียงออดอ้อนออเซาะ ทำให้คนฟังเริ่มใจอ่อน"ก็ได้ พูดจัดเต็ม
~ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง~เสียงร้องห่มร้องไห้ดังทั่วห้องผู้ป่วยรวม ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ต่างลุกขึ้นมามองคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนมองคนไข้อย่างหมดอาลัยตายอยาก เหมือนกับคนบนเตียงนั้นสิ้นลมหายใจไปแล้ว "ไม่น่าเลยลูกชายสุดที่รักของพ่อ" กระดาษเช็ดชู้ที่ถูกดึงจากกล่องชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ใช้แล้วตกลงสู้พื้นมากมายรวมทั้
แสงแดดยามเช้าที่ส่องสว่างไปทั่วผืนป่า กำลังโอบอุ้มความหนาวเหน็บให้เบาบางลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้น ปลาขนาดใหญ่ที่กำลังถูกย่างบนไฟร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วป่า ชวนน้ำลายไหลยิ่งนัก ทุกคนนั่งล้อมวงด้วยความหิว ก่อนจะต้องเตรียมตัวกลับบ้านก่อน เพราะในวันพรุ่งนี้สถานที่อันสวยงามรา
บรรยากาศยามค่ำคืน ช่างหนาวเหน็บ เพียงเพราะลมพัดเบาๆ ก็หนาวไปถึงทรวง ต้นไม้โอนเอนไปมาตามกระแสลม เกิดเสียงขึ้นเบา บวกกับเสียงสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยที่ออกหาอาหารในยามค่ำคืน พวกเขานั่งรอบกองไฟที่ก่อขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เปลวไฟที่ลุกโชนทำให้พวกเขาคลายหนาวได้สักนิด วันนี้ทั้งวันยังไ







