LOGINเช้าวันปิดเทอมของฤดูเก็บเกี่ยว เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกำลังวิ่งตามหลังพี่ชายพี่สาวเพื่อไปขุดแย้กับพ่อแม่ ข้าวหอมเริ่มรู้ว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้ตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบ แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่เธอยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะชาติที่แล้วของเธอไม่เคยได้เรียนหนังสือ เหตุการณ์ก่อนที่เธอจะจากมาอยู่ในยุคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่เคยจางหาย ภาพผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย เธอจำได้ขึ้นใจว่าเขาชื่อวีร์
ข้าวหอมเดินตามหลังพี่กับพ่อแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตในชาตินี้ก็ไม่ถือว่าลำบาก เธอยังมีข้าวปลาอาหารได้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีน้ำสะอาดให้ดื่มกิน มีที่ให้หลับนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทุกแห่งหน ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเหมือนชาติที่แล้ว แค่นี้เธอก็ถือว่าพรที่เธอร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ประทานให้แล้ว
พ่อกับพี่ชายกำลังใช้เสียมขุดแย้ ส่วนพี่สาวกับแม่กำลังใช้เสียมขุดจิ้งโกร่ง บนพื้นดินทรายที่อยู่ติดกับป่าสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านที่มีพื้นที่กว่ายี่สิบไร่ ยามหน้าฝนผู้คนในหมู่บ้านมักมาหาเก็บเห็ดและผักป่าในป่าแห่งนี้ ซึ่งเป็นภาพที่เธอคุ้นชินตั้งแต่เธอเริ่มจำความได้ วันนี้ก็เช่นกันมีชาวบ้านหลายคนออกมาขุดแย้กับจิ้งโกร่งตามแนวป่า แย้และจิ้งโกร่งมีจำนวนมากพวกเขาหาไปประกอบอาหารไม่ได้หาไปขาย มันจึงไม่สูญพันธุ์ง่าย ๆ
ข้าวหอมถือข้องมาหาพี่สาวกับแม่เพื่อใส่จิ้งโกร่ง “พี่ทิพย์กับแม่ขุดเก่งจังเลยค่ะ” ข้าวหอมนั่งยองลงข้างพี่สาวเพื่อดูพี่สาวขุดจิ้งโกร่งอย่างชำนาญ เธอถูกเลี้ยงมาให้กินของที่มีในท้องถิ่น
“ถ้าข้าวหอมโตขึ้นก็จะขุดเก่งเหมือนพี่” ธารทิพย์บอกน้องสาว ที่ดูเหมือนว่ายิ่งโตขึ้น หน้าตาของน้องสาวก็ยิ่งแตกต่างจากคนในครอบครัวมากขึ้น แต่คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้สงสัย เพราะอย่างไรก็เข้าใจว่าข้าวหอมคือลูกของน้องสาวพุดจีบ และไม่มีใครพูดว่าข้าวหอมไม่ใช่ลูกของดอมกับพุดจีบให้เธอได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนอยากเห็นหน้าตาน้องสาวพุดจีบอยู่ดี เพราะเด็กคนนี้ดูเหมือนเครื่องหน้าจะสวยสะดุดตาตั้งแต่เด็ก แถมผิวพรรณยังขาวเนียนต่างไปจากคนในครอบครัวมาก
พ่อกับพี่ชายขุดแย้ด้วยกันอย่างสนุกสนาน เพราะบางตัวมันวิ่งออกจากรูจนทั้งสองต้องวิ่งตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็วิ่งตามไม่ทันมัน เพราะแย้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่วิ่งเร็วมาก สุดท้ายก็ต้องปล่อยมันไปและเริ่มขุดรูใหม่
ได้แย้กับจิ้งโกร่งตามจำนวนที่ต้องการแล้วทั้งห้าคนก็พากันกลับบ้าน ธันวาให้น้องขี่หลังเดินไปตามถนนลูกรัง สองข้างทางรวงข้าวกำลังกลายเป็นสีเหลืองทอง พวกเขาต้องเริ่มเก็บเกี่ยวมันแล้ว ควายสองตัวที่ผูกล่ามไว้ยังตั้งหน้าตั้งตากินหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย
ดอมนำแย้ที่ขุดมาได้ก้อยใส่มะม่วงกระสอ พุดจีบทำจิ้งโกร่งขั้วเกลือ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ตำน้ำพริก ลูกทั้งสามก็กินอาหารตามที่พ่อกับแม่ทำให้อย่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“พี่ธันคะ ตอนเย็นสอนหนูขี่ควายได้ไหมคะ”
“ได้สิ แต่ต้องหลังจากที่พี่เกี่ยวข้าวแปลงใหญ่ช่วยพ่อกับแม่เสร็จก่อนนะ” ตอนนี้ธันวาและธารทิพย์โตพอที่จะช่วยงานพ่อกับแม่ได้ทุกอย่างแล้ว
“เย้! ขอบคุณมากค่ะ” ข้าวหอมชูมือข้างหนึ่งขึ้นด้วยความดีใจ ฉีกยิ้มกว้างให้พี่จนตาหยี การได้มาเกิดกับครอบครัวนี้ถือว่าเธอมีบุญมาก พ่อกับแม่รักเธอมาก อีกทั้งพี่ทั้งสองยังรักใคร่เอ็นดูเธอมากด้วยเช่นกัน
เกือบบ่ายสองทุกคนจึงไปทำงานอีกครั้ง ข้าวหอมก็ไปด้วย แต่ต้องไปนั่งเล่นขายของในกระโจมที่พ่อทำจากฟางข้าวไว้ให้ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากพ่อแม่นัก และทุกคนก็เดินมาดื่มน้ำที่อยู่ข้างเธอบ่อยครั้ง ข้าวหอมจึงไม่รู้สึกเหงาเลย ข้าวหอมโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ค่อนข้างทนแดดทนฝน ทั้งที่ผิวพรรณภายนอกค่อนข้างบอบบาง แต่ตั้งแต่ดอมเจอเธอจนถึงตอนนี้ข้าวหอมไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลยสักครั้ง
เกือบบ่ายสี่โมงครึ่ง ธันวาเกี่ยวข้าวแปลงนั้นช่วยพ่อกับแม่เสร็จจึงเดินมาหาน้องสาวที่นั่งเล่นสนุกอยู่คนเดียว
“พร้อมจะขี่ควายหรือยัง”
คนตัวเล็กละสายตาจากดอกหญ้าในมือที่นำมาเล่นขายของคนเดียวแล้วช้อนตามองพี่ชาย “พี่ธันเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเหรอคะ”
“เสร็จแล้ว”
“พี่ทิพย์ไปด้วยกันไหมคะ”
“ไปจ้ะ พี่ธันกับข้าวหอมขี่ไอ้ทองก็แล้วกัน ส่วนพี่จะขี่ไอ้ท้อเอง” ไอ้ท้อเป็นแม่ของไอ้ทอง ทั้งสองเป็นควายที่เด็ก ๆ รักมาก และควายทั้งสองตัวก็ผูกพันกับเด็ก ๆ มากเช่นกัน ไม่ว่าเด็กทั้งสามจะทำอะไรกับมัน ควายทั้งสองตัวก็ไม่เคยหงุดหงิดใส่เลย
“ค่ะ”
“ไปกันเถอะ” ธันวาพูดขึ้น และเดินนำหน้าน้องทั้งสองไป ส่วนธารทิพย์เดินจูงมือข้าวหอมตามไปไม่ห่าง
ธันวาขึ้นไปขี่บนหลังควายก่อน แล้วค่อยให้ธารทิพย์อุ้มข้าวหอมส่งให้ ข้าวหอมนั่งอยู่ด้านหน้าพี่ชาย ส่วนธันวาเป็นคนบังคับเชือกควายให้มันกินหญ้าไปอย่างช้า ๆ ตามแปลงนาที่เก็บเกี่ยวข้าวออกแล้ว ข้าวหอมชอบบรรยากาศแบบนี้มากที่สุด ในยามที่แสงแดดอ่อนลงเรื่อย ๆ ลมหนาวเริ่มพัดเข้ามาแทนที่ ควายตัวที่พี่สาวขี่มีนกเอี้ยงมาเกาะบนหัวของมันด้วย นกเอี้ยงมาเลี้ยงควายเฒ่าแบบไม่กลัวคนเลยจริง ๆ
สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองสมองอีก เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เขาก็ปฏิเสธได้ยากว่าดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนมีมนต์สะกดเหลือเกิน “ขอบคุณมากนะครับคุณเหนือ” ดอมกล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าน้ำใจและค่าเหนื่อย ทิศเหนือโบกมือและไม่ยอมรับเงินนั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ส่วนเงินอาก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เถอะครับ” ทิศเหนือผลักเงินในมือดอมกลับไปอย่างสุภาพ ดอมจำต้องเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าตามเดิม “ว่าแต่พรุ่งนี้ผมกับเมียต้องเริ่มงานกี่โมงครับ” “แปดโมงเช้าเริ่มงานที่แปลงนาทางโน้นได้เลยครับ พรุ่งนี้น่าจะถอนหญ้าข้าวกับใส่ปุ๋ย” ทิศเหนือพูดพลางชี้นิ้วไปที่แปลงนาที่คนอื่นกำลังทำงานอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองปลูกข้าวที่เขาเพิ่งปรับปรุงพันธุ์ให้เจ้านาย “ครับผ
“กำนันว่ายังไงบ้างพี่” พุดจีบถามขึ้นเมื่อสามีนั่งลงบนแคร่หน้าบ้านที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น “คุณเหนือลูกเขยเขาจะดูให้” “อ้อ คุณเหนือเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ” “ก็น่าจะอย่างนั้น พอกำนันฝากให้เขาดูงานให้พี่เขาก็รีบรับปากทันที” “แล้วนี่เราต้องขายควายสองตัวนี้จริง ๆ เหรอคะ” พุดจีบมองควายคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ปนเศร้าโศก ลูกทั้งสามคงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรถ้ารู้ว่าต้องขายพวกมันจริง ๆ “ก็คงต้องขาย ไปอยู่ที่โน่นเราคงไม่มีเวลาดูแลมัน” เพราะต้องทำงานทั้งวัน จะปลีกตัวไปเลี้ยงควายก็คงไม่ได้ ไหนจะต้องเกี่ยวหญ้าให้มันในยามที่ขาดแคลนหญ้าอีก เพราะเพื่อนร่วมงานจะว่าเอาได้ ถึงเขาจะรู้สึกเสียดายควายสองแม่ลูกนี้มากก็ตาม ช่วงบ่ายพอทิศเหนือเห็นเถ้าแก่เข้ามาที่โรงสีเขาก็รีบเข้าไปพบทันที วันนี้ภรรยาของเถ้าแก่ไม่ได้มาด้วย ทิศเหนือเคาะประตูหน้าห้องก่อนจะเดินเข้ามา เขาก้มหน้าเล็กน้อยยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “เถ้าแก่ครับ” หาญละสายตาจากเอกสารตรงหน้าแล้วมองคนท
ปีต่อมาดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี “เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว “แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป
เช้าวันปิดเทอมของฤดูเก็บเกี่ยว เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกำลังวิ่งตามหลังพี่ชายพี่สาวเพื่อไปขุดแย้กับพ่อแม่ ข้าวหอมเริ่มรู้ว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้ตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบ แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่เธอยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะชาติที่แล้วของเธอไม่เคยได้เรียนหนังสือ เหตุการณ์ก่อนที่เธอจะจากมาอยู่ในยุคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่เคยจางหาย ภาพผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย เธอจำได้ขึ้นใจว่าเขาชื่อวีร์ ข้าวหอมเดินตามหลังพี่กับพ่อแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตในชาตินี้ก็ไม่ถือว่าลำบาก เธอยังมีข้าวปลาอาหารได้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีน้ำสะอาดให้ดื่มกิน มีที่ให้หลับนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทุกแห่งหน ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเหมือนชาติที่แล้ว แค่นี้เธอก็ถือว่าพรที่เธอร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ประทานให้แล้ว พ่อกับพี่ชายกำลังใช้เสียมขุดแย้ ส่วนพี่สาวกับแม่กำลังใช้เ
พุดจีบจึงถอดสร้อยคอเส้นนั้นออก แล้วมองแหวนทองแบบเรียบ ๆ วงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในแล้วกล่าวกับลูกสาว “เมื่อถึงเวลาแม่จะคืนให้หนูนะ” ข้าวหอมยิ้มร่าออกมาเหมือนรู้ความ ผู้เป็นแม่มองแล้วก็ยิ่งเอ็นดูแกมมันเขี้ยว “งั้นฉันวานแกไปซื้อนมผงให้หน่อยสิ”“ได้” พุดจีบรีบหยิบเงินที่พอเหลืออยู่อย่างจำกัดให้สามี ดอมเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อซื้อนมผงให้ลูกสาวคนเล็ก ก่อนไปภรรยายังกำชับเขาว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาดพุดจีบหันไปสั่งลูกชาย “ธันก่อไฟต้มน้ำให้แม่หน่อยลูก” เธอจะต้มน้ำทำความสะอาดลูกน้อยก่อนจะทายาให้ และต้มไว้ให้เด็กดื่มกินด้วย“ครับแม่”“หนูช่วยนะคะ” ธารทิพย์มองน้องจนพอใจแล้วจึงเดินไปก่อไฟช่วยพี่ชาย ฝนตกทั้งคืนทำให้ฟืนที่เก็บไว้ใต้ถุนเรือนหลังเล็กค่อนข้างชื้น พื้นดินที่มีหินวางอยู่สามก้อนที่ใช้เป็นเตาไฟก็ชื้นเช่นเดียวกัน แต่พื้นที่ตรงนั้นแม่เพิ่งก่อไฟทำอาหารเสร็จไฟจึงยังไม่มอดดับ คงทำให้ธันวาก่อไฟได้ง่ายขึ้น ถึงจะอายุแค่เพียงแปดขวบแต่เขาก็ทำสิ่งที่พ่อกับแม่สอนได้เป็นอย่างดีอาบน้ำให้ลูกเสร็จพุดจีบนำปูนที่ใช้กินหมากออกมาทาตุ่มที่โดนมดกัดให้ลูก เด็กคนน
กลางเดือนสิงหาคมปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบแปดดอมตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูคันนา เมื่อคืนฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุดแต่ก็ซาลงไปมาก ช่วงนี้ฝนตกชุก ไม่รู้ว่าคันนาจะขาดไปมากเท่าใดแล้ว ชายร่างใหญ่กำยำ ผิวคล้ำเข้มเพราะกรำแดดเดินแบกจอบเล่มใหญ่ไปตามคันนาเรื่อย ๆ ยังไม่เห็นจุดไหนที่คันนาขาดเลยแม้แต่จุดเดียว จะมีก็เพียงรอยรั่วที่เกิดจากไส้เดือนตัวใหญ่ที่ชอบขุดรูอยู่ตามคันนาจนทำให้คันนารั่วซึมอย่างไรก็ต้องใช้จอบขุดดินอุดรอยรั่วพวกนั้นอยู่ดี ไม่เช่นนั้นน้ำในนาข้าวก็จะเหือดแห้งไปทุกวันจนหมดนาผืนนี้ครอบครัวของเขาขอเช่ากับพิมซึ่งเป็นแค่คนรู้จักกันในหมู่บ้าน เพราะครอบครัวทั้งฝั่งของเขาและฝั่งภรรยาไม่มีสมบัติให้ มีเพียงควายสองตัวแม่ลูกที่ตอนนี้ไถนาได้ทั้งคู่แล้ว อีกทั้งดอมกับภรรยาย้ายมาจากที่อื่นจึงไม่มีญาติอยู่ที่นี่เลย อาศัยว่าอยู่นานเกือบสิบปีจึงพอมีคนรู้จักและสนิทกันอยู่บ้าง ส่วนพิมเป็นสาวโสดอายุราวสี่สิบห้าปี เธอมีอาชีพหลักคือเปิดร้านขายของชำ อาศัยอยู่คนเดียวนาแห่งนี้จึงไม่มีใครทำให้ จากที่ดอมขอเช่าเธอจึงให้เขาทำนาแล้วแบ่งผลผลิตกันคนละครึ่งแทน ซึ่งดอมก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่บา







