Home / แฟนตาซี / วาสนากาฝาก / ตอนที่ 9 บ้านหลังใหม่

Share

ตอนที่ 9 บ้านหลังใหม่

last update publish date: 2026-03-20 10:27:18

สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองสมองอีก เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เขาก็ปฏิเสธได้ยากว่าดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนมีมนต์สะกดเหลือเกิน

            “ขอบคุณมากนะครับคุณเหนือ” ดอมกล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าน้ำใจและค่าเหนื่อย

            ทิศเหนือโบกมือและไม่ยอมรับเงินนั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ส่วนเงินอาก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เถอะครับ” ทิศเหนือผลักเงินในมือดอมกลับไปอย่างสุภาพ ดอมจำต้องเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าตามเดิม

            “ว่าแต่พรุ่งนี้ผมกับเมียต้องเริ่มงานกี่โมงครับ”

            “แปดโมงเช้าเริ่มงานที่แปลงนาทางโน้นได้เลยครับ พรุ่งนี้น่าจะถอนหญ้าข้าวกับใส่ปุ๋ย” ทิศเหนือพูดพลางชี้นิ้วไปที่แปลงนาที่คนอื่นกำลังทำงานอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองปลูกข้าวที่เขาเพิ่งปรับปรุงพันธุ์ให้เจ้านาย

            “ครับผม”

            ทิศเหนือหันไปมองใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของเด็กหญิงอีกครั้งแล้วถามขึ้น “ข้าวหอมเรียนอยู่ชั้นไหนแล้วครับ” ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้นัก ผิวของเธอขาวจัดแตกต่างจากคนในครอบครัวอย่างเห็นได้ชัด

            “ปอสองค่ะ” ข้าวหอมตอบเสียงใสพร้อมยิ้มเต็มใบหน้าให้ชายหนุ่ม เธอยืนอยู่ด้านหน้าพี่สาวที่วางมือไว้ที่บ่าเล็กทั้งสองของเธอ 

            เขาละสายตาจากเด็กน้อยอย่างอ้อยอิ่งแล้วหันไปบอกลาดอมกับพุดจีบ พวกเขาช่างมีลูกสาวที่น่ารักเหลือเกิน จากนั้นก็รีบกลับบ้านไปหาลูกสาวของตนทันที

            จากนั้นพ่อแม่ลูกก็ช่วยกันจัดข้าวของให้เข้าที่ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานในวันพรุ่งนี้ และลูกทั้งสามยังต้องไปโรงเรียนใหม่อีกด้วย ธันวาหัดขับรถมอเตอร์ไซด์จนขับได้คล่อง

            บ้านพักหลังนี้เป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ชั้นบนมีสองห้องนอน ห้องหนึ่งพุดจีบแบ่งให้เป็นห้องของธารทิพย์กับข้าวหอม อีกห้องยกให้ธันวา เพราะอีกไม่กี่เดือนเขาก็จะอายุครบสิบหกปีแล้ว ส่วนเธอกับสามีจะนอนชั้นล่างตรงห้องโถงกว้าง มันเป็นบ้านพักที่ดีสำหรับครอบครัวของพวกเขามากทีเดียว หนทางสะดวกทั้งการเดินทางไปทำงานของพ่อแม่ สะดวกทั้งการเดินทางไปโรงเรียนของลูก ตอนเช้าธันวาขับรถมอเตอร์ไซด์พาน้องไปโรงเรียนที่อยู่ห่างประสาณสี่กิโลเมตร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีตั้งแต่ชั้นปอหนึ่งถึงมอหก มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ลูกของเธอไม่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อย แถมยังอยู่ใกล้พ่อแม่ ธันวากับธารทิพย์ก็จะได้ช่วยดูแลข้าวหอมตอนที่ไปเรียนหนังสือได้อีกด้วย ทุกอย่างมันช่างลงตัวไปหมด

            

เมื่อข้าวหอมอายุได้เก้าขวบเธอจึงค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเอง นั่นก็คือการที่เธอสามารถเขียนหนังสือได้สวยงามราวกับใช้เครื่องพิมพ์ดีด และเธอยังสามารถใช้พลังจิตสั่งให้คนทำอะไรก็ได้ตามใจ รวมถึงสามารถบังคับสิ่งของให้เคลื่อนไหวหรือหยุดได้ด้วย เพียงแต่ข้อเสียของมันก็มี นั่นก็คือยิ่งเธอใช้มากเธอจะยิ่งสูญเสียพลังงานไปมากเช่นกัน หนักสุดอาจจะถึงขั้นหมดแรงหรือหมดสติได้ แต่ข้าวหอมก็ไม่ได้ใช้มันมากนัก นานครั้งถึงจะมีคนมาทำร้ายเธอ เพราะเธอมีทั้งพี่ชายและพี่สาวคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

            ยิ่งข้าวหอมเติบโตขึ้น คนรอบข้างก็ยิ่งสงสัยว่าเธอคือลูกของดอมกับพุดจีบจริงหรือไม่ และก็ยิ่งโดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียนตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมปลาย ตอนที่พี่ทั้งสองยังเรียนอยู่ด้วยพวกเขายังพอช่วยเธอได้ แต่ตอนนี้ไม่มีพวกเขาอยู่เธอจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง

            “กาฝาก” เสียงนั้นดังขึ้นเมื่อข้าวหอมเดินกลับจากโรงอาหารหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ

            ข้าวหอมหันมามองเพื่อนรุ่นเดียวกันแต่อยู่ต่างห้องตาเขียว ผู้หญิงกลุ่มนี้ล้วนเป็นคู่อริของข้าวหอม และเพื่อนอีกหลายคนที่พวกเธอไม่พอใจ เหตุผลคือข้าวหอมมีใบหน้างดงามกว่า เรียนดีกว่า มารยาทงามกว่า ดูไร้เดียงสากว่า

            “มีอะไร หรือไม่จริง” สาคูคนที่เป็นหัวหน้าแก๊งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหาเรื่องแล้วพูดต่ออีก “ก็แค่ลูกที่พ่อแม่เก็บมาเลี้ยง เป็นแค่อีกาแต่ทำท่าราวกับหงส์” ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อยคล้ายเหยียดหยัน สาคูเคยเห็นทั้งพ่อแม่และพี่ทั้งสองของข้าวหอม และเธอก็ดูต่างจากคนเหล่านั้นจนน่าแปลก คนในโรงเรียนต่างก็คิดเช่นนั้น จนสาคูสามารถนำมาเป็นข้อด้อยเพื่อเหยียบให้ข้าวหอมต่ำกว่า

            “ดู ดูมันมองแกสิ” เพื่อนอีกคนในกลุ่มเสริมขึ้น

            “ไปเถอะแก อย่าไปสนใจเลย” แป้งร่ำเพื่อนที่เดินมาด้วยกันพยายามดึงแขนข้าวหอมจากไปจากแก๊งที่ชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่วโรงเรียน ชอบวางก้ามเพราะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าถิ่นและชอบทำตัวระรานคนอื่นราวกับเด็กผู้ชาย

            ข้าวหอมยอมหันหลังให้หญิงสาวกลุ่มนั้นผู้หญิงที่เป็นหัวหน้ายกยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะแล้วเอานิ้วโป้งปัดผ่านจมูกตัวเอง “คิดว่าจะแน่”

            ข้าวหอมแค่นยิ้มแล้วพูดในใจขึ้นว่า ‘กัดลิ้นตัวเอง’

            ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องขึ้นตามหลัง “โอ๊ย!” สาคูร้องขึ้นเสียงหลงจนเพื่อนรีบหันไปมอง

            “แกเป็นอะไรวะ”

            ใบหน้าสาคูเหยเก “พวกแก อยู่ดี ๆ ฉันก็กัดลิ้นตัวเองจนเลือดไหลว่ะ” ผู้หญิงคนนั้นแลบลิ้นออกมาด้วยความโมโห เป็นไปได้อย่างไรเธอไม่ได้เคี้ยวอะไรเลยจะกัดลิ้นตัวเองได้อย่างไร เพื่อน ๆ ก็อยากจะขำแต่ก็กลัวจะโดนตบจึงเงียบปากไว้

            คราวนี้ข้าวหอมเป็นฝ่ายแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย อย่าได้คิดพูดจากับเธอไม่ดีอีก ไม่เช่นนั้นลิ้นอาจจะพรุนโดยไม่รู้ตัวได้

            “หึ สมน้ำหน้า อยากปากไม่ดีนัก อยู่ดี ๆ กัดลิ้นตัวเองเล่นเฉย” แป้งร่ำเอ่ยขึ้นด้วยความสะใจ กรรมตามสนองโดยที่พวกเธอยังไม่ทันได้ออกแรงด้วยซ้ำ แต่คนที่ออกแรงทำแค่เพียงเดินอมยิ้มไปตลอดทางที่จะไปอาคารเรียน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 9 บ้านหลังใหม่

    สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองสมองอีก เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เขาก็ปฏิเสธได้ยากว่าดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนมีมนต์สะกดเหลือเกิน “ขอบคุณมากนะครับคุณเหนือ” ดอมกล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าน้ำใจและค่าเหนื่อย ทิศเหนือโบกมือและไม่ยอมรับเงินนั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ส่วนเงินอาก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เถอะครับ” ทิศเหนือผลักเงินในมือดอมกลับไปอย่างสุภาพ ดอมจำต้องเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าตามเดิม “ว่าแต่พรุ่งนี้ผมกับเมียต้องเริ่มงานกี่โมงครับ” “แปดโมงเช้าเริ่มงานที่แปลงนาทางโน้นได้เลยครับ พรุ่งนี้น่าจะถอนหญ้าข้าวกับใส่ปุ๋ย” ทิศเหนือพูดพลางชี้นิ้วไปที่แปลงนาที่คนอื่นกำลังทำงานอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองปลูกข้าวที่เขาเพิ่งปรับปรุงพันธุ์ให้เจ้านาย “ครับผ

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 8 เตรียมย้ายบ้าน

    “กำนันว่ายังไงบ้างพี่” พุดจีบถามขึ้นเมื่อสามีนั่งลงบนแคร่หน้าบ้านที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น “คุณเหนือลูกเขยเขาจะดูให้” “อ้อ คุณเหนือเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ” “ก็น่าจะอย่างนั้น พอกำนันฝากให้เขาดูงานให้พี่เขาก็รีบรับปากทันที” “แล้วนี่เราต้องขายควายสองตัวนี้จริง ๆ เหรอคะ” พุดจีบมองควายคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ปนเศร้าโศก ลูกทั้งสามคงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรถ้ารู้ว่าต้องขายพวกมันจริง ๆ “ก็คงต้องขาย ไปอยู่ที่โน่นเราคงไม่มีเวลาดูแลมัน” เพราะต้องทำงานทั้งวัน จะปลีกตัวไปเลี้ยงควายก็คงไม่ได้ ไหนจะต้องเกี่ยวหญ้าให้มันในยามที่ขาดแคลนหญ้าอีก เพราะเพื่อนร่วมงานจะว่าเอาได้ ถึงเขาจะรู้สึกเสียดายควายสองแม่ลูกนี้มากก็ตาม ช่วงบ่ายพอทิศเหนือเห็นเถ้าแก่เข้ามาที่โรงสีเขาก็รีบเข้าไปพบทันที วันนี้ภรรยาของเถ้าแก่ไม่ได้มาด้วย ทิศเหนือเคาะประตูหน้าห้องก่อนจะเดินเข้ามา เขาก้มหน้าเล็กน้อยยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “เถ้าแก่ครับ” หาญละสายตาจากเอกสารตรงหน้าแล้วมองคนท

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 7 หางานใหม่

    ปีต่อมาดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี “เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว “แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 6 วัยเด็ก

    เช้าวันปิดเทอมของฤดูเก็บเกี่ยว เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกำลังวิ่งตามหลังพี่ชายพี่สาวเพื่อไปขุดแย้กับพ่อแม่ ข้าวหอมเริ่มรู้ว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้ตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบ แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่เธอยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะชาติที่แล้วของเธอไม่เคยได้เรียนหนังสือ เหตุการณ์ก่อนที่เธอจะจากมาอยู่ในยุคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่เคยจางหาย ภาพผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย เธอจำได้ขึ้นใจว่าเขาชื่อวีร์ ข้าวหอมเดินตามหลังพี่กับพ่อแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตในชาตินี้ก็ไม่ถือว่าลำบาก เธอยังมีข้าวปลาอาหารได้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีน้ำสะอาดให้ดื่มกิน มีที่ให้หลับนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทุกแห่งหน ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเหมือนชาติที่แล้ว แค่นี้เธอก็ถือว่าพรที่เธอร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ประทานให้แล้ว พ่อกับพี่ชายกำลังใช้เสียมขุดแย้ ส่วนพี่สาวกับแม่กำลังใช้เ

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 5 ตามมีตามเกิด

    พุดจีบจึงถอดสร้อยคอเส้นนั้นออก แล้วมองแหวนทองแบบเรียบ ๆ วงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในแล้วกล่าวกับลูกสาว “เมื่อถึงเวลาแม่จะคืนให้หนูนะ” ข้าวหอมยิ้มร่าออกมาเหมือนรู้ความ ผู้เป็นแม่มองแล้วก็ยิ่งเอ็นดูแกมมันเขี้ยว “งั้นฉันวานแกไปซื้อนมผงให้หน่อยสิ”“ได้” พุดจีบรีบหยิบเงินที่พอเหลืออยู่อย่างจำกัดให้สามี ดอมเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อซื้อนมผงให้ลูกสาวคนเล็ก ก่อนไปภรรยายังกำชับเขาว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาดพุดจีบหันไปสั่งลูกชาย “ธันก่อไฟต้มน้ำให้แม่หน่อยลูก” เธอจะต้มน้ำทำความสะอาดลูกน้อยก่อนจะทายาให้ และต้มไว้ให้เด็กดื่มกินด้วย“ครับแม่”“หนูช่วยนะคะ” ธารทิพย์มองน้องจนพอใจแล้วจึงเดินไปก่อไฟช่วยพี่ชาย ฝนตกทั้งคืนทำให้ฟืนที่เก็บไว้ใต้ถุนเรือนหลังเล็กค่อนข้างชื้น พื้นดินที่มีหินวางอยู่สามก้อนที่ใช้เป็นเตาไฟก็ชื้นเช่นเดียวกัน แต่พื้นที่ตรงนั้นแม่เพิ่งก่อไฟทำอาหารเสร็จไฟจึงยังไม่มอดดับ คงทำให้ธันวาก่อไฟได้ง่ายขึ้น ถึงจะอายุแค่เพียงแปดขวบแต่เขาก็ทำสิ่งที่พ่อกับแม่สอนได้เป็นอย่างดีอาบน้ำให้ลูกเสร็จพุดจีบนำปูนที่ใช้กินหมากออกมาทาตุ่มที่โดนมดกัดให้ลูก เด็กคนน

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 4 เด็กทารก

    กลางเดือนสิงหาคมปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบแปดดอมตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูคันนา เมื่อคืนฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุดแต่ก็ซาลงไปมาก ช่วงนี้ฝนตกชุก ไม่รู้ว่าคันนาจะขาดไปมากเท่าใดแล้ว ชายร่างใหญ่กำยำ ผิวคล้ำเข้มเพราะกรำแดดเดินแบกจอบเล่มใหญ่ไปตามคันนาเรื่อย ๆ ยังไม่เห็นจุดไหนที่คันนาขาดเลยแม้แต่จุดเดียว จะมีก็เพียงรอยรั่วที่เกิดจากไส้เดือนตัวใหญ่ที่ชอบขุดรูอยู่ตามคันนาจนทำให้คันนารั่วซึมอย่างไรก็ต้องใช้จอบขุดดินอุดรอยรั่วพวกนั้นอยู่ดี ไม่เช่นนั้นน้ำในนาข้าวก็จะเหือดแห้งไปทุกวันจนหมดนาผืนนี้ครอบครัวของเขาขอเช่ากับพิมซึ่งเป็นแค่คนรู้จักกันในหมู่บ้าน เพราะครอบครัวทั้งฝั่งของเขาและฝั่งภรรยาไม่มีสมบัติให้ มีเพียงควายสองตัวแม่ลูกที่ตอนนี้ไถนาได้ทั้งคู่แล้ว อีกทั้งดอมกับภรรยาย้ายมาจากที่อื่นจึงไม่มีญาติอยู่ที่นี่เลย อาศัยว่าอยู่นานเกือบสิบปีจึงพอมีคนรู้จักและสนิทกันอยู่บ้าง ส่วนพิมเป็นสาวโสดอายุราวสี่สิบห้าปี เธอมีอาชีพหลักคือเปิดร้านขายของชำ อาศัยอยู่คนเดียวนาแห่งนี้จึงไม่มีใครทำให้ จากที่ดอมขอเช่าเธอจึงให้เขาทำนาแล้วแบ่งผลผลิตกันคนละครึ่งแทน ซึ่งดอมก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่บา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status