Masukไป๋เยว่หลิง เบื้องหน้า เขาคือคุณชายตระกูลใหญ่ สูง ขาว ผิวเนียน ดวงตาเรียวยาวราวภาพเขียน หล่อ ชุดขาวบริสุทธิ์(แซ่ไป๋(ขาว)) เป็นนักกระบี่อัจฉริยะในรอบร้อยปี แต่...หลังฉาก เขาเป็นลูกเลี้ยงที่ถูกกดขี่ดูถูกทุกอย่าง ถูกซ้อม วางยา ด่า เฆี่ยน และโดนขืนใจแบบวิปริต เขาจึงเป็นคนเก็บกด ไม่พูด แววตาเย็นชา และโดดเดี่ยว ....วันหนึ่งครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเขาถูกฆ่าล้างตระกูล แต่เขากลับหลงรักนักฆ่าคนนั้น....
Lihat lebih banyakคืนนั้นเลี่ยหยางยืนชมจันทร์กับไป๋เยว่หลิง“หลิงหลิง ถ้าพรุ่งนี้ข้าตาย เจ้าจะยังคิดถึงข้าไหม?”เยว่หลิงจับมือเลี่ยงหยางแต่ไม่มองหน้า เขากลับชี้ไปข้างหน้า“ตรงนั้นมีน้ำตก ไปอาบน้ำกัน”...แสงจันทร์คืนนี้ช่องสวยงามและเงียบเหงา เสียงน้ำตกซู่ๆดังราวกับกำลังโกรธเคืองผู้ใด นกฮูกตัวหนึ่งเหนื่อยจากการบินหาอาหารมันจึงบินมาเกาะที่กิ่งไม้ข้างน้ำตกและมองไปทางน้ำที่ตกลงมานั้นใต้น้ำตกนั้นมีชาวร่างหุ่นดีและชายผิวขาวเนียนบอบบางพวกเขาเปลือยท่อนบน เลี่ยหยาวใส่ผ้าคาดเอวซึ่งเป็นผ้าผืนเดียวพันช่วงล่าง ส่วนไป๋เยว่หลิงเป็นผ้าฝ้ายบางๆพวกเขาหลับตาเอาลิ้นสอดใส่กระทุ้งแก้มของกันและกัน ในปากนั้นและลมหายใจอุ่นๆสัมผัสใบหน้ากันและกัน ช่วยลดความหนาวเย็นของน้ำที่ตกลงมาใส่ศีรษะพวกเขาทั้งคู่สองมือเลี่ยหยางกอดไป๋เยว่หลิงไว้แน่น กล้ามแขนเห็นชัดเจนเป็นก้อนๆ ส่วนมือเยว่หลิงจับที่ข้างเอวเขาและใช้นิ้วกรีดไปมาเบาๆสักพักเลี่ยหยางก็ถอนปากออก เขามองหน้าเยว่หลิงที่ยังหลับตาอยู่และจูบเบาๆไปทั่วทั้งใบหน้า เยว่หลิงยังอ้าปากนิดๆรอจูบต่ออยู่ เลี่ยหยางหายใจเข้าลึกๆแล้วประกอบปากใช้ลิ้นอุ่นๆเข้าไปพันกันเล่นในปากของเยวี่หลิงอีกครั้งควา
ณ สถานที่ลับสุดยอด มืดมิด เงียบเหงาวังเวง มีเสียงนกกลางคืนร้องอยู่ 1-2 ตัว มีชายวัย 50 ท่าทางไม่สมชายเดินมากับชายอีกคนหนึ่งที่องอาจผ่าเผยแขนลำสันเขามีดาบใหญ่มากพกติดตัวมาด้วย พวกเขาคือขันทีและแม่ทัพปลอมตัวมา"ท่ะ...ท่านแม่ทัพ ช่ะ...ใช่ที่นี่แน่หรือ?"แม่ทัพไม่พูดแต่มือข้างหนึ่งกำด้ามดาบไว้แน่น เพราะเขารู้สึกได้ถึงฝูงสัตว์ร้ายมากมายกำลังจ้องพวกเขาอยู่และแล้วคบไฟก็ลุกพรึ่บ แสงสลัวๆนั้นทำให้เห็นชายชุดดำซึ่งหลายร้อยคน ขันทีตกใจมาก คนพวกนี้มาตอนไหน? ทำไมถึงอยู่ใกล้ชิดพวกเราได้ขนาดนี้แม่ทัพยังไม่ชักดาบออกมา แต่เขามองด้วยแววตาหวั่นเกรงอยู่ 1 ส่วน จำนวนคนมากขนาดนี้หากตกลงกันไม่ได้ต้องตีฝ่าออกไป ต่อให้ใช้เจ้าขันทีโง่นี่เป็นเกราะกำบังก็ตาม ข้าคงเสียแขนและขาอย่างน้อย 1 ข้างเป็นแน่แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือก เมื่อ บุคคล 6 คนโผล่มานั่งบนเสา, ต้นไม้, ลัง แม่ทัพสังเกตุว่า แม้แต่เหล่าชายชุดดำมองก็มอง 6 คนนี้ด้วยแววตาหวาดกลัวคนหนึ่งเอามือลูบคมมีดสั้นไปมาและเลียมันราวกับสัตว์เลียขนให้ลูกด้วยความรัก เขาก็คือเลี่ยเวินนั่นเอง และเขาพูดว่า"ไม่คุ้นเลยว่ะ ต้องทำงานร่วมกับพวกขุนนางแบบนี้""ทุกทีเคยแต่เชือดหมูสกป
....วันนี้คือรอบชิง ศิษย์เยว่หลิงผ่านเข้ามาได้ทุกรอบ แม้ร่างกายเขาจะเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ แต่ก็ไม่ได้หนักหนาหรือแผลลึกอะไร กับเด็กขอทานที่ทั้งถูกซ้อม ทนแดดทนฝน นอนวัดร้าง ดื่มน้ำฝัน เจ็บแค่นี้มันแทบไม่กระทบอะไรกับเขาเลยคู่ต่อสู้เป็นศิษย์เอกสำนักดาบเลื่องชื่ออันดับ 1 ของกว่างโจว ไม่ใช่แค่หน้าตาดีพอประมาณแต่เป็นสุภาพบุรุษ ทุกครั้งที่เขาลงแข่งมักจบด้วยเสียงปรบมือและชื่นชมจากผู้ชมเสมอวันนี้คุณชายไป๋มองหน้าศิษย์โดยไม่พูดอะไร สายตาพวกเขาส่องสะท้อนถึงกันได้อย่างลงตัว พวกเขาเขจ้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำพูดคู่แข่งขึ้นลานประลองด้วยเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม ในขณะที่เด็กขอทานขึ้นมาด้วยความเงียบ ไม่มีเสียงด่า แววตาผู้ชมมองเขาด้วยความหวาดกลัว จากวีรกรรมที่เขาทำมาในรอบก่อนๆนั่นเองและแล้วทหารองครักษ์มากมายก็เข้ามา ทุกคนคุกเข่าลง (เหยว่หลิงไม่คุกเข่าแถมเงยหน้าจ้องมองด้วย แม้ว่าเลี่ยงหยางจะพยายามดึงแล้วก็ตาม)และแล้วผู้แทนพระองค์ก็เข้ามา เป็นองค์ชายอายุประมาณ 17 ปี ผิวขาวมาก สูงโปร่ง แก้มขาวอมชมพู ผุ้หญิงบางคนแอบเงยหน้ามองถึงกับเขิน ทำไมองค์ชายหล่อน่ารักขนาดนี้ ใบหน้านั่นสะกดทุกสายตาได้จริงๆเมื่ออค
....ลานประลองยุทธใหญ่แห่งเมืองกว่างโจวปูด้วยศิลา รอยแตกร้าวจากการประลองนับสิบปีซ้อนทับกันราวบาดแผลเก่าวันนี้มันจะถูกจารึกด้วยเลือดใหม่เด็กขอทานผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลาน ลมพัดผ่าน ชายเสื้อขาด ๆ ของเขาสะบัดเบา ๆ เผยให้เห็นข้อมือผอมบาง แต่มั่นคงราวเหล็กกล้าชี่เฟิงเขาไม่ยืนท่ากระบี่ ไม่ตั้งลมปราณ ไม่แม้แต่จะเผยพลัง เหมือนคนที่ไม่มีอะไรให้เสียฝั่งตรงข้าม หลี่ต้วนอิง ก้าวออกมา กระบี่เหล็กดำในมือสะท้อนแสงอาทิตย์ ลมปราณพวยพุ่งออกจากฝ่าเท้า ทำให้ฝุ่นรอบตัวลอยขึ้นเป็นวง"หึ! เสนียดข้าเหลือเกิน!"หลี่ต้วนอิงเอ่ยเสียงเรียบ“ไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของขอทาน!”เสียงฆ้องเริ่มต้นดังขึ้นก้อง!หลี่ต้วนอิงขยับก่อน หนึ่งก้าว ร่างหายไปจากตำแหน่งเดิมฉัวะ!กระบี่ฟันจากด้านข้าง เร็ว รุนแรง และแม่นยำ เป็นกระบี่สายสังหารที่ไม่เปิดช่องว่างให้ตั้งตัวแต่ชี่เฟิง… เอนตัวหลบ คมกระบี่เฉียดปลายผม เส้นผมขาดปลิวร่วงผู้ชมอ้าปากค้าง นี่ไม่ใช่การหลบแบบคนไร้ฝีมือ แต่เป็นการอ่านจังหวะล่วงหน้าหลี่ต้วนอิงไม่หยุด กระบี่สองฟัน สามฟัน สี่ฟัน แต่ละฟันต่อเนื่องราวคลื่นซัด พื้นหินแตกร้าวเป็นเส้นยาวเคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ในที่สุด
....หิมะโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ เยว่หลิงและเลี่ยหยางค่อยๆเดินอย่างระมัดระวัง น้ำค้างแข็งเกาะบนกิ่งไม้เลี่ยหยางหันมามองเขา และยิ้มแบบเจื่อนๆ“หลิงหลิง ข้าว่าพวกเราหลงทางแล้วนะ?”เยว่หลิงทำหน้าตาเย็นชาและไม่พูด เลี่ยหยางเกาหัวแกร่กๆทั้งคู่เดินไปพลางหยอกล้อกัน แต่หมอกหนาและหิมะทำให้ ทิศทางเริ่มสับสนขึ
.....เยว่หลิงและเลี่ยหยางเดินข้ามป่าและภูเขา แล้วก็เพราะเยว่หลิงชวนวิ่งเล่นออกนอกเส้นทาง ในที่สุดทั้งคู่ก็หลงอยุ่ในป่างตามลำพัง 2 คนจนได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด เดินไปเดินมาเจอบึงน้ำใสถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ แม้อากาศจะหนาว แต่ด้วยความเหนื่อยเหงื่อไคลไหลจนตัวเหม็นทั้งคู่จึงอดไม่ได้ที่จะลงไปอาบน้ำใน
....แสงแรกของวันสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างหรูของโรงแรม ไป๋เยว่หลิงลืมตาตื่นขึ้น พบว่าข้างกายว่างเปล่า เขานั่ง หัวใจเต้นแรง รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่แปลกประหลาด“เลี่ยหยาง…?” เสียงของเขาเบา แต่สั่นเครือ เขาไม่เคยตื่นเช้ากว่าข้าเยว่หลิงก้าวลงจากเตียง รีบตรวจรอบห้อง เตียงยังเรียบร้อย สัมภาระเสื้อผ้ายัง
....หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วเยว่หลิงก็หันมาพูดกับเลี่ยหยาง "ข้าอยากกินไข่" นิ่งสักพัก "....ไก่ด้วย" เลี่ยหยางก็มานั่งนึกๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าที่ลั่วหยางนี้มีอาหารจำพวกไข่และไก่อะไรขึ้นชื่อบ้าง จึงเรียกพนักงานขึ้นมาถามและสั่งอาหาร ซึ่งเยว่หลิงเลือกเมนูไข่ 3 อย่างคือ 1. ไข่ต้มชา, 2. ไข่ฟูหรง(ไข่เจ