เข้าสู่ระบบปีต่อมา
ดอมยืนมองทุ่งนาที่มีอยู่กว่าห้าไร่ของตนด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าทุกปีจึงทำให้นาแปลงนี้โดนน้ำท่วมทั้งหมด สิบวันแล้วที่น้ำท่วมข้าว พวกเขาคงหมดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวไปขายและแบ่งไว้ทำกิน นาคนอื่นก็โดนน้ำท่วมแต่พวกเขาก็คงไม่หมดตัวเหมือนกับครอบครัวของดอม
“เราจะทำยังไงกันดีคะพี่” พุดจีบถามสามีเสียงแผ่ว แววตาดูเหนื่อยล้า สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปปีนี้คงสูญเปล่า เกือบทุกปีที่น้ำท่วมนาข้าวแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะท่วมหนักเท่าครั้งนี้ แต่ข้าวเปลือกที่เหลือจากปีที่แล้วก็ยังพอที่จะกินได้อีกเกือบปี
“เราย้ายไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิลดีไหม” ดอมนอนคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาต้องเริ่มหางานประจำทำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าครอบครัวอาจจะขัดสนมากกว่านี้ เมื่อนั้นคงหาทางแก้ไขลำบาก อีกทั้งในวัยเลขสี่เช่นนี้เขาต้องรีบหางานทำก่อนที่ร่างกายจะทำเพื่อครอบครัวไม่ไหว
“แล้วเราจะเข้าไปยังไงคะ เราไม่รู้จักใครในนั้นเลย” ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโรงสีม้าสีนิลมีแต่คนอยากเข้าไปทำงานด้วย อีกอย่างโรงสีก็อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างไรพวกเขาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเหมารถขนย้ายของเข้าไป
“เดี๋ยวพี่ไปขอร้องให้กำนันช่วย ลูกเขยเขาทำงานเป็นนักวิชาการเกษตรอยู่ที่นั่น เขาอาจจะพอช่วยเราได้บ้าง” แต่บ้านกำนันอยู่คนละหมู่บ้าน เขาต้องเดินเท้าไปหา ถ้าครอบครัวเขาได้เข้าไปทำงานกับโรงสีม้าสีนิล ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้น โรงสีมีสวัสดิการให้กับพนักงานหลายอย่าง รวมถึงมีที่พักอาศัยให้ด้วย
ดอมเดินมาถึงบ้านกำนันก็เจอกับกำนันพอดี “มีธุระอะไรแต่เช้าเหรอ” ก่อนหน้านี้กำนันโย่งเป็นคนในหมู่บ้านนาดีที่ดอมอาศัยอยู่ แต่พอแต่งงานก็ย้ายมาอยู่กับภรรยาที่บ้านนาเรียง จนได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันเขาจึงไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเท่าใดนัก แต่กำนันโย่งก็คุ้นเคยกับดอมเป็นอย่างดี เพราะช่วงที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านนาดีใหม่ ๆ ดอมกับภรรยาได้ไปรับจ้างดำนาและเกี่ยวข้าวให้กำนันทุกปีพวกเขาจึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และดอมก็ถือว่ากำนันโย่งเป็นรุ่นพี่ที่นับถือคนหนึ่ง มีอะไรเขาก็ไปปรึกษากำนันโย่งตลอด
“ฉันมีเรื่องจะให้พี่กำนันช่วยสักหน่อยครับ” ดอมบอกชายที่แก่กว่าเขาแปดปี
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา” ร่างอ้วนท้วนเดินต้วมเตี้ยมไปนั่งที่โต๊ะซุ้มไม้ไผ่หน้าบ้าน ดอมก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ผมกับเมียอยากหางานทำครับ อยากให้กำนันฝากงานที่โรงสีม้าสีนิลให้ผมหน่อยครับ” ลูกทั้งสามก็โตขึ้นทุกวัน รายได้จากการรับจ้างก็ไม่เพียงพอ เพราะไม่ได้มีงานทำทุกวัน
“อืม… เดี๋ยวฉันลองถามเจ้าเหนือมันให้ ว่าพอจะฝากงานให้เอ็งได้ไหม นั่นไงมันเดินมาพอดี” กำนันมองเห็นลูกเขยเดินลงจากบ้านก็กวักมือเรียก ทิศเหนือจึงเดินเข้ามาหา
“มีอะไรเหรอครับพ่อ” ลูกเขยในวัยยี่สิบเจ็ดปีเอ่ยถาม
“ไอ้ดอมมันอยากจะเข้าไปเป็นคนงานในโรงสีม้าสีนิลน่ะ แกลองคุยกับเจ้าของโรงสีให้มันหน่อยได้ไหม” ครอบครัวของดอมเป็นคนขยันและมีความซื่อสัตย์ กำนันโย่งจึงไม่เคยปฏิเสธการช่วยเหลือ ที่จริงกำนันโย่งก็รู้จักกับเฒ่าแก่เจ้าของโรงสีเป็นอย่างดี แต่เพราะมีลูกเขยทำงานอยู่ที่นั่นเขาจึงไม่อยากเดินทางเข้าไปด้วยตัวเอง แค่รู้ว่าเป็นกำนันโย่งแนะนำมา เฒ่าแก่ก็คงพอเมตตาอยู่บ้าง
“ได้ครับ เดี๋ยวผมลองถามเถ้าแก่ให้นะครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะได้นะครับ เพราะตอนนี้โรงสีกำลังรับคนงานอยู่เหมือนกัน แต่เป็นในส่วนแปลงปลูกข้าวนะครับ อาดอมพอทำได้ไหมครับ” โรงสีม้าสีนิลเป็นโรงสีขนาดใหญ่รับซื้อทั้งข้าวเปลือกจากชาวนา และยังปลูกข้าวเองอีกเกือบหกร้อยไร่ เพราะผลิตภัณฑ์จากโรงสีส่งขายไปทั่วประเทศ และตอนนี้เจ้าของโรงสีก็กำลังหาตลาดต่างประเทศอยู่พอดี ถ้าดอมกับครอบครัวเข้าไปตอนนี้ก็คงต้องไปดูแลแปลงข้าว ซึ่งเป็นงานที่เขาเป็นคนดูแลอยู่
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับคุณเหนือ” ดอมพูดพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“ไม่ต้องไหว้ผมก็ได้ครับอา ผมเต็มใจช่วยครับ” ทิศเหนือบอกชายหนุ่มที่น่าจะมีอายุมากกว่าเขาเป็นสิบปี
สนทนาอีกไม่นานดอมก็ขอตัวกลับ เขาเดินกลับบ้านอย่างมีความหวัง ถ้ามีรายรับทุกวัน ลูกของเขาก็จะมีเงินไปโรงเรียนทุกวันอย่างไม่ต้องอายเพื่อน และถ้าได้ไปทำงานที่โรงสีม้าสีนิลจริง เขาจะได้ทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกเลย
ลูกเขยกับลูกสาวไปทำงานงานแล้ว เจียมใจจึงเดินลงจากเรือนไม้ทรงไทยที่ลงน้ำมันจนเงางามไปทั้งหลัง แล้วเดินมาหาสามีพร้อมกับจูงหลานสาววัยสองขวบมาด้วย ในมือหลานกำลังถือขวดนมแล้วดูดมาตามทาง เมื่อเช้าเธอรู้ว่าสามีมีแขก แต่ไม่รู้ว่าใครเพราะมองลงมาจากเรือนแล้วเห็นไม่ถนัด
เจียมใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามสามีพร้อมกับอุ้มหลานขึ้นนั่งตัก “ใครมาทำอะไรแต่เช้าเหรอพี่”
“ไอ้ดอม มาขอให้ดูงานในโรงสีม้าสีนิลให้ ฉันก็เลยฝากเจ้าเหนือมันดูให้”
“ทำไมถึงคิดจะไปทำงานที่โรงสีเสียแล้วละ”
“ได้ยินข่าวว่านาที่เคยเช่าอยู่น้ำท่วมหนัก ข้าวที่ปลูกไว้ตายหมด ก็เลยอยากทำงานประจำ ลูกก็โตขึ้นทุกวัน”
“อือ ลูกตั้งสามคน คนเล็กนั้นเห็นว่าเป็นลูกน้องสาวพุดจีบมาฝากเลี้ยงแต่ไป ๆ มา ๆ ก็ให้พี่สาวเลี้ยงถาวรเฉยเลยก็คงต้องรีบหางานกระมัง”
“ก็ขอให้มีตำแหน่งงานว่างก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหน้าไปมองหลานที่เอาแต่ดูดนมในขวด “มาให้ตาอุ้มหน่อยเร็ว” พอตาอ้าแขนรับ มินตราก็ยื่นมือให้ตาทันที
สัปดาห์ต่อมา ข้าวหอมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะไปทำงานพร้อมกับสามี เธอนั่งรอเขาอยู่บนโต๊ะอาหาร โดยมีแม่บ้านยืนอยู่ด้านข้าง ที่สำคัญตรงหน้าของเธอยังมีมะดันดองกับมะกอกดองพร้อมกับพริกเกลือวางอยู่ด้วย เมื่อเช้าข้าวหอมสั่งให้แม่บ้านซื้อผลไม้ดองมาจากตลาดสองสามอย่าง และยังมีผลไม้สดอย่างมะยมกับมะม่วงเปรี้ยวอีก เธอสั่งให้แม่บ้านเตรียมไว้ให้แล้ว เพราะเธอจะห่อไปกินที่ทำงานด้วย เธอหยิบมะกอกดองจิ้มพริกเกลือส่งข้าวปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย แต่คนที่เปรี้ยวกลับเป็นแม่บ้านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้แม่บ้านยืนกลืนน้ำลายที่ไหลทะลักออกมาจนปวดกระพุ้งแก้มไปหมด แถมยังทำหน้าตาบิดเบี้ยวแทนข้าวหอมอีกด้วย แต่คนที่นั่งกินยังเฉยฉิบ ยุทธวีร์เดินลงมาจากชั้นบน ขยับเนคไทให้เข้าที่แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามภรรยา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อเห็นภรรยากินผลไม้ดองแต่เช้าเช่นนี้ “ทำไมกินของดองก่อนมื้อเช้าล่ะ เดี๋ยวก็ปวดท้องกันพอดี” แม่บ้านก็ห้ามแล้วแต่ข้าวหอมไม่ฟัง อาการแบบนี้อาการคนกำลังแพ้ท้องชัด ๆ แต่ข้าวหอมกับยุทธวีร์เพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยกันไม่ถึงเดือน แล้วเธอจะท้องไ
วันที่ข้าวหอมกับวิลาวัลย์กลับจากต่างประเทศ แก้วตาและทิศเหนือก็ไปรับเธอที่สนามบินพร้อมกับดอมและพุดจีบด้วย วิลาวัลย์โผเข้ากอดพ่อกับแม่ แม่ใหญ่ และพี่ชายต่างมารดา ส่วนข้าวหอมก็กอดกับดอมกับพุดจีบเช่นกัน แก้วตากับทิศเหนือยืนมองลูกสาวแล้วยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ถึงเธอกับอดีตสามีจะไม่ได้เลี้ยงดูข้าวหอมมา แต่เธอก็เติบโตมาเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่โทษตัวเอง ถึงข้าวหอมจะไม่ได้เรียกเธอกับทิศเหนือว่าพ่อกับแม่ก็ตาม แค่เธอได้มองลูกอยู่ห่าง ๆ เธอก็ดีใจมากแล้ว ข้าวหอมเดินเข้ามาใกล้ทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้นเต็มเสียง “พ่อ แม่” เป็นครั้งแรกที่ข้าวหอมเรียกพวกเขาว่าพ่อแม่ เพียงเท่านั้นทั้งสองก็อ้าแขนรับลูกสาวและกอดกันกลม ทิศเหนือกับแก้วตาดีใจจนพูดไม่ออก พวกเขาไม่เคยคาดหวังให้เธอเรียกพ่อกับแม่ แต่ก็อยากได้ยินสักครั้งในชีวิต และวันนี้ฝันพวกเขาก็เป็นจริงพุดจีบยืนมองภาพนั้นแล้วก็น้ำตาคลอ ในที่สุดข้าวหอมก็ปลดล็อกหัวใจตัวเองได้สำเร็จ เธอรู้ว่าการตัดสินใจไปเรียนต่อที่ต่างประเทศไม่ใช่แค่เธออยากเรียนต่ออย่างเดียว แต่เพราะข้าวหอมอยากมีเวลาคิดทบทวนเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ภายในเรือนจำ แป้งร่ำมาขอเยี่ยมตรีภพ เขารู้สึกดีใจมากที่คู่หมั้นมาหา ตรีภพเดินเข้ามาในห้องเยี่ยมญาติเมื่อเจ้าหน้าที่ขานชื่อ เขายิ้มอ่อนเมื่อเห็นหน้าคู่หมั้น แต่อีกฝ่ายกลับวางหน้านิ่ง “แป้งสบายดีไหม” ทั้งสองมองผ่านผนังกั้นที่เป็นเหล็กและมีช่องเล็ก ๆ พอให้มองเห็นหน้า “ค่ะ” เธอตอบไม่เต็มเสียงนัก แววตาเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในใจ “พี่ตรีผอมลงนะคะ” ตรีภพร่างกายซูบผอมลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมองเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน เพราะเขายังออกกำลังกายและนั่งสมาธิทุกวันเพื่อไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน “อือ กับข้าวในเรือนจำไม่ค่อยถูกปากเท่าไร” ตรีภพไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษใด ที่เหนือกว่านักโทษคนอื่นเลย หาญปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ความลำบากในเรือนจำด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งเขายอมรับว่าเดือนแรกที่อาศัยอยู่ในนี้ ไม่มีวันไหนที่เขาไม่ร้องไห้เลย แม้แต่พ่อแม่บังเกิดเกล้าก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ตอนนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร และไม่มีสิ่งใดที่ได้มาง่าย ๆ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับพี่” แป้งร่ำพูดพร้อมกับเวลานั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมายืนอยู่ด้านหลังเธอ ตรีภพเข้าใจในวินาทีนั้น
ช่วงบ่ายวันเดียวกันตำรวจก็มาที่บ้านสีนิล “พ่อช่วยผมด้วย” เพียะ! หาญตบหน้าตรีภพจนหน้าหัน หาญกัดฟันพูดออกมาด้วยความโกรธจัดเจือเสียใจ “แกทำอย่างนี้กับพี่แกได้ยังไง ไอ้ลูกไม่รักดี” ตรีภพมองพ่อด้วยสายตาเคียดแค้น “ก็พ่อ เข้าข้างแต่พี่วีร์ มีอะไรก็ให้พี่วีร์เป็นคนจัดการทั้งหมด แล้วผมล่ะ พ่อให้ผมทำอะไรบ้าง” “แล้วแกทำอะไรให้ฉันบ้าง ให้ขายของก็ไปโกงชาวบ้านเขา พอถูกจับได้ก็โยนความผิดให้คนอื่น แล้วแบบนี้แกจะให้ฉันไว้ใจให้แกทำงานใหญ่ได้ยังไง พอให้พักงานก็ก่อเรื่องอีก แกคิดจะฆ่าแม้แต่พี่แกเลยหรือไง” ตรีภพก้มหน้างุดตำรวจสองนายเข้ามาสวมกุญแจมือ แล้วนำตัวออกไป “คุณพี่คะ คุณพี่จะไม่ช่วยตรีเลยเหรอคะ” เมื่อสามีไม่หือไม่อือ อบเชยจึงเปลี่ยนไปอ้อนวอนอิ่มแทน “คุณพี่อิ่มคะ ช่วยลูกฉันด้วยค่ะ ฮือ ๆ” อิ่มทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ จะให้เธอช่วยได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ตรีภพจะทำร้ายก็คือลูกชายของเธอเช่นกัน “อย่าไปช่วยมัน ปล่อยให้มันลำบากซะบ้าง” หาญตวาดเสียงดัง หากปล่อยให้ตรีภพอยู่สุขสบายและไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำ
ยุทธวีร์กับทิศเหนือยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยท่าทางร้อนใจ ข้าวหอมเข้าไปในห้องฉุกเฉินเกือบสิบห้านาทีพยายาบาลจึงเดินออกมาบอก “คนไข้เสียเลือดมาก ทางเราต้องการเลือดกรุ๊ปโอด่วนเลยค่ะ มีใครพอจะให้เลือดคนไข้ได้บ้างคะ” “เลือดกรุ๊ปโออย่างนั้นเหรอ ของผมกรุ๊ปเอ” ยุทธวีร์พูดออกมาด้วยแววตาผิดหวังที่เขาไม่สามารถช่วยเธอได้ “ผมให้เลือดได้ครับ ผมเลือดกรุ๊ปโอ” ทิศเหนือพูดด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ถ้าอย่างนั้นตามฉันมาทางนี้เลยค่ะ” ยุทธวีร์ผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อยังมีทางช่วยชีวิตข้าวหอมไว้ทัน อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาพ่อแม่และพี่ชายของข้าวหอมก็ตามมาที่โรงพยาบาล ทุกคนต่างนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยความกระวนกระวายใจ ยุทธวีร์เดินเข้ามาหาดอมกับพุดจีบแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกผิด “ผมขอโทษนะครับที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับข้าวหอม” “คุณวีร์อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ยังไงคุณวีร์ก็ไม่ได้ตั้งใจ” ดอมพูดอย่างเข้าใจ “แล้วถ้าข้าวหอมเป็นอะไรไปล่ะพ่อ คุณวีร์ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ คุณวีร์ต้องรับผิดชอบชีวิตข้าวหอม” ธันวาพูดเสียงดังด้วยความโกร
ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถ ยุทธวีร์สังเกตเห็นว่าดวงตาอีกฝ่ายบวมและแดงก่ำ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร พอเห็นถุงขนมกับนมที่เธอวางไว้บนตักจึงเอ่ยถาม “ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ” “ค่ะ” “กินเลยสิ เดี๋ยวไปตากแดดก็เป็นลมเป็นแล้งไปอีก” “ฉันยังไม่หิวค่ะ” เห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีนักเขาจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” ข้าวหอมส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ” เกือบยี่สิบนาทีที่ทั้งสองนั่งเงียบข้าวหอมจึงเอ่ยปากพูด “คุณวีร์คะ” “หืม” “ถ้าวันหนึ่งคุณวีร์รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณวีร์ไม่ใช่ลูกของเฒ่าแก่กับแม่ใหญ่ คุณวีร์จะเสียใจไหมคะ” “ทำไม? ข้าวหอมไปรู้อะไรมาเหรอ” แค่คำถามนั้น เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าวหอม “เปล่าค่ะ ฉันแค่อยากรู้เฉย ๆ ค่ะ” “ไม่เสียใจหรอก แต่คงตกใจมากกว่า เพราะยังไงเฒ่าแก่กับแม่ใหญ่ก็เลี้ยงฉันมาเป็นอย่างดี…หรือเธอคิดว่าไง ถ้าเป็นเธอเธอจะเสียใจไหมล่ะ” “ฉัน…ฉันก็ตอบไม่ได้ค่ะว่าควรรู้สึกอย่างไร” ข้าวหอมจะโทษพ่อดอมกับแม่พุดจีบฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
ตรีภพเรียกนลินีกับปพนเข้ามาพบในห้องทำงาน ยังไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเขาก็ตบหน้าทั้งสองคนละครั้ง เพียะ! เพียะ! ทั้งสองหน้าหันไปตามแรงฝ่ามือ แต่ไม่มีใครหลุดเสียงร้องใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย “คุณตรีตบหน้าผมทำไมครับ” ปพนกับนลินียังอยู่ในอาการมึนงง อยู่ดี ๆ ก็โดนเรียกมาตบแต่
เย็นวันนั้นปรรณพัทรนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเล่าบนโต๊ะอาหารเย็น “แม่คะ วันนี้โปรดไปเจอคนที่หน้าตาเหมือนแม่มาด้วยค่ะ” ปรรณพัทรพูดโดยไม่คิดอะไร ตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ ถึงจะหาสาเหตุที่เธอตบปากตัวเองไม่ได้ก็ตาม พยายามอธิบายให้เพื่อนคนไหนฟังก็ไม่มีใครเชื่อ เพล้ง!
สัปดาห์ต่อมาดอมก็พาครอบครัวย้ายมาทำงานที่โรงสีม้าสีนิล โดยมีทิศเหนือเป็นคนขนย้ายของมาให้ และพาไปที่บ้านพัก ทิศเหนือคอยเหลือบมองดูข้าวหอมตลอด เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาเปล่งประกายระยับคู่นั้นเหลือเกิน แต่คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงไม่อยากคิดให้เปลืองส
“กำนันว่ายังไงบ้างพี่” พุดจีบถามขึ้นเมื่อสามีนั่งลงบนแคร่หน้าบ้านที่เมื่อแปดปีก่อนเป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น “คุณเหนือลูกเขยเขาจะดูให้” “อ้อ คุณเหนือเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ” “ก็น่าจะอย่างนั้น พอกำนันฝากให้เขาดูงานให้พี่เขาก็รีบรับปากทันที”







