Home / แฟนตาซี / วาสนากาฝาก / ตอนที่ 7 หางานใหม่

Share

ตอนที่ 7 หางานใหม่

last update publish date: 2026-03-20 10:26:35

ปีต่อมา

ดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม

            “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี 

            “เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว

            “แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป 

            “เดี๋ยวพี่ไปขอร้องให้กำนันช่วย ลูกเขยเขาทำงานเป็นนักวิชาการเกษตรอยู่ที่นั่น เขาอาจจะพอช่วยเราได้บ้าง” แต่บ้านกำนันอยู่คนละหมู่บ้าน เขาต้องเดินเท้าไปหา ถ้าครอบครัวเขาได้เข้าไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิล ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้น โรงสีมีสวัสดิการให้กับพนักงานหลายอย่าง รวมถึงมีที่พักอาศัยให้ด้วย 

            

            ดอมเดินมาถึงบ้านกำนันก็เจอกับกำนันพอดี “มีธุระอะไรแต่เช้าเหรอ” ก่อนหน้านี้กำนันโย่งเป็นคนในหมู่บ้านนาดีที่ดอมอาศัยอยู่ แต่พอแต่งงานก็ย้ายมาอยู่กับภรรยาที่บ้านนาเรียง จนได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันเขาจึงไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเท่าใดนัก แต่กำนันโย่งก็คุ้นเคยกับดอมเป็นอย่างดี เพราะช่วงที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านนาดีใหม่ ๆ ดอมกับภรรยาได้ไปรับจ้างดำนาและเกี่ยวข้าวให้กำนันทุกปีพวกเขาจึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และดอมก็ถือว่ากำนันโย่งเป็นรุ่นพี่ที่นับถือคนหนึ่ง มีอะไรเขาก็ไปปรึกษากำนันโย่งตลอด

            “ฉันมีเรื่องจะให้พี่กำนันช่วยสักหน่อยครับ” ดอมบอกชายที่แก่กว่าเขาแปดปี

            “มีเรื่องอะไรก็ว่ามา” ร่างอ้วนท้วนเดินต้วมเตี้ยมไปนั่งที่โต๊ะซุ้มไม้ไผ่หน้าบ้าน ดอมก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม

            “ผมกับเมียอยากหางานทำครับ อยากให้กำนันฝากงานที่โรงสีม้าสีนิลให้ผมหน่อยครับ” ลูกทั้งสามก็โตขึ้นทุกวัน รายได้จากการรับจ้างก็ไม่เพียงพอ เพราะไม่ได้มีงานทำทุกวัน

            “อืม… เดี๋ยวฉันลองถามเจ้าเหนือมันให้ ว่าพอจะฝากงานให้เอ็งได้ไหม นั่นไงมันเดินมาพอดี” กำนันมองเห็นลูกเขยเดินลงจากบ้านก็กวักมือเรียก ทิศเหนือจึงเดินเข้ามาหา

            “มีอะไรเหรอครับพ่อ” ลูกเขยในวัยยี่สิบเจ็ดปีเอ่ยถาม

            “ไอ้ดอมมันอยากจะเข้าไปเป็นคนงานในโรงสีม้าสีนิลน่ะ แกลองคุยกับเจ้าของโรงสีให้มันหน่อยได้ไหม” ครอบครัวของดอมเป็นคนขยันและมีความซื่อสัตย์ กำนันโย่งจึงไม่เคยปฏิเสธการช่วยเหลือ ที่จริงกำนันโย่งก็รู้จักกับเฒ่าแก่เจ้าของโรงสีเป็นอย่างดี แต่เพราะมีลูกเขยทำงานอยู่ที่นั่นเขาจึงไม่อยากเดินทางเข้าไปด้วยตัวเอง แค่รู้ว่าเป็นกำนันโย่งแนะนำมา เฒ่าแก่ก็คงพอเมตตาอยู่บ้าง

            “ได้ครับ เดี๋ยวผมลองถามเถ้าแก่ให้นะครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะได้นะครับ เพราะตอนนี้โรงสีกำลังรับคนงานอยู่เหมือนกัน แต่เป็นในส่วนแปลงปลูกข้าวนะครับ อาดอมพอทำได้ไหมครับ” โรงสีม้าสีนิลเป็นโรงสีขนาดใหญ่รับซื้อทั้งข้าวเปลือกจากชาวนา และยังปลูกข้าวเองอีกเกือบหกร้อยไร่ เพราะผลิตภัณฑ์จากโรงสีส่งขายไปทั่วประเทศ และตอนนี้เจ้าของโรงสีก็กำลังหาตลาดต่างประเทศอยู่พอดี ถ้าดอมกับครอบครัวเข้าไปตอนนี้ก็คงต้องไปดูแลแปลงข้าว ซึ่งเป็นงานที่เขาเป็นคนดูแลอยู่

            “ได้ครับ ขอบคุณมากครับคุณเหนือ” ดอมพูดพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณด้วยท่าทางกระตือรือร้น

            “ไม่ต้องไหว้ผมก็ได้ครับอา ผมเต็มใจช่วยครับ” ทิศเหนือบอกชายหนุ่มที่น่าจะมีอายุมากกว่าเขาเป็นสิบปี

            สนทนาอีกไม่นานดอมก็ขอตัวกลับ เขาเดินกลับบ้านอย่างมีความหวัง ถ้ามีรายรับทุกวัน ลูกของเขาก็จะมีเงินไปโรงเรียนทุกวันอย่างไม่ต้องอายเพื่อน และถ้าได้ไปทำงานที่โรงสีม้าสีนิลจริง เขาจะได้ทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกเลย

            ลูกเขยกับลูกสาวไปทำงานงานแล้ว เจียมใจจึงเดินลงจากเรือนไม้ทรงไทยที่ลงน้ำมันจนเงางามไปทั้งหลัง แล้วเดินมาหาสามีพร้อมกับจูงหลานสาววัยสองขวบมาด้วย ในมือหลานกำลังถือขวดนมแล้วดูดมาตามทาง เมื่อเช้าเธอรู้ว่าสามีมีแขก แต่ไม่รู้ว่าใครเพราะมองลงมาจากเรือนแล้วเห็นไม่ถนัด

            เจียมใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามสามีพร้อมกับอุ้มหลานขึ้นนั่งตัก “ใครมาทำอะไรแต่เช้าเหรอพี่” 

            “ไอ้ดอม มาขอให้ดูงานในโรงสีม้าสีนิลให้ ฉันก็เลยฝากเจ้าเหนือมันดูให้” 

            “ทำไมถึงคิดจะไปทำงานที่โรงสีเสียแล้วละ”

            “ได้ยินข่าวว่านาที่เคยเช่าอยู่น้ำท่วมหนัก ข้าวที่ปลูกไว้ตายหมด ก็เลยอยากทำงานประจำ ลูกก็โตขึ้นทุกวัน”

            “อือ ลูกตั้งสามคน คนเล็กนั้นเห็นว่าเป็นลูกน้องสาวพุดจีบมาฝากเลี้ยงแต่ไป ๆ มา ๆ ก็ให้พี่สาวเลี้ยงถาวรเฉยเลยก็คงต้องรีบหางานกระมัง”

            “ก็ขอให้มีตำแหน่งงานว่างก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหน้าไปมองหลานที่เอาแต่ดูดนมในขวด “มาให้ตาอุ้มหน่อยเร็ว” พอตาอ้าแขนรับ มินตราก็ยื่นมือให้ตาทันที

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 9 บ้านหลังใหม่

    สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองสมองอีก เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เขาก็ปฏิเสธได้ยากว่าดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนมีมนต์สะกดเหลือเกิน “ขอบคุณมากนะครับคุณเหนือ” ดอมกล่าวขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าน้ำใจและค่าเหนื่อย ทิศเหนือโบกมือและไม่ยอมรับเงินนั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ส่วนเงินอาก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เถอะครับ” ทิศเหนือผลักเงินในมือดอมกลับไปอย่างสุภาพ ดอมจำต้องเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าตามเดิม “ว่าแต่พรุ่งนี้ผมกับเมียต้องเริ่มงานกี่โมงครับ” “แปดโมงเช้าเริ่มงานที่แปลงนาทางโน้นได้เลยครับ พรุ่งนี้น่าจะถอนหญ้าข้าวกับใส่ปุ๋ย” ทิศเหนือพูดพลางชี้นิ้วไปที่แปลงนาที่คนอื่นกำลังทำงานอยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองปลูกข้าวที่เขาเพิ่งปรับปรุงพันธุ์ให้เจ้านาย “ครับผ

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 8 เตรียมย้ายบ้าน

    “กำนันว่ายังไงบ้างพี่” พุดจีบถามขึ้นเมื่อสามีนั่งลงบนแคร่หน้าบ้านที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น “คุณเหนือลูกเขยเขาจะดูให้” “อ้อ คุณเหนือเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ” “ก็น่าจะอย่างนั้น พอกำนันฝากให้เขาดูงานให้พี่เขาก็รีบรับปากทันที” “แล้วนี่เราต้องขายควายสองตัวนี้จริง ๆ เหรอคะ” พุดจีบมองควายคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ปนเศร้าโศก ลูกทั้งสามคงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรถ้ารู้ว่าต้องขายพวกมันจริง ๆ “ก็คงต้องขาย ไปอยู่ที่โน่นเราคงไม่มีเวลาดูแลมัน” เพราะต้องทำงานทั้งวัน จะปลีกตัวไปเลี้ยงควายก็คงไม่ได้ ไหนจะต้องเกี่ยวหญ้าให้มันในยามที่ขาดแคลนหญ้าอีก เพราะเพื่อนร่วมงานจะว่าเอาได้ ถึงเขาจะรู้สึกเสียดายควายสองแม่ลูกนี้มากก็ตาม ช่วงบ่ายพอทิศเหนือเห็นเถ้าแก่เข้ามาที่โรงสีเขาก็รีบเข้าไปพบทันที วันนี้ภรรยาของเถ้าแก่ไม่ได้มาด้วย ทิศเหนือเคาะประตูหน้าห้องก่อนจะเดินเข้ามา เขาก้มหน้าเล็กน้อยยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “เถ้าแก่ครับ” หาญละสายตาจากเอกสารตรงหน้าแล้วมองคนท

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 7 หางานใหม่

    ปีต่อมาดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม “เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี “เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว “แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 6 วัยเด็ก

    เช้าวันปิดเทอมของฤดูเก็บเกี่ยว เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกำลังวิ่งตามหลังพี่ชายพี่สาวเพื่อไปขุดแย้กับพ่อแม่ ข้าวหอมเริ่มรู้ว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้ตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบ แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่เธอยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะชาติที่แล้วของเธอไม่เคยได้เรียนหนังสือ เหตุการณ์ก่อนที่เธอจะจากมาอยู่ในยุคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่เคยจางหาย ภาพผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย เธอจำได้ขึ้นใจว่าเขาชื่อวีร์ ข้าวหอมเดินตามหลังพี่กับพ่อแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตในชาตินี้ก็ไม่ถือว่าลำบาก เธอยังมีข้าวปลาอาหารได้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีน้ำสะอาดให้ดื่มกิน มีที่ให้หลับนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทุกแห่งหน ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเหมือนชาติที่แล้ว แค่นี้เธอก็ถือว่าพรที่เธอร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ประทานให้แล้ว พ่อกับพี่ชายกำลังใช้เสียมขุดแย้ ส่วนพี่สาวกับแม่กำลังใช้เ

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 5 ตามมีตามเกิด

    พุดจีบจึงถอดสร้อยคอเส้นนั้นออก แล้วมองแหวนทองแบบเรียบ ๆ วงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นในแล้วกล่าวกับลูกสาว “เมื่อถึงเวลาแม่จะคืนให้หนูนะ” ข้าวหอมยิ้มร่าออกมาเหมือนรู้ความ ผู้เป็นแม่มองแล้วก็ยิ่งเอ็นดูแกมมันเขี้ยว “งั้นฉันวานแกไปซื้อนมผงให้หน่อยสิ”“ได้” พุดจีบรีบหยิบเงินที่พอเหลืออยู่อย่างจำกัดให้สามี ดอมเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อซื้อนมผงให้ลูกสาวคนเล็ก ก่อนไปภรรยายังกำชับเขาว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาดพุดจีบหันไปสั่งลูกชาย “ธันก่อไฟต้มน้ำให้แม่หน่อยลูก” เธอจะต้มน้ำทำความสะอาดลูกน้อยก่อนจะทายาให้ และต้มไว้ให้เด็กดื่มกินด้วย“ครับแม่”“หนูช่วยนะคะ” ธารทิพย์มองน้องจนพอใจแล้วจึงเดินไปก่อไฟช่วยพี่ชาย ฝนตกทั้งคืนทำให้ฟืนที่เก็บไว้ใต้ถุนเรือนหลังเล็กค่อนข้างชื้น พื้นดินที่มีหินวางอยู่สามก้อนที่ใช้เป็นเตาไฟก็ชื้นเช่นเดียวกัน แต่พื้นที่ตรงนั้นแม่เพิ่งก่อไฟทำอาหารเสร็จไฟจึงยังไม่มอดดับ คงทำให้ธันวาก่อไฟได้ง่ายขึ้น ถึงจะอายุแค่เพียงแปดขวบแต่เขาก็ทำสิ่งที่พ่อกับแม่สอนได้เป็นอย่างดีอาบน้ำให้ลูกเสร็จพุดจีบนำปูนที่ใช้กินหมากออกมาทาตุ่มที่โดนมดกัดให้ลูก เด็กคนน

  • วาสนากาฝาก   ตอนที่ 4 เด็กทารก

    กลางเดือนสิงหาคมปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบแปดดอมตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูคันนา เมื่อคืนฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุดแต่ก็ซาลงไปมาก ช่วงนี้ฝนตกชุก ไม่รู้ว่าคันนาจะขาดไปมากเท่าใดแล้ว ชายร่างใหญ่กำยำ ผิวคล้ำเข้มเพราะกรำแดดเดินแบกจอบเล่มใหญ่ไปตามคันนาเรื่อย ๆ ยังไม่เห็นจุดไหนที่คันนาขาดเลยแม้แต่จุดเดียว จะมีก็เพียงรอยรั่วที่เกิดจากไส้เดือนตัวใหญ่ที่ชอบขุดรูอยู่ตามคันนาจนทำให้คันนารั่วซึมอย่างไรก็ต้องใช้จอบขุดดินอุดรอยรั่วพวกนั้นอยู่ดี ไม่เช่นนั้นน้ำในนาข้าวก็จะเหือดแห้งไปทุกวันจนหมดนาผืนนี้ครอบครัวของเขาขอเช่ากับพิมซึ่งเป็นแค่คนรู้จักกันในหมู่บ้าน เพราะครอบครัวทั้งฝั่งของเขาและฝั่งภรรยาไม่มีสมบัติให้ มีเพียงควายสองตัวแม่ลูกที่ตอนนี้ไถนาได้ทั้งคู่แล้ว อีกทั้งดอมกับภรรยาย้ายมาจากที่อื่นจึงไม่มีญาติอยู่ที่นี่เลย อาศัยว่าอยู่นานเกือบสิบปีจึงพอมีคนรู้จักและสนิทกันอยู่บ้าง ส่วนพิมเป็นสาวโสดอายุราวสี่สิบห้าปี เธอมีอาชีพหลักคือเปิดร้านขายของชำ อาศัยอยู่คนเดียวนาแห่งนี้จึงไม่มีใครทำให้ จากที่ดอมขอเช่าเธอจึงให้เขาทำนาแล้วแบ่งผลผลิตกันคนละครึ่งแทน ซึ่งดอมก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่บา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status